วันเสาร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ทบ.ปัดทำปฏิวัติ ขนรถถัง แค่มาสวนสนาม


ขอปชช.อย่าได้ระแวง งัดฉุกเฉิน-อัยการศึก จ่อรับมือชัตดาวน์กรุง รมว.ยธ.ขู่-คนเข้าร่วม เข้าข่ายสนับสนุนกบฏ

ศอ.รส.ประเมินสถานการณ์การชุมนุม กปปส. ปิดกรุงเทพฯ 13 ม.ค.เตรียมประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หรือกฎอัยการศึก รองรับสถานการณ์ฉุกเฉินในภาวะบ้านเมืองคับขันเกิดเหตุประทุษร้ายต่อชีวิตหรือก่อการร้าย เตรียมพร้อมสั่งทหาร 40 กองร้อย ตำรวจ 50 กองร้อย รับมือป่วน กรุงเทพฯ ขณะที่ดีเอสไอมีมติขอศาลออกหมายจับแกนนำผู้ชุมนุมและนักวิชาการ 37 คน ในวันที่ 7-8 ม.ค.นี้ รมว.ยุติธรรมออกโรงเตือนประชาชนร่วมชุมนุมเข้าข่ายร่วมสนับสนุนกบฏ มีความผิดตามกฎหมาย เผยตำรวจตายเพิ่มอีกราย หลังเหตุปะทะที่สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น กองทัพบกปัดเคลื่อนกำลังทหารจ่อปฏิวัติ แค่ซ้อมสวนสนามเทิดเกียรติฯ ผบ.สูงสุด-ผบ.ทบ.ก่อนเกษียณ วอนประชาชนอย่า หวาดระแวง

หลัง กปปส.ประกาศปิดกรุงเทพฯวันที่ 13 ม.ค.ส่งผลให้คนกรุงขวัญผวาเตรียมรับมือวิกฤติกันจ้าละหวั่น ขณะที่กองทัพบกเริ่มขนยุทโธปกรณ์ทางทหารเคลื่อนย้ายกำลังบุกเข้ากรุงเทพฯจนเป็นเหตุให้ประชาชนวิพากษ์วิจารณ์กันต่างๆนานา หวั่นเกิดเหตุทหารปฏิวัติรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาลยิ่งลักษณ์

ผบ.พล.1รอ.ปัดเคลื่อนพลจ่อปฏิวัติ

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 6 ม.ค. พล.ต.วราห์ บุญญะสิทธิ์ ผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (พล.1 รอ.) กล่าวถึงกรณีที่จะมีการเคลื่อนยุทโธปกรณ์ ระหว่างวันที่ 6-9 ม.ค.ว่า ขอยืนยันว่าการเคลื่อนรถถัง รถเกราะ และยุทโธปกรณ์ทางทหาร พร้อมกำลังทหาร จาก พล.ร.2 รอ. จ.ปราจีนบุรี กรมทหารราบที่ 31 รักษาพระองค์ (ร.31 รอ.) จ.ลพบุรี กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ (ร.21รอ.) จ.ชลบุรี และศูนย์การทหารม้า จ.สระบุรี วันที่ 6-9 ม.ค. เพื่อนำมาซ้อมสวนสนาม เนื่องในวันกองทัพไทยวันที่ 18 ม.ค. ที่กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11 รอ.) บางเขน กทม. และมีทหารพรานหญิงจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ร่วมสวนสนามด้วย ซึ่งเป็นปีแรกที่จะสวนสนามยานยนต์ เตรียมแผนงานมาตั้งแต่กลางปี 56 ตามดำริของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ที่ต้องการให้กองทัพไทย แสดงแสนยานุภาพโชว์อาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยและความแข็งแกร่งของกำลังพล ให้ผู้ช่วยทูตทหารประเทศต่างๆชม และถือเป็นการเทิดเกียรติให้

พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผบ.ทหารสูงสุด และ พล.อ.ประยุทธ์ ที่จะเกษียณอายุราชการเดือน ก.ย.57 นี้ จึงไม่ใช่การเตรียมความพร้อมเพื่อก่อรัฐประหารอย่างที่มีข่าวลือแต่อย่างใด ขอให้ประชาชนอย่าได้หวาดระแวง

เปิดกว้างสื่อดูซ้อมสวนสนาม

พล.ต.วราห์กล่าวว่า การซ้อมสวนสนามเริ่มขึ้นช่วงเช้าวันที่ 6 ม.ค. ที่ลานอเนกประสงค์ ร.11 รอ.มีกำลังพล พล.1 รอ. 8 กองพันซ้อมเป็นหน่วยแรก และจะซ้อมทุกวันไปจนถึงวันซ้อมใหญ่วันที่ 10 ม.ค. รวมทั้งหมด 20 กองพัน โดยเปิดกว้างให้สื่อมวลชนเข้าไปติดตามดูการซ้อมสวนสนามได้ทุกวัน สำหรับการเคลื่อนรถยานเกราะของ พล.ร.2 รอ. และกำลังพลจะเดินทางมาถึง ร.11 รอ. เป็นหน่วยแรก เวลาประมาณ 21.00 น. เป็นต้นไป ส่วนหน่วยอื่นจะทยอยเดินทางเข้ามา

ทบ.ย้ำไม่มีนัยโยงการเมือง

ที่ บก.ทบ. พ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษกกองทัพบก กล่าวถึงกรณีมีผู้กล่าวอ้างเรื่องการขนย้ายยุทโธปกรณ์ของกองทัพบกว่าเป็นการกระทำที่มีนัยว่า ขอยืนยันว่าการเคลื่อนย้ายกำลังพลและยุทโธปกรณ์ช่วงนี้เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมวันเด็ก และพิธีสวนสนามเนื่องในวันกองทัพไทย เป็นแผนปฏิทินปกติตามวงรอบประจำของทุกปีช่วงต้น ม.ค.กำหนดแผนล่วงหน้ากว่า 1 ปี ไม่ใช่กำหนดแบบเร่งด่วน ยืนยันว่าไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องการเมือง อย่างที่บางฝ่ายให้ข้อมูลไว้ ขณะนี้สังคมอ่อนไหวต่อการรับรู้ข่าวสารข้อมูล อยากให้ทุกฝ่ายนำเสนอข้อมูลอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งวันเด็กของทุกปี กองทัพจะนำยุทโธปกรณ์มาให้เด็กศึกษาเรื่องเทคโนโลยีและองค์ประกอบ อย่าไปแปลเจตนาของกองทัพบกไปในเชิงลบ เมื่อถามว่านายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช.อ้างว่าปีนี้มีการนำยุทโธปกรณ์และกำลังพลมาร่วมสวนสนามมากผิดปกติ พ.อ.วินธัยกล่าวว่า ตอนนี้กิจกรรมการสวนสนามของกองทัพมีน้อยลง ซึ่งในต่างประเทศมีการสวนสนามทั้งกำลังพลและยานยนต์เป็นเรื่องปกติ ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่จัดให้มียานยนต์ร่วมสวนสนาม ซึ่งแผนนี้มีล่วงหน้ามาก่อนหลายปี

“จารุพงศ์” ไม่สะดุ้งชาชินข่าว ปว.

นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.มหาดไทยและหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี นปช.นัดชุมนุมแกนนำทั่วประเทศวันที่ 7 ม.ค. ที่ จ.นครราชสีมา เพื่อรับมือ กปปส.ชุมนุมปิดกรุงเทพฯว่า รัฐบาลห่วงการเผชิญหน้าระหว่างมวลชน แต่เป็นสิทธิของ นปช.จะแสดงออกได้ถ้าอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย นปช.คงต้องการเตรียมความพร้อมรับมือกับเหตุรุนแรงที่จะเป็นอุบัติเหตุทางการเมืองได้ เมื่อมีข่าวตลอดมาว่าจะเกิดอะไรขึ้น นปช.คงต้องการเตรียมความพร้อม ถึงเวลาใครจะช่วยประชาชนที่ไม่เอารัฐประหารได้นอกจากประชาชนจะช่วยตัวเอง เมื่อถามว่า ห่วงกระแสข่าวการทำรัฐประหารหรือไม่ นายจารุพงศ์ตอบว่า การปฏิวัติเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจนชาชินในประเทศไทย แต่ในยุคสมัยนี้ไม่มีใครอยากให้เกิด ตนห่วงการพัฒนาประชาธิปไตยแต่ห้ามไม่ได้หากจะเกิดอุบัติเหตุขึ้นจริงๆ เพราะรัฐบาลไม่ใช่คนทำแต่เป็นคนถูกกระทำ

“ปู” ห่วงชัตดาวน์เหตุบานปลาย

เวลา 11.00 น. ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่กลุ่ม กปปส. ประกาศชัตดาวน์กรุงเทพฯวันที่ 13 ม.ค.ว่า มีความเป็นห่วง เพราะความเชื่อมั่นการเมืองและเศรษฐกิจถือเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าไม่ได้แก้ปัญหาด้วยสันติวิธีเหตุการณ์จะบานปลายได้ ขอร้องกลุ่มผู้ชุมนุมว่าวันที่ 13 ม.ค. เมื่อแสดงออกแล้วก็อย่าปิด ตัดน้ำตัดไฟสถานที่ราชการเลย เพราะลำพังแค่ยุบสภา ก็ทำให้การบริหารประเทศให้เดินหน้าไปด้วยความลำบากแล้ว ลำพังวันนี้เมื่อยุบสภาแล้ว เรื่องเศรษฐกิจขณะนี้หลายประเทศได้ส่งสัญญาณเตือนเรื่องการลงทุนในไทยแล้ว ถ้าไม่นำไปสู่การเลือกตั้ง ส่วนแผนการดูแลความสงบในวันนั้น ทหารและตำรวจบูรณาการทำงานร่วมกัน เน้นปกป้องกรุงเทพมหานคร รัฐบาลจะพยายามอดทน ไม่ให้เกิดการเผชิญหน้า ปกป้องสถานที่ราชการ รวมถึงสนามบินสุวรรณภูมิ การจราจรจะต้องไม่ถูกปิด และขอความกรุณาให้เปิดเส้นทางการคมนาคม สถานที่ทำงานของราชการ เอกชนต่างๆ ให้สามารถเดินทางไปทำงานได้

พ.ร.ก.ฉุกเฉินทางเลือกสุดท้าย

เมื่อถามว่า มีแนวโน้มประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หรือไม่ นายกฯกล่าวว่า มีการหารือกันว่าหากจะออก พ.ร.ก.ฉุกเฉินแล้วจะได้คำตอบอะไร ซึ่งได้คำตอบว่าเป็นการใช้กฎหมายที่แรงขึ้น นั่นคือการนำไปสู่ความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งรัฐบาลเห็นใจทุกๆฝ่าย เมื่อถามว่า แต่ถ้าสถานการณ์รุนแรงขึ้น จำเป็นต้องประกาศใช้หรือไม่ นายกฯตอบว่า เป็นทางเลือกสุดท้าย จะพยายามไม่ใช้ ณ เวลานี้ยืนยันจะยังใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯอยู่ ส่วนการตัดน้ำตัดไฟไม่ว่าจะเป็นบ้านตน บ้านรัฐมนตรี เป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ตนคงไม่สามารถพูดอะไรได้ อยู่ที่ประชาชนและสังคมจะมอง แต่ก็ขอให้เห็นใจการตัดน้ำตัดไฟที่บ้านไม่ได้ทำให้การทำงานต่างๆ เปลี่ยนแปลงไป เพราะเราทุกคนมีหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ คณะรัฐมนตรีต้องทำงาน ถ้าทำแบบนั้นอาจทำให้เกิดเหตุความรุนแรงได้ ไม่มีใครต้องการเห็นเหตุการณ์เช่นนั้น ควรมาหาทางออกร่วมกันบนเวทีสภาปฏิรูปประเทศของทุกภาคส่วน นำความเห็นต่างๆมาพูดคุย เพราะประเทศไทยไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง

ส่องดจัดงานวันเด็กทำเนียบฯ

พล.ต.ต.ธวัช บุญเฟื่อง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการหารือกับกลุ่ม คปท.ขอเปิดเส้นทางจัดงานวันเด็กแห่งชาติ ที่ทำเนียบรัฐบาลว่า ยังไม่ได้รับการตอบรับ แต่ คปท.ยืนยันว่าจะไม่ปิดเส้นทางเข้าออก แต่ไม่ยอมเปิดเส้นทางทั้งหมด หรือขยับขยายพื้นที่ รัฐบาลคำนึงความปลอดภัยของเด็ก และผู้เข้าร่วมงานเป็นหลัก จึงมีแนวโน้มจะไม่จัดงานปีนี้ นอกจากนี้ตรวจสอบภายในพื้นที่ทำเนียบฯยังพบระเบิดปิงปอง จึงเป็นห่วงความปลอดภัยเด็ก แต่จะยังคงมีการพูดคุยขอความร่วมมือจาก คปท.ต่อไป จะรอคำตอบจนถึงวันที่ 9 ม.ค. หากสถานที่จัดงานวันเด็กไม่ใช่ทำเนียบรัฐบาลก็ไม่จัดที่อื่น

พล.ต.ต.ธวัชกล่าวว่า ส่วนการดูแลความปลอดภัยในการชุมนุมใหญ่วันที่ 13 ม.ค. กอ.รมน.และ สตช.ได้ประชุมร่วมกัน มีข้อตกลงว่าจะสนธิกำลังกัน ไม่ใช่แบ่งพื้นที่ดูแล

“มาร์ค” เตือน “เทือก” อยู่ในกรอบ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์รายการฟ้าวันใหม่สถานีโทรทัศน์บลูสกาย แชนแนล ถึงกรณี กปปส.นัดชุมนุมใหญ่ปิดประเทศวันที่ 13 ม.ค.ว่า ยังไม่ทราบว่ารูปแบบจะเป็นอย่างไร ฟังดูคล้ายสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 ธ.ค. เป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ หากถามว่าจะเตือนอะไรหรือไม่ก็บอกนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ตลอดว่าขอให้ใช้สิทธิอยู่ในขอบเขตรัฐธรรมนูญ ส่วนที่ นปช.ปล่อยข่าวจะมีการปฏิวัติวันเด็กว่า มีการชี้แจงแล้วว่านำอาวุธยุทโธปกรณ์มาแสดงให้เด็กดู เป็นความพยายามสร้างเงื่อนไขจุดประเด็นให้คนเสื้อแดงมาชุมนุม ตั้งแต่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นนายกฯ ถ้าเชื่อแกนนำเสื้อแดงคงรัฐประหารมากกว่าเคยมีในประเทศไทยไม่รู้กี่สิบครั้งแล้ว เพราะปล่อยข่าวไม่รู้กี่รอบ

ปชป.จวกรัฐบาลป้ายสีม็อบ

นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรค ประชาธิปัตย์ แถลงว่า ขณะนี้มีความพยายามจากฝ่ายรัฐบาลใส่ร้ายผู้ชุมนุมกลุ่ม กปปส.ป้ายสีว่าผู้ชุมนุมใช้ความรุนแรง ซ่องสุมอาวุธ โดยเฉพาะ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมว.ไอซีที ระบุว่า ผู้ชุมนุมใช้ยาเสพติด ต้องประณามการกระทำของรัฐบาลกล่าวหาประชาชนโดยขาดหลักฐานและวัตถุประกอบการแถลง พูดใช้ความรู้สึก อีกทั้งนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษก พรรคเพื่อไทยกล่าวหาลอยๆ ว่ามีการขนกลุ่มฮาร์ด-คอร์ 6 พันคน เข้ามาสร้างความปั่นป่วน ก็สอดคล้องกัน เพื่อขู่ให้คนที่จะเข้าร่วมชุมนุมหวาดกลัว ตรงกันข้ามทำให้ประชาชนมาชุมนุมมากขึ้น หากยังมีพฤติกรรมข่มขู่ประชาชนยืนยันการชุมนุมจะไม่ยุติ

“ปึ้ง” โวยคนไทยต่างแดนพร้อม ลต.

