วันอังคารที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เปิดหน้าสู้เพราะเหลือทน

ปกติเป็นที่ทราบกันดีว่า บรรดาพ่อค้า นักธุรกิจ ผู้รับเหมาก่อสร้างไม่กล้าจะไปตอแยกับพรรคการเมือง นักการเมืองโดยเฉพาะฝ่ายรัฐบาลที่มีอำนาจในการบริหารประเทศ จัดสรรงบประมาณในโครงการต่างๆ ขืนเข้าไปยุ่งก็มีหวังไม่ได้งานหรือถูกกลั่นแกล้งรังแกต่างๆนานา

อย่างมากพอมีการเลือกตั้งทีก็จะเป็นแบบแอบให้ทุกพรรคเพื่อความปลอดภัย หรือถ้านิยมพรรคไหนก็ช่วยเหลือเพื่อซื้ออนาคตกันแบบลับๆเท่านั้น

ดีไม่ดีเพื่อตัดความรำคาญก็หลบไปอยู่ต่างประเทศสักพัก

หรือหากมีการชุมนุมทางการเมืองก็จะต้องออกมาแสดงความเห็นแสดงตัวเลขความเสียหายที่จะเกิดขึ้นทางเศรษฐกิจเท่านั้นเท่านี้เพื่อเป็นการเรียกร้องให้ยุติความเคลื่อนไหวต่างๆ

ทว่า การเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งนี้บรรดามีเหล่านี้หลายส่วนพร้อมที่จะเปิดหน้าชนหรือเข้ามามีส่วนในการคลี่คลายสถานการณ์อย่างนอกหน้าออกตาอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนแม้ยังไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ไม่รู้ว่าฝ่ายใดจะแพ้หรือชนะ หรืออาจจะต้องประสบชะตากรรมภายหลังก็ตาม

มันเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนเรียกว่าไม่เคยเห็นก็ได้เห็นกันในครั้งนี้ โดยเฉพาะพุ่งไปในประเด็นที่ต้องการให้มีการปฏิรูปการเมืองเน้นหนักไปที่การแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน

คำถามก็คือมันเกิดอะไรขึ้นในบ้านนี้เมืองนี้

ก่อนหน้านี้ นายประมนต์ สุธีวงศ์ อดีตประธานสภาหอการค้าไทย ปัจจุบันเป็นประธานองค์การต่อต้านคอร์รัปชันที่มีความพยายามที่จะให้มีการแก้ไขคอร์รัปชันอย่างเป็นรูปธรรม ได้ระบุว่า

“การยกระดับการชุมนุมที่เรียกว่าปิดกรุงเทพฯ จะส่งผลต่อภาคธุรกิจเพียงเล็กน้อย และภาคธุรกิจก็ขานรับการยกระดับการชุมนุม เนื่องจากเป็นความเสียหายในระยะสั้นเพื่อนำไปสู่ความเป็นอยู่ที่ดีในระยะยาว”

เรียกว่าชนกันตรงๆไม่มีอ้อมค้อม

พลันก็ได้รับการตอบโต้จากนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯและรัฐมนตรีคลังในทันควัน ด้วยข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัว

“ผมตกใจมากกับคำกล่าวที่ว่าการปิดกรุงเทพฯจะส่งผลต่อภาคธุรกิจเพียงเล็กน้อย เป็นความเสียหายในระยะสั้น ผมแทบไม่เชื่อว่าเป็นคำพูดของคุณประมนต์ เพราะในฐานะที่คุณประมนต์เป็นผู้หนึ่งที่อยู่ในวงการเศรษฐกิจการค้าควรจะทราบดีว่าการปิดกรุงเทพฯจะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง”

“จะกระทบต่อภาคธุรกิจและการประกอบอาชีพของประชาชนทั้งในกรุงเทพฯและส่วนอื่นๆของทั้งประเทศซึ่งย่อมจะทำลายความเชื่อมั่นต่อประเทศในระยะยาว”

เมื่อฟังความทั้ง 2 ท่านที่กล่าวมานี้ คงเป็นเพราะต่างฝ่ายต่างก็มี “ตรรกะ” ที่ต่างกันอย่างชัดเจนและเป็นเรื่องที่คนไทยทั้งประเทศจะต้องร่วมกันคิดและไตร่ตรองเพื่อเป็นคำตอบของประเทศไทยอีกด้วย

แน่นอนว่า การชุมนุมทางการเมืองนั้นมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจแน่ไม่มากก็น้อย แต่ทำไมพ่อค้าอย่างนายประมนต์จึงมีวิธีคิดที่ต่างไปจากรัฐบาล

คำตอบนี้คงดูได้จากการที่มีพ่อค้า นักธุรกิจ ผู้รับเหมาได้เข้าไปร่วมกับการชุมนุมเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นจำนวนมาก และพร้อมที่จะให้เงินสนับสนุนอย่างเต็มที่โดยเฉพาะบรรดาผู้รับเหมาที่ทุ่มให้อย่างเต็มหน้าตัก

นั่นคงเป็นเพราะ 30%-35% คือเหตุผลสำคัญ

ที่ผ่านมาในวงการรับเหมาก่อสร้างนั้นมีการจ่ายใต้โต๊ะอยู่แล้วแค่ 10% ก็ยังพอทำเนา ถือว่าเพื่อนำไปใช้จ่ายในทางการเมือง แต่มาเล่นกัน 30% และเป็นรายใหญ่ที่ใกล้ชิดรัฐบาลทั้งนั้น

เมื่อเป็นแบบนี้มันเจ๊งกันไปหมด จะไปเอากำรี้กำไรกันที่ไหนและก็ยากที่จะได้งาน มันไม่ใช่แค่วงการรับเหมาก่อสร้างเท่านั้นแต่มันครอบคลุมไปเกือบทั้งหมด ใครเป็นใครย่อมรู้กันดี

ใครมันจะทนเจ็บช้ำน้ำใจต่อไปได้จึงต้องเลือกข้างไม่กลัวอะไรกันแล้ว.

 

“สายล่อฟ้า”

7 ม.ค. 2557 10:42 7 ม.ค. 2557 10:42 ไทยรัฐ