วันพุธที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

"พะตี่"นิทานบันดาลใจ ปลุก!นักสู้ปกากะญอ

โดย

ประเทศไทยประกอบด้วยคนหลาก หลายเชื้อสายทั้งยังมีกลุ่มชนชาติพันธุ์ต่างๆ มาอยู่ร่วมกันมากมาย แต่ละเผ่าพันธุ์ต่างมีวิถีชีวิต วิธีคิดที่จะทำให้สังคมของตนดำรงอยู่ได้อย่างแข็งแรง มีคุณภาพชีวิตที่ดีแตกต่างกันไป

“ปกากะญอ” เป็นเผ่าพันธุ์ที่อยู่กระจัดกระจายตามแนวชายแดนภาคเหนือสุดลงมาตามแนวเขตป่าตะเข็บชายแดนตะวันตก พวกเขาไม่ได้มีโรงเรียนเป็นแบบแผนเหมือนกับที่ภาครัฐจัดไว้ให้

แต่...ใช้การส่งความรู้ผ่านขนบประเพณีจากผู้เฒ่าผู้แก่ จากรุ่นสู่รุ่นสืบต่อกันไป เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สร้างความสมดุล สอดแทรกแนวคิดการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เป็นบรรทัดฐานที่ทำให้สังคมปกากะญอมั่นคงสงบสุขเรื่อยมา
นับเป็นเรื่องที่น่าสนใจว่า ผลวิจัยในปัจจุบันมากมายหลายสำนักรวมถึงงานวิจัยของมูลนิธิเพื่อ “คนไทย” ในโครงการ “คนไทย” มอนิเตอร์ฯ ที่ชี้ชัดว่า

“การศึกษา”...เป็นหนึ่งในเหตุปัจจัยที่ทำให้สังคมเกิดการพัฒนาโดยมีความต้องการเรียนรู้เป็นตัวขับเคลื่อน ทั้งนี้ควรเป็นสิ่งที่สอดคล้องกับบริบทและเงื่อนไขของพื้นที่

ด้วยความที่สังคมปกากะญอแนบแน่นกับสถาบันครอบครัวและผู้อาวุโส ดังนั้นการส่งผ่านความรู้นั้น “พะตี่”...ซึ่งหมายถึงผู้เฒ่าที่นับถือ เป็นครู เป็นปราชญ์ชาวบ้านที่ได้รับการยกย่องจะเป็นผู้ส่งความรู้ ปรัชญาในการใช้ชีวิตและความคิดผ่านทาง “ทา”หรือ“นิทาน”...

ในรูปของบทกลอน ลำนำ บทเพลงพื้นบ้าน สุภาษิต

วิธีการส่งผ่านความรู้ดังกล่าวนี้สืบต่อกันมาเป็น 100 ปีแล้ว ดังนั้นว่ากันว่า “ทา” มีมากกว่าใบไม้บนผืนดินในโลกมารวมกันถึง 3 เท่า โดยคนเล่าเก่งๆ จะสามารถร้องเล่าทาได้เหมือนน้ำไหล โดยไม่ซ้ำเรื่องเลยทีเดียว

หนึ่งในนั้นคือเรื่องของ “นกยักษ์ผัวเมีย” ที่คร่าชีวิตผู้คน จนเจ้าเมืองต้องส่งคนไปบรรณาการให้นกยักษ์กินวันละคน ไม่มีใครคิดต่อกร กระทั่งถึงคิวของลูกสาวเจ้าเมืองที่โชคดี ที่ปกากะญอ หนุ่มกำพร้าผู้มีหัวใจแข็งแกร่งผ่านมาพบ และช่วยเหลือจนฆ่านกยักษ์ตายไปในที่สุด

ทำให้บ้านเมืองเข้าสู่ความสงบสุขอีกครั้ง ด้วยความกล้าหาญของชายหนุ่มผู้นี้... “นกยักษ์ผัวเมีย”...นิทานที่กลายเป็นแรงบันดาลใจอย่างมหาศาลให้กับชายผู้นี้ “พะตี่ส่าแด”

หรือ “พนา พัฒนาไพรวัลย์” ปราชญ์ชาวบ้านคนดังผู้เป็นทั้งครูประชาบาล เป็นนักพัฒนา เป็นผู้นำชุมชน และเป็นพ่อของ “ชิสุวิชาน” นักพัฒนาปกากะญอรุ่นใหม่ผู้ใช้ดนตรีนำทาง

พะตี่พนา เล่าว่า “พระเอกในทาของปกากะญอ มักจะไม่ได้เป็นคนสูงศักดิ์ เป็นเศรษฐี หรือผู้ดีมีอำนาจ แต่จะเป็นคนธรรมดาสามัญที่มีหัวใจแกร่งกล้า มีความมุมานะพยายาม”

หัวใจแกร่งกล้าและความมุมานะจากพระเอกในนิทาน กลายมาเป็นเรื่องจริงที่ผลักดันให้เด็กชายชาวปกากะญอใน
ป่าสนวัดจันทร์ แห่งบ้านใหม่พัฒนา ต.แจ่มหลวง อ.กัลยาณิวัฒนา จ.เชียงใหม่ ก้าวไปถึงสิ่งที่ฝัน

เขาฝัน...ที่อยากจะมีการศึกษา ได้เรียนสูงๆ เพื่อกลับมาเป็นครูให้คนในหมู่บ้าน

เขารู้ว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องยากและยิ่งใหญ่นักสำหรับเขา เพราะคนในหมู่บ้านก็มีน้อยคนนักที่จะได้เรียนหนังสือ เพราะทั้งเรื่องฐานะ และความยากลำบากในการเดินทาง