เวลา 11.20 น. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ต่างประเทศ ในฐานะกำกับดูแล ศอ.รส. กล่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศได้รับรายงานจากเอกอัครราชทูตและจากสถานกงสุลใหญ่จากประเทศทั่วโลกที่จะจัดให้มีการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรรวม 92 แห่งจาก 67 ประเทศ มีประชาชนคนไทยได้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรในต่างประเทศแล้วทั้งสิ้น 143,800 คน จากทั้งหมด 1,039,032 คน ซึ่งจากจำนวนผู้มาลงทะเบียนในครั้งนี้บ่งชี้ได้ว่า คนไทยในต่างประเทศเข้าใจในระบอบประชาธิปไตยอยากเห็นการเลือกตั้งมีขึ้นในวันที่ 2 ก.พ. แสดงว่า การเลือกตั้งเป็นทางเลือกของการแก้ไขปัญหาของประเทศไทยได้ดีที่สุด ดังนั้น การเรียกร้องและการชุมนุมต่างๆที่ดำเนินการโดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ นับตั้งแต่การขัดขวางการรับสมัคร ส.ส.จนถึงขั้นประกาศ ปิดกรุงเทพฯ เป็นการกระทำที่ไม่อยู่ในกระบวนการประชาธิปไตย เป็นการดำเนินการที่ผิดกฎหมายบ้านเมืองและไร้เหตุผล สร้างความเสียหายต่อประเทศ ชาติ และสร้างความวุ่นวายให้เกิดขึ้นในสังคมไทย

แจ้งคนไทยใช้สิทธิ 143,800 คน

นายสุรพงษ์กล่าวว่า สำหรับข้อมูลของผู้ที่มาใช้ สิทธิเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรในบางประเทศที่มีคนไทยอาศัยอยู่ สรุปคร่าวๆได้ดังนี้ สหรัฐอเมริกามีผู้มาใช้สิทธิ 14,985 คน เมื่อเทียบกับปี 54 มี 15,056 คน ในสิงคโปร์ 10,356 คน เทียบกับปี 54 จำนวน 10,412 คน อังกฤษ 5,239 คน ซึ่งในปี 54 มีเพียง 4,775 คน เยอรมนี มี 8,868 คน ปี 54 จำนวน 8,530 คน โดยสรุปแล้วจะเห็นได้ว่า ผู้มาลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งในปี 57 มี 143,800 คน เมื่อเทียบในปี 54 มีผู้มาใช้สิทธิ 146,662 คนนั้น แทบจะไม่แตกต่างกันมากนัก แสดงว่าพี่น้องคนไทยในต่างประเทศต่างสนับสนุนให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ. และคนไทยทุกคนในต่างประเทศอยากเห็นขบวนการประชาธิปไตยของไทยได้เดินหน้าต่อไป

ตัวแทนข้าหลวงใหญ่รุดหารือ “ปึ้ง”

เวลา 14.30 น. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นางมาทิลดา เคท บ๊อกเนอร์ ผู้แทนสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชน ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นายเฟร็ด กริมม์ รองหัวหน้าสำนักงานคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ เข้าหารือกับนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับการดูแล ศอ.รส. ถึงแนวทางการดูแลกลุ่มผู้ชุมนุมที่จะมีการชุมนุมใหญ่ในวันที่ 13 ม.ค. โดยนายสุรพงษ์ ได้ย้ำความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยต่อการส่งเสริม และคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและหลักประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ รวมทั้งอนุญาตให้ชุมนุมอย่างสันติ ย้ำความรับผิดชอบของรัฐบาลในการปกป้องไม่ให้มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน รวมทั้งมาตรการการเตรียมการหากเกิดกรณีผู้บาดเจ็บและได้รับผลกระทบจากการชุมนุม ทางกาชาดสากลพร้อมยื่นมือให้ความช่วยเหลือเรื่องการปฐมพยาบาลและการรักษา โดยองค์กรระหว่างประเทศแสดงความสนใจเรื่องการสอบสวนหาผู้ก่อความรุนแรงและหวังว่าจะไม่เกิดความรุนแรง โดยรัฐบาลจะยึดมั่นต่อพันธกรณีภายใต้ตราสารระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน

ม็อบสีลมเป่านกหวีดอุ่นเครื่อง

เมื่อเวลา 11.30 น. ที่สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส ศาลาแดง หน้าอาคารสีลมคอมเพล็กซ์ ชมรมนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตย นำโดยนายสมเกียรติ หอมละออ ประธานชมรม ได้นำรถหกล้อติดเครื่องขยายเสียง รวมตัวเป่านกหวีดแสดงเจตนารมณ์เตรียมความพร้อมก่อนปิดกรุงเทพฯในวันที่ 13 ม.ค.ซึ่งมีพนักงานออฟฟิศและประชาชนย่านสีลมจำนวนมากเข้าร่วมแสดงพลัง จากนั้นนายสมเกียรติอ่านแถลงการณ์ฉบับที่ 14 ว่า ขอแถลงจุดยืนปฏิเสธการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ. และสนับสนุนให้นำปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นมาปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง โดยขอเสนอแนวทางปฏิรูปการเมือง 6 ข้อคือ 1. ต้องเปิดเผยงบประมาณที่จะใช้ดำเนินนโยบายต่างๆ 2. กระจายอำนาจโดยการเลือกตั้ง ผวจ.และการจัดสรรงบประมาณเป็นอำนาจแต่ละจังหวัด 3. กระบวนการยุติธรรมและการป้องกันการทุจริตเพื่อแก้ไขการทำผิดกฎหมายโดยใช้ตัวแทนหรือนอมินี 4. ให้มีศาลสื่อมวลชนช่วงการเลือกตั้ง 5. การหาเสียงเลือกตั้งพรรคการเมืองต้องเสนอผู้ชิงตำแหน่งนายกฯและ 6. แก้ปัญหา พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่ค้างอยู่ในสภาฯไม่ให้กลับมาสร้างความแตกแยกในสังคมอีก

นัดมวลชน 8 ม.ค.เจอกันที่อโศก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากชมรมนักธุรกิจสีลมแล้ว ได้มีนายยุพราช บัวอินทร์ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์ นายประสาร มฤคพิทักษ์ ส.ว.สรรหา ขึ้นปราศรัยโจมตีรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และเรียกร้องให้ประชาชนออกมาร่วมปิดกรุงเทพฯ ในวันที่ 13 ม.ค.นี้ เพื่อนำไปสู่การปฏิรูปประเทศไทยก่อนที่จะมีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 2 ก.พ.นี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชมรมนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตย ได้นัดรวมตัวแสดงพลังเพื่อเป่านกหวีดอีกครั้ง ในวันที่ 8 ม.ค.นี้ เวลา 11.30-13.30 น. ที่บริเวณสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส อโศก หน้าห้างสรรพสินค้าเทอร์มินอล 21

โวยรัฐใช้ นปช.ปลุกระดมมวลชน

เวลา 10.20 น. ที่เวทีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนราชดำเนินกลาง นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ โฆษก กปปส. กล่าวว่า ขณะนี้รัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคงพยายามทุกวิถีทางเพื่อรักษาภาพลักษณ์และสร้างภาพ คือ 1. รัฐบาลและระบอบทักษิณ รักษาภาพลักษณ์ น.ส.ยิ่งลักษณ์ให้เป็นนางเอก เล่นเบี้ยเพื่อรักษาขุน 2. ศอ.รส. กุข่าวบิดเบือนใส่ร้ายประชาชนหลายครั้ง ล่าสุดใส่ร้ายว่าประชาชนที่มาชุมนุมมีการใช้สารเสพติดสร้างความฮึกเหิม ซึ่งไม่เป็นความจริง 3. รัฐบาลปลุกปั่นแนวร่วม ใช้กลุ่ม นปช.ปลุกระดมมวลชนบิดเบือนว่าจะมีการปฏิวัติ ขอเตือนรัฐบาลว่าจะยิ่งทำให้มวลมหาประชาชนออกมามากขึ้น หากนำไปสู่ความรุนแรงรัฐบาลนี้ต้องรับผิดชอบ

ขอ ตร.ดูแลแว้นบุกยิงแยกคอกวัว

นายเอกนัฏกล่าวต่อว่า เมื่อคืนวันที่ 5 ม.ค. มีกระบวนการก่อกวนกลุ่มผู้ชุมนุมเริ่มตั้งแต่เวลา 23.00 น.ไล่ตั้งแต่แยกนางเลิ้งมีการปาประทัดยักษ์ก่อกวนตลอดคืน และมาก่อกวนที่แยกมัฆวานฯ และจุดสุดท้ายรุนแรงถึงการใช้อาวุธปืนยิงใส่ผู้ชุมนุมที่แยกคอกวัว มีผู้ถูกลูกหลงบาดเจ็บ 1 ราย แต่ไม่มีผู้ชุมนุมได้รับบาดเจ็บ การก่อกวนเริ่มตั้งแต่การกราดยิงการชุมนุมของ คปท.ที่ถูกก่อกวนมาตลอดเกือบทุกคืน เหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นไม่ได้เริ่มจาก กปปส. แต่ชัดเจนว่าเป็นการจัดตั้งกระบวนการก่อกวนการชุมนุม ใช้รถจักรยานยนต์มาก่อกวน ขอเรียกร้องให้ตำรวจรักษาความปลอดภัยให้ประชาชน กปปส.ยืนยันว่ายังยึดหลักชุมนุมโดยสงบ สันติ อหิงสา ปราศจากอาวุธ

กปปส.เดินสายเชิญแขกฝั่งธนฯ

นายเอกนัฏ กล่าวถึงเส้นทางที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาฯ กปปส.จะเดินเรียกแขกเชิญในวันที่ 7 ม.ค.เชิญชวนให้คน กทม.ออกมาร่วมปิดกรุงเทพฯหรือ “ชัตดาวน์ แบงค็อก” ในวันที่ 13 ม.ค.ว่า ต้นขบวนจะเริ่มต้นออกเดินจากเวทีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เวลา 08.30 น. จากถนนราชดำเนินกลางผ่านท้องสนามหลวง ข้ามสะพานพระปิ่นเกล้า ผ่านสี่แยกอรุณอมรินทร์ ห้างสรรพสินค้าพาต้า ถึงสี่แยกบรมราชชนนี เลี้ยวขวาเข้าสู่ถนนจรัญสนิทวงศ์ ตรงไปจนถึงแยกสิรินธร (สี่แยกสะพานซังฮี้) เข้าถนนสิรินธร ข้ามสะพานซังฮี้ วกขวาเข้าถนนสามเสน ผ่านมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ผ่าน ร.ร.เซนต์คาเบรียล เลี้ยวขวาเข้าย่านบางลำพู แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าถนนพระยาสุเรนทร์ ตัดออกสู่ถนนดินสอ กลับถึงเวทีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย รวมประมาณ 9 กม.

บี้ “อนุดิษฐ์” แจงม็อบเสพยา

โฆษก กปปส. แถลงว่าขอเรียกร้องให้ น.อ. อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมว.ไอซีที ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงและรายละเอียดกรณีกล่าวหากลุ่มผู้ชุมนุม กปปส.ใช้ยาเสพติดว่าใครเสพ เสพสารอะไร และมีผลอย่างไร ส่วนกรณีนายชัยเกษม นิติสิริ รมว.ยุติธรรม ระบุว่าหากประชาชนออกมาร่วมชุมนุมใหญ่ในวันที่ 13 ม.ค. จะผิดกฎหมายและอาจเกิดเหตุรุนแรงเป็นการพยายามคุกคามข่มขู่ประชาชน หากเห็นว่าจะเกิดเหตุรุนแรงก็ไม่ใช่ผู้ชุมนุมของ กปปส. ถ้ารัฐบาลมีข้อมูลว่าจะเกิดเหตุก็ต้องป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น หากรัฐบาลไม่อยากให้เกิดเหตุปะทะต้องหยุดปลุกปั่นมวลชนคนเสื้อแดง เพราะที่ผ่านมาแกนนำ นปช.ได้ปลุกปั่นบิดเบือนเรื่องทหารจะก่อปฏิวัติและทำร้ายคนที่เห็นต่างเช่นที่ จ. เชียงใหม่

เตือนร่วมชัตดาวน์กรุงเทพฯผิด ก.ม.

เวลา 13.00 น. นายชัยเกษม นิติสิริ รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงการที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ และแกนนำการชุมนุมประกาศเดินขบวนใหญ่เพื่อปิด กทม.ทำให้รัฐบาลไม่สามารถบริหารราชการต่อไปได้ และเชิญชวนให้ประชาชนออกมาปิดถนนใน กทม.ให้ข้าราชการและประชาชนไปทำงานไม่ได้ ให้ประชาชนนำรถยนต์จอดขวางถนนทุกแยก ตั้งเวทีต่อต้านรัฐบาลบนถนนที่สำคัญหลายแห่ง ตัดน้ำตัดไฟสถานที่ราชการทุกแห่ง รวมทั้งบ้านนายกฯและ ครม. เริ่มในวันที่ 13 ม.ค.นั้น ขอเรียนชี้แจงว่า การกระทำดังกล่าวมีลักษณะปิดกั้นการจราจร ใช้รถบรรทุกเปิดเครื่องกระจายเสียง การนำรถยนต์จอดกีดขวางถนน การตัดน้ำตัดไฟสถานที่ราชการ รวมถึงบ้านนายกฯและ ครม.เข้าข่ายกระทำผิดต่อกฎหมายหลายฉบับ ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายว่าด้วยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร กฎหมายอาญา กฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบก กฎหมายว่าด้วยการควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง และกฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุข การกระทำดังกล่าวประชาชนส่วนมากไม่เห็นด้วย และเป็นการกระทำที่ละเมิดต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชนทั่วไป

เผยเข้าข่ายร่วมสนับสนุนกบฏ

นายชัยเกษมกล่าวว่า ขณะนี้นายสุเทพ เป็นผู้ต้องหาในความผิดฐานเป็นกบฏ มีความผิดร้ายแรง โทษสูงถึงประหารชีวิต ส่วนแกนนำคนอื่นตกเป็นผู้ต้องหากระทำผิดตามกฎหมายเช่นกัน โดยพนักงานสอบสวนคดีพิเศษของกรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักงานอัยการสูงสุด เห็นชอบให้ออกหมายเรียกให้มารับทราบข้อกล่าวหาแล้ว แต่ไม่มีแกนนำผู้ใดมา จึงจะยื่นคำร้องต่อศาลขอหมายจับต่อไป ดังนั้นการที่ผู้ร่วมชุมนุมรู้อยู่แล้วว่านายสุเทพและแกนนำเป็นผู้ต้องหาในข้อหา ร่วมกันกระทำการเป็นกบฏตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 113 และมาตรา 114 ร่วมกันยุยงส่งเสริมให้ประชาชนล่วงละเมิดต่อกฎหมายตามมาตรา 116 ร่วมกันมั่วสุมให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองตามมาตรา 215 และกฎหมายอื่น และจะกระทำการปิด กทม. เป็นการกระทำที่ผิดต่อกฎหมาย ผู้ที่รู้แล้วยังตกลงใจที่จะกระทำการร่วมกับนายสุเทพและแกนนำ เข้าข่ายเป็นตัวการหรือผู้สนับสนุนการกระทำความผิดต่อกฎหมาย ฐานเป็นกบฏ อันเป็นความผิดฉกรรจ์และความผิดอื่นๆด้วย

วอนประชาชนตัดสินใจให้ถี่ถ้วน

รมว.ยุติธรรมกล่าวว่า ขอชี้แจงให้ประชาชนใคร่ครวญให้ดีว่า การเข้าร่วมปิด กทม.นอกจากจะกระทำผิดกฎหมายแล้ว ยังจะสร้างความเสียหายให้แก่ประเทศชาติ อีกทั้งมีความเสี่ยงสูงที่อาจได้รับอันตรายจากการเข้าร่วมกระทำการ เพราะอาจเกิดเหตุปะทะกับกลุ่มที่มีความคิดเห็นแตกต่าง หรือกลุ่มผู้ไม่ประสงค์ดี ดังนั้น การเข้าร่วมกระทำการปิดกรุงเทพฯ ตามที่นายสุเทพ และแกนนำย่อมก่อให้เกิดผลเสียหายอย่างร้ายแรง ทั้งต่อตนเอง และบุคคลใกล้ชิด รวมถึงประเทศชาติ จึงฝากพี่น้องประชาชนได้โปรดคิดไตร่ตรองให้รอบคอบ ถึงผลเสียที่จะเกิดขึ้น และหลีกเลี่ยงการเข้าไปมีส่วนสร้างความเสียหายดังกล่าว หากหลีกเลี่ยงการเข้าไปร่วมชุมนุมจะช่วยให้สถานการณ์และความสงบสุขของบ้านเมืองดีขึ้น แต่หากตัดสินใจเข้าร่วมจะเป็นการเสี่ยงต่อการร่วมกระทำความผิดกฎหมาย ซึ่งมีอายุความยาวนานถึง 20 ปี ซึ่งอาจจะถูกดำเนินคดีในภายภาคหน้าได้ตลอดเวลา และอาจได้รับอันตราย โดยเฉพาะจะเป็นการซ้ำเติมความเสียหายต่อชาติบ้านเมืองยิ่งขึ้นไปอีก

สมาคมทนายยื่นร้อง อสส.

ที่สำนักงานอัยการสูงสุด นายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทยพร้อมคณะ นำหลักฐานเอกสารและภาพถ่ายมายื่นต่อนายนันทศักดิ์ พูลสุข อธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ และโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการชุมนุมของนายสุเทพ  เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.กับพวก เนื่องจากเข้าข่ายละเมิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 อันเป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข กระทำผิดกฎหมายอาญา มาตรา 113, 116 ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร และกระทำผิดเกี่ยวกับกฎหมายเลือกตั้ง โดยขัดขวางการทำหน้าที่ของ กกต. เพื่อจัดการการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 2 ก.พ.นี้

เร่งพิจารณาคำร้องส่งศาล รธน.

นายนันทศักดิ์กล่าวว่า หลังจากนี้จะสอบปากคำของผู้ร้องไว้ ก่อนนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะทำงาน เพื่อมีมติว่าจะส่งคำร้องดังกล่าวไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยตามมาตรา 68 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยหรือไม่ ขณะที่นายนรินท์พงศ์กล่าวว่า สมาคมทนายความแห่งประเทศไทย เคยยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยตรงแล้วถึง 3 ครั้งเพื่อให้มีคำวินิจฉัยให้นายสุเทพกับพวกเลิกการกระทำดังกล่าว  แต่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยกคำร้อง ตนและคณะจึงเดินทางมายื่นต่ออัยการสูงสุด เพื่อขอให้เร่งพิจารณาส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ก่อนวันที่ 13 ม.ค.นี้ที่กลุ่ม กปปส. ประกาศจะปิดกรุงเทพมหานคร

อัยการส่งฟ้อง “เทือก” คดีสลายม็อบ

นายนันทศักดิ์ กล่าวถึงกรณีนัดนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.ส่งตัวฟ้องคดีร่วมกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ฐานร่วมกันก่อให้ผู้อื่นฆ่าและพยายามฆ่า จากกรณีออกคำสั่ง ศอฉ. ขอคืนพื้นที่การชุมนุมแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ปี 2553 เพื่อฟ้องต่อศาลอาญาในวันที่ 8 ม.ค.ว่า อัยการยังคงนัดหมายให้นายสุเทพมาพบในวันที่ 8 ม.ค. เหมือนเดิม ขณะนี้นายสุเทพก็ยังไม่ได้ประสานขอเลื่อนแต่อย่างใด โดยคงจะต้องรอดูในวันดังกล่าวว่านายสุเทพจะเดินทางมาพบตามที่อัยการนัดหมายหรือไม่ หากนายสุเทพจะขอเลื่อนนัดส่งตัวฟ้องศาล อัยการคงจะต้องพิจารณาอีกครั้งว่ามีเหตุอันควรหรือไม่

ดีเอสไอขอหมายศาลจับแกนนำ

เวลา 15.30 น. นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ แถลงข่าวหลังการประชุมคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษจากดีเอสไอ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และอัยการเพื่อวางแนวทางในการสอบสวนดำเนินคดีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.พร้อมพวกได้ข้อสรุปว่า 1.หลังจากดีเอสไอได้ออกหมายเรียกแกนนำผู้ชุมนุมกลุ่ม กปปส.และกลุ่มอื่นๆ ให้เข้ารับทราบข้อกล่าวหา 37 คน โดยให้เข้ารับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 26-27 ธ.ค.56 และวันที่ 2-3 ม.ค.57 ปรากฏว่า ไม่มีใครมาพบตามหมายเรียกโดยไม่มีเหตุอันควร พนักงานสอบสวนไม่ควรออกหมายเรียกซ้ำ เพราะเหตุผลที่แกนนำขอเลื่อนนัดเข้ารับทราบข้อกล่าวหา ส่วนใหญ่ให้เหตุผลว่าติดการชุมนุม ติดวันปีใหม่ หรือเตรียมตัวไม่พร้อม และแกนนำเหล่านี้ยังมีพฤติกรรมกระทำผิดต่อเนื่องร้ายแรงยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการจะร่วมชัตดาวน์ กทม.ส่งผลกระทบต่อสังคม เศรษฐกิจ และประเทศชาติอย่างมาก มติที่ประชุมพนักงานสอบสวนจะขอศาลออกหมายจับแกนนำผู้ชุมนุมและนักวิชาการ 33 คน เนื่องจากแกนนำอีก 5 คน มีหมายจับติดตัวแล้วคาดว่า หลังจากประชุมพนักงานสอบสวนชุดเล็ก 10 ชุดในวันที่ 7-8 ม.ค.จะสามารถนำพยานหลักฐานขอศาลออกหมายจับต่อไป