จากป่าสนวัดจันทร์ไปสู่ตัวเมืองเชียงใหม่นั้นแสนไกลและไม่มีทางรถยนต์เข้าถึง ต้องข้ามเขาลูกแล้วลูกเล่าเป็นอุปสรรคที่สำคัญยิ่ง โดยเฉพาะกับหนุ่มน้อยขาเล็กลีบจากโรคโปลิโอ

แต่เขาก็ไม่ยอมแพ้ ขวนขวายจนได้ มุ่งมั่นขยันเรียนใช้เวลาทุกนาทีอย่างคุ้มค่า ยามปิดเทอมที่มีเวลาเพียงแค่ 10วัน นับเป็นโอกาสเดียวที่ได้กลับไปเยี่ยมบ้าน

“ผมใช้เวลา 4 วัน 4 คืน เดินเท้าจากเมืองเชียงใหม่กลับบ้าน แวะนอนตามป่าไปรายทาง ผมมีเวลาอยู่บ้าน 2 วัน 2 คืน และก็ต้องรีบกลับ เพราะต้องเดินป่าอีก 4 วัน 4 คืน ให้ถึงเมืองเชียงใหม่”

หนุ่มน้อยปกากะญอทำอย่างนี้มาตลอดจนกระทั่งเขาได้คำว่า “ครู” มาประดับหน้าชื่อ...ไม่ว่าเขาจะต้องระเหเร่ร่อนตาม
ผู้เป็นพ่อไปอยู่ในที่ต่างๆ จนกลับมาสู่ถิ่นกำเนิดอีกครั้ง

หลายคนมองว่า พะตี่พนาโชคดีที่มีโอกาสได้ร่ำเรียนจนจบ ได้เป็นครูผู้เผยแพร่ความรู้ให้หมู่เยาวชนจนถึงวันเกษียณอายุ แต่แม้จะสิ้นสุดอาชีพการเป็นครูในโรงเรียน แต่จิตวิญญาณไม่เคยจางหายไปจากหัวใจของปกากะญอเฒ่าผู้นี้

ถึงวันนี้ “พะตี่ส่าแด” ยังคงเป็นผู้ถ่ายทอดวิชาความรู้ต่างๆ รวมทั้งภาษาอังกฤษให้กับเด็กๆ และผู้คนในชุมชน

ผู้เฒ่าจึงได้รับยกย่องให้เป็นปราชญ์ชาวบ้าน และผู้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาและสืบสานความเป็นชาติพันธุ์ปกากะญอ

ด้วย “ทา” หรือ “นิทาน”

นิทานปกากะญอนั้นไม่ได้บอกกล่าวอย่างตรงไปตรง
มา ผู้ฟังต้องขบคิดและเข้าใจปรัชญา แนวคิดที่แฝงไว้ในทาแต่ละเรื่อง วิธีนี้จะนำไปสู่การปฏิบัติดีได้ด้วยตนเอง

“ปกากะญอจะไม่สอนกันตรงๆ จะสอนผ่านทาและให้คนฟังได้นำไปคิดเอง ทา หรือ นิทานนี้มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะจะสะท้อนถึงวิถีแห่งการยอมรับ เคารพในสิทธิและปัจเจกบุคคลของชาวปกากะญอที่มีต่อบุคคลอื่น และเป็นแรงผลักดันได้ในเวลาเดียวกัน”

พะตี่พนากล่าวต่อไปว่า “...น่าเสียดายที่โลกเปลี่ยนแปลง
ไป ทำให้เด็กๆปกากะญอสมัยนี้ไม่ค่อยชอบฟังนิทาน การสืบสานนิทานปกากะญอแบบรุ่น ต่อรุ่น มีแต่จะรอวันสูญหาย”

แต่ไม่ว่าอย่างไร พะตี่พนา ยังคงยืนยันที่จะมอบควา มรู้ และสานต่อทาต่อไป...จนสุดความสามารถ

จะว่าไปแล้ว “ทา” อาจเปรียบได้กับเครื่องมือพัฒนาประสิทธิภาพการจัดการความรู้แบบที่เรียกว่า “เรื่องเล่าเร้าพลัง” (storytelling) โดยใช้เรื่องเล่าจากความสำเร็จของคนอื่นมาเป็นแรงกระตุ้นคนในทีม

เหมือนเช่น “พะตี่พนา”...ในวัยเยาว์ที่เรื่องของชายหนุ่มผู้ฆ่านกยักษ์ คือ แรงผลักอันยิ่งใหญ่ ที่ทำให้ปกากะญอผู้นี้ สามารถฆ่ายักษ์ในใจ เดินเขา ข้ามห้วย เข้าเมือง มาหาความรู้ เพื่อนำกลับไปพัฒนาหมู่บ้านอย่างตั้งใจ

เป็นความยิ่งใหญ่ที่เขาสร้างขึ้นบนขา “โปลิโอ” เล็กลีบ ด้วยหัวใจที่มี “ทา” เป็นพลังผลักดัน เขาจึงกลายเป็นนักสู้แห่งขุนเขา ที่ก้าวข้ามอุปสรรคเพื่อสร้างสรรค์สังคมที่ยั่งยืน.

7 ม.ค. 2557 10:24 7 ม.ค. 2557 10:24 ไทยรัฐ