เตรียมเรียกแกนนำรับแจ้งข้อหา

อธิบดีดีเอสไอกล่าวอีกว่า 2.คณะพนักงานสอบสวน จะพิจารณาดำเนินคดีกับแกนนำผู้ชุมนุมเป็นแถวที่ 3 ประมาณ 12 ราย ส่วนรายชื่อจะเปิดเผยอีกครั้งในวันที่ 8 ม.ค.นี้คาดว่าจะสามารถเซ็นออกหมายเรียกให้แกนนำแถวที่ 3 เข้ารับทราบข้อกล่าวหาได้ในวันเดียวกัน 3.สำหรับแกนนำผู้ชุมนุม 9 คน ซึ่งถูกดีเอสไอดำเนินคดีในครั้งนี้ เคยถูกอัยการสั่งฟ้องต่อศาลอาญา กรณีม็อบกลุ่มพันธมิตรฯ ปิดสนามบินสุวรรณภูมิ อยู่ระหว่างการปล่อยตัวชั่วคราว ที่ผ่านมา ดีเอสไอได้ยื่นคำร้องต่อศาลอาญา เพื่อขอถอนประกันตัว โดยศาลนัดไต่สวนคำร้องในวันที่ 23 ก.พ.แต่พนักงานสอบสวนเห็นว่า ในสัปดาห์หน้าเหตุการณ์จะร้ายแรง และทั้ง 9 คน ยังไม่หยุดยั้งการกระทำที่ฝ่าฝืนเงื่อนไขการประกันตัว จะยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อเร่งการไต่สวนคำร้องขอถอนการปล่อยตัวชั่วคราวให้เร็วขึ้น นอกจากนี้กำลังพิจารณาเพื่อจะออกหมายเรียกแกนนำแถวที่ 4 อีกประมาณ 10 ราย ส่วนใหญ่เป็นบุคคลที่ขึ้นปราศรัยบนเวที ส่วนการดำเนินการกับกลุ่มผู้ชุมนุมที่จะปิดถนนในวันที่ 13 ม.ค.จะหารือกับพนักงานสอบสวนอีกครั้ง

เปิดตัว 12 แกนนำจ่อหมายเรียก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่ารายชื่อแกนนำผู้ชุมนุมที่อยู่ในข่ายอาจจะถูกดีเอสไอ พิจารณาออกหมายเรียกแจ้งข้อกล่าวหาดำเนินคดีเป็นกลุ่มที่ 3 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113 กรณีร่วมกันเป็นกบฏ และมาตรา 116, 215 กรณียุยงให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมาย และมั่วสุมเพื่อก่อความไม่สงบในบ้านเมือง ประกอบด้วย 1.นายไทกร พลสุวรรณ 2.นายสมเกียรติ หอมละออ 3.นายสมศักดิ์ โกศัยสุข 4.หลวงปู่พุทธอิสระ 5.นายสาธิต แก้วหวาน 6.นายสาธิต เซกัล 7.นายปิติไชย ใสสะอาด 8.นายคม-สันต์ กองศิริ 9.นายพิเชษฐ์ พัฒนโชติ 10.นายมั่นแม่น มุ่งการดี 11.นายถวิล เปลี่ยนศรี อดีตเลขา สมช.และ 12.นายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม ผอ.สำนักข่าวทีนิวส์

เผยมีเจตนาร่วมล้มล้างรัฐบาล

ทั้งนี้จากพฤติการณ์ไปร่วมเปิดตัวในวันที่ 23 พ.ย.56 บนเวทีใหญ่ และไปร่วมอภิปรายในประเด็นสำคัญที่ต้องการล้มล้างอำนาจฝ่ายบริหารรัฐบาล มีส่วนร่วมในการเดินปิดสถานที่ราชการหลายแห่ง พฤติการณ์โดยรวมถือเป็นเจตนาร่วมกันและแบ่งหน้าที่กันทำ ส่วนแกนนำกลุ่มแรกที่ดีเอสไอได้ดำเนินคดี 38 คน และเตรียมขอศาลออกหมายจับ 33 คน ในคดีร่วมเป็นกบฏ 12 คน และคดียุยงให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมาย หรือมั่วสุ่มเพื่อก่อความไม่สงบในบ้านเมือง 21 คน หลังจากไม่มาตามหมายเรียกนั้น ยกเว้น 1.นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาฯ กปปส.ที่มีหมายจับคดีร่วมเป็นกบฏ 2.นายนิติธร ล้ำเหลือ 3.นายอุทัย ยอดมณี 4.นายรัชต์ยุตม์ หรืออมร รัตนานนท์ 5.นายพิชิต ไชยมงคล ซึ่งทั้ง 4 คน ถูกออกหมายจับในคดีบุกรุกกระทรวงต่างประเทศแล้ว ดีเอสไอจึงไม่ขอออกหมายจับเพิ่มเติมอีกครั้ง

จุดยืนกำนัน ผญบ.ไม่เอา กปปส.

นายยงยศ แก้วเขียว นายกสมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้านแห่งประเทศไทย กล่าวถึงกรณีที่มีกำนัน ผู้ใหญ่บ้านบางส่วนขึ้นเวที กปปส.ว่า เห็นว่าการขึ้นเวทีดังกล่าวเกิดจากความชื่นชอบเป็นส่วนตัวที่มีต่อนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.ถือว่ากำนันผู้ใหญ่บ้านทำผิดระเบียบของปฏิบัติการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งกำหนดหลักปฏิบัติว่าถ้ามีข้อโต้แย้งกับนโยบายของรัฐบาลจะต้องทำเป็นเอกสารเสนอขึ้นไปจะไปขึ้นเวทีแสดงตนเพื่อให้การสนับสนุนในลักษณะนี้ไม่ได้ การกระทำดังกล่าวถือว่ามีความผิดทางวินัย มีโทษรุนแรงสุดถึงขั้นไล่ออกจากราชการให้พ้นจากตำแหน่ง สำหรับความผิดในการขึ้นเวทีนั้นอยู่ระหว่างรอคำสั่งจากทางกระทรวง ขอย้ำว่าในจุดยืนของสมาคมฯ คือเราไม่เห็นด้วยกับการชุมนุมของ กปปส.ที่จะยกเลิกการปกครองส่วนท้องถิ่นและการปกครองส่วนภูมิภาค

สั่ง ผวจ.สอบกำนัน–ผญบ.ร่วมม็อบ

นายวิบูลย์ สงวนพงศ์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีกำนัน ผู้ใหญ่บ้านใน จ.สุราษฎร์ธานีที่ขึ้นเวทีปราศรัยของ กปปส.ว่า ได้สั่งการไปยังจังหวัดให้ตรวจสอบกรณีมีกำนันผู้ใหญ่บ้านขึ้นเวทีร่วมกับกลุ่มผู้ชุมนุมว่า ได้กระทำการที่ขัดต่อกฎหมายหรือไม่ ต้องดูเนื้อหาการปราศรัยด้วย รวมทั้งการออกจากพื้นที่ในแต่ละจังหวัดถูกต้องหรือไม่ รัฐบาลยังมีความชอบธรรมในการบริหารประเทศในฐานะเป็นรัฐบาลรักษาการตามกฎหมาย ดังนั้น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องปฏิบัติตามคำสั่งของรัฐบาล ไม่ควรกระทำการใดๆ ที่ขัดต่อกฎหมายและนอกเหนืออำนาจตัวเอง

พม่าเจอลูกหลงถูกยิงอกทะลุ

เมื่อเวลา 05.00 น. วันที่ 6 ม.ค. ร.ต.ท.พลนิวัฒน์ ทองลาด พนักงานสอบสวน สน.ชนะสงคราม รับแจ้งเหตุยิงกันมีผู้บาดเจ็บ 1 ราย หน้าร้านเครื่องหนังสยาม ถนนตะนาว แขวงวัดบวร เขตพระนคร จึงรุดตรวจสอบ พบเพียงกองเลือดกองอยู่บนฟุตปาทหน้าร้าน ส่วนผู้บาดเจ็บมีพลเมืองดีช่วยนำส่งโรงพยาบาลรามาธิบดีไปก่อนหน้า ทราบชื่อนายธง ธง อู อายุ 20 ปี ชาวพม่า ถูกกระสุนไม่ทราบชนิด ยิงเข้าที่หลังทะลุอกซ้าย แพทย์ช่วยจนอาการพ้นขีดอันตราย สอบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุมีกลุ่มเด็กแว้นเกิดเขม่นกับกลุ่มการ์ด กปปส.ที่รักษาการณ์อยู่ใกล้สี่แยกคอกวัว และมีเสียงคล้ายปืนดังขึ้น ทำให้นายธง ธง อู ลูกจ้างร้านขายขนมปัง ย่านพุทธมณฑล ที่กำลังนำลูกเกดมาส่งที่ร้านขนมปังพรชัย ใกล้จุดเกิดเหตุถูกยิงได้รับบาดเจ็บ แต่แพทย์ยังไม่ให้สอบปากคำ ให้ผู้ป่วยพักรักษาตัวก่อน จากนี้จะเรียกเพื่อนร่วมงานที่มาส่งของด้วยกัน รวมทั้งพยานอื่นที่เห็นเหตุการณ์มาสอบปากคำ พร้อมติดตามคนร้ายมาดำเนินคดีต่อไป

ตร.-ทหารพร้อมรับมือชัตดาวน์

เวลา 10.30 น. ที่ บช.น. พล.ต.ต.อดุลย์ ณรงค์ศักดิ์ รอง ผบช.น. และโฆษก บช.น. กล่าวถึงกลุ่ม กปปส. เดินขบวนไปยังพื้นที่ต่างๆ ในวันที่ 5, 7 และ 9 ม.ค. เชิญชวนนัดชุมนุมใหญ่วันที่ 13 ม.ค. เพื่อชัตดาวน์ หรือปิดกรุงเทพฯ 20 จุดว่า ศอ.รส.และ บช.น. ได้กำหนดแผนการปฏิบัติดูแลความเรียบร้อย ใช้กำลังผสมตำรวจและทหารปฏิบัติงาน ดูแลรักษาความปลอดภัยในพื้นที่สำคัญ และการจราจรให้ บก.น.1-9 จัดตั้ง ศปก.ส่วนหน้าดูแลการจราจรบริเวณทางแยกต่างๆ 20 จุด รวมทั้งดูแลจัดการจราจรทางแยกโดยรอบการชุมนุม และทางแยกต่อเนื่อง 64 จุด ใช้กำลังตำรวจและฝ่ายทหาร นอกจากนี้ มีการจัดชุดเคลื่อนที่เร็ว กองกำลังผสมตำรวจและทหาร ออกปฏิบัติหน้าที่คอยช่วยเหลือดูแลความเรียบร้อยด้านการจราจร 20 ชุดปฏิบัติการ และจัดชุดช่วยเหลือบริการประชาชน กองกำลังผสมตำรวจและทหาร 20 ชุดปฏิบัติการ เพื่อดูแลช่วยเหลือคนป่วยหรือคนเจ็บ

จ่ออารักขาบ้านบุคคลสำคัญ

โฆษก บช.น.กล่าวว่า ได้จัดชุดอุปกรณ์พิเศษ เช่น รถยก รถลากจูง และอุปกรณ์สนับสนุนด้านการจราจร จัดชุดจราจรอำนวยความสะดวกการจราจรในสถานที่สำคัญ เป็นกองกำลังผสมตำรวจและทหาร 30 ชุด จัดกองกำลังกองหนุน เพื่อผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนการปฏิบัติทั้งกำลังตำรวจ และทหาร ดูแลสถานที่สำคัญ และบ้านบุคคลสำคัญกว่า 30 แห่ง ตำรวจทางหลวงประสานงานในส่วนพื้นที่รอบนอก รวมทั้งกองบินตำรวจสนับสนุนอากาศยาน ทั้งเครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์ บช.น. ขอร้องกลุ่มผู้ชุมนุมโปรดระงับการออกเดิน และปิดการจราจรใน กทม. เพราะสร้างความเดือดร้อนให้แก่พี่น้องประชาชนอย่างมาก ทำให้เกิดความเสียหายแก่บ้านเมืองมหาศาล และเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

ศอ.รส.แถลงตำรวจตายเพิ่ม

พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย โฆษก ศอ.รส. กล่าวว่ากรณีผู้ชุมนุมขัดขวางการรับสมัครเลือกตั้ง ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ ที่สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง เมื่อวันที่ 26 ธ.ค. โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บขณะปฏิบัติหน้าที่ถูกส่งตัวเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลตำรวจ ต่อมาได้เสียชีวิต 1 นาย คือ ด.ต.ณรงค์ ปิติสิทธิ์ ผบ.หมู่ สน.ตลาดพลู จากการถูกยิงที่บริเวณหน้าอกด้วยอาวุธไม่ทราบชนิด หลังจากนั้นมีเจ้าหน้าที่ตำรวจที่นอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจได้เสียชีวิตเพิ่มอีก 1 นาย คือ ด.ต.อนันต์ แลโสภา อายุ 46 ปี ตำแหน่ง ผบ.หมู่ ป. สภ.คลองขลุง จ.กำแพงเพชร ที่ถูกนำส่ง รพ. ด้วยอาการอาเจียนเป็นเลือดและเป็นลมหมดสติ ขณะปฏิบัติหน้าที่บริเวณกระทรวงแรงงาน  โดยทีมแพทย์ได้ตรวจพบมีความดันโลหิตต่ำ ชีพจรเบา หัวใจหยุดเต้น จึงพยายามช่วยฟื้นคืนชีพจนหัวใจกลับมาเต้นอีกครั้งก่อนนำส่ง รพ.ตร.เข้ารักษาตัวในห้องไอซียู จนกระทั่งวันที่ 5 ม.ค. เวลา 23.55 น. ได้เสียชีวิตลงด้วยภาวะติดเชื้อในกระแสโลหิตและปอด รวมถึงตับและไตล้มเหลว มีเลือดออกในกระเพาะอาหาร

พฐ.ตรวจพบหัวกระสุน 31 หัว

เวลา 15.30 น. ที่ห้องวิทยาการ สพฐ. ตำรวจ พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว ผบช.สพฐ.ตร. แถลงความคืบหน้าการตรวจสอบแนววิถีกระสุนเหตุการชุมนุมที่สนามไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง เมื่อวันที่ 26 ธ.ค. เป็นเหตุให้ ด.ต.ณรงค์ ปิติสิทธิ์ ผบ.หมู่ ป.สน.ตลาดพลู และนายวสุ สุฉันทบุตร ผู้ชุมนุมเสียชีวิต ส.ต.ท.ธนพล โนนเปลือก ผบ.หมู่ กก.คฝ 2.บก.อคฝ. ได้รับบาดเจ็บ จากการตรวจสอบแนวกระสุนพบว่า ถูกยิงมาจากบริเวณด้านนอกเข้าสู่ด้านในสนามไทย-ญี่ปุ่น เนื่องจากหัวกระสุน 31 หัว บางหัวฝังอยู่บริเวณแนวต้นไม้ กำแพง เป็นตัวบ่งชี้วิถีกระสุนมาจากทิศทางใด เบื้องต้นผู้เชี่ยวชาญไม่ได้ตรวจพิสูจน์ด้านเดียวเท่านั้น อยากทำทั้ง 2 ด้าน จึงขอให้ผู้ที่อาศัยอยู่บริเวณแฟลต ติดถนนมิตรไมตรี ที่ได้รับความเสียหายจากกระสุนปืนในช่วงนั้นติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อตรวจสอบ ถ้าได้ข้อมูลทั้ง 2 ฝ่าย จะทำให้ประมวลเหตุการณ์ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นจะทำให้ทราบว่ากระสุนถูกยิงจากบริเวณด้านนอกเข้าด้านใน และด้านในยิงจากด้านนอกอย่างไร

วอนชาวแฟลตให้เบาะแส ตร.

ผบช.สพฐ.ตร.กล่าวว่า ทราบว่าหัวกระสุนที่ยิงจากด้านนอกเข้าพื้นที่สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น 31 หัว แยกเป็นหัวกระสุนปืน 9 มม. จำนวน 7 หัว .32 จำนวน 4 หัว .38 จำนวน 8 หัว และ 11 มม. จำนวน 12 หัว จึงอยากให้ผู้ได้รับความเสียหายที่อยู่แฟลตที่พักริมถนนมิตรไมตรีมาให้เบาะแสตำรวจเพื่อเข้าไปตรวจสอบหัวกระสุนที่ยิงออกมาเป็นชนิดไหน เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ และตอบข้อข้องใจของสังคม ส่วนหัวกระสุนที่พบทั้งหมดยังไม่พบในสารบบว่า มาจากปืนชนิดใด รวมทั้งปลอกกระสุนปืนที่ตรวจได้ 6 ปลอก ยังบอกไม่ได้ว่ามีอาวุธชนิดใด ได้เก็บรวบรวมข้อมูลไว้ในสารบบ ถ้าพบมีการใช้อาวุธชนิดดังกล่าว จะนำมาเปรียบเทียบอ้างอิงได้ ส่วนแนววิถีกระสุนที่ยิงไปที่ตัวบุคคลยืนยันทั้งหมดไม่ได้ในชั้นนี้ ขึ้นอยู่กับท่านั่งท่ายืนที่แน่นอนชัดเจน ถึงสามารถบอกแนววิถีกระสุนที่ยิงถูกผู้เสียชีวิต และได้รับบาดเจ็บได้ชัดเจนมากขึ้น

ทนาย กปปส.แจ้งจับ “รองย้อย”

เวลา 15.30 น. นางสุดารัตน์ ชัยศรีมาวงศ์ อายุ 42 ปี นายสมนึก ชัยศิริ อายุ 47 ปี นายสงวนศักดิ์ อังคลักขณา อายุ 40 ปี นายสุรพล เอียดสุวรรณ อายุ 50 ปี และผู้เสียหายอีก 3 ราย พร้อมด้วย นายวิโรจน์ ภูมิศิริสวัสดิ์ ทนายความกลุ่ม กปปส.เดินทางเข้าพบ ร.ต.ท.รฐนนท์ ทิพย์คุณ พนักงานสอบสวน กก.1 บก.ปปป. เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับ พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา รอง ผบ.ตร. รวมทั้งกำลังตำรวจชุดปราบจลาจล (ปจ.) ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในบริเวณสนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น (ดินแดง) เมื่อวันที่ 26 ธ.ค. ในความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ลักทรัพย์ และทำให้เสียทรัพย์ โดยนำหลักฐานภาพถ่าย และคลิปวีดิโอ ช่วงที่ตำรวจซึ่งแต่งกายชุด ปจ.ทุบรถที่จอดในบริเวณสนามกีฬาดังกล่าว มอบให้พนักงานสอบสวนประกอบการพิจารณาดำเนินคดี โดยพนักงานสอบสวนได้รับเรื่อง และสอบปากคำผู้เสียหายไว้ในเบื้องต้น ก่อนจะนำเรื่องเสนอผู้บังคับบัญชาพิจารณาสั่งการต่อไป

เผยถูกทุบรถ–ทรัพย์สินสูญหาย

นางสุดารัตน์กล่าวว่า ในวันเกิดเหตุช่วงเวลาประมาณ 16.30 น. ได้ขับรถยี่ห้อนิสสัน นาวาร่า สีบรอนซ์เงิน ทะเบียน ถอ 355 กรุงเทพมหานคร เพื่อลำเลียงน้ำเปล่าไปให้กับผู้ที่ถูกแก๊สน้ำตา เนื่องจากทำหน้าที่เป็นรถอาสาพยาบาล โดยติดสติกเกอร์ไว้ที่กระจกหน้ารถอย่างชัดเจน และจอดไว้ในบริเวณใกล้ประตู 1 สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง อยู่ในแนวเดียวกับรถพยาบาลของ รพ.ต่างๆ ที่จอดรอรับผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุปะทะกันดังกล่าว ช่วงที่ลงจากรถมาเพื่อรีบขนน้ำเปล่า ยังคงมีการยิงแก๊สน้ำตาจากฝั่งของเจ้าหน้าที่ รวมทั้งยังได้ยินเสียงดังคล้ายปืน ต้องรีบวิ่งหลบเพื่อความปลอดภัย แต่หลังจากปะทะกันสงบลงแล้ว ได้เดินกลับไปที่รถ พบว่ารถถูกทุบทำลายเสียหาย กระจกแตกทั้งคัน ประตูฝั่งคนขับพัง ยางล้อแตก ส่วนทรัพย์สินภายในรถ ประกอบด้วยไอแพด เงินสดกว่า 30,000 บาท ภายในกระเป๋าสะพายสูญหายไป

ศอ.รส.แจง “ปู” ประเมินชัตดาวน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงเย็นที่สำนักปลัดกระทรวงกลาโหม เมืองทองธานี นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกฯ และ รมว.ต่างประเทศ ในฐานะกำกับดูแล ศอ.รส.พร้อมด้วย พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. พล.ต.ท.อำนาจ อันอาตม์งาม ผช.ผบ.ตร. พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี และ พล.ต.ต.ธวัช บุญเฟื่อง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เข้ารายงานผลการประชุมระหว่างกองอำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อยภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) และ สตช.เมื่อวันที่ 5 ม.ค.ที่ผ่านมา ในการเตรียมความพร้อมรับมือและประเมินสถานการณ์การชุมนุมใหญ่วันที่ 13 ม.ค.ต่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯและ รมว.กลาโหม

คาดม็อบหลักแสนปิด กทม.

ภายหลังการประชุม พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการ สมช. เปิดเผยว่า จากการประเมินสถานการณ์เชื่อว่าในวันที่ 13 ม.ค.จะมีผู้ร่วมชุมนุมถึงขั้นหลักแสน โดยมวลชนจากพื้นที่ภาคใต้จะเดินทางขึ้นมาในวันที่ 11-12 ม.ค. ส่วนพื้นที่กรุงเทพฯต้องดูผลจากการเดินรณรงค์ของกลุ่ม กปปส. ในพื้นที่กรุงเทพฯทั้ง 3 วันก่อน ว่าจะเกิดการเคลื่อนไหวมากน้อยเพียงใด มีการแบ่งหน้าที่รับผิดชอบกันชัดเจนและจัดเตรียมกำลังไว้เรียบร้อยแล้วในพื้นที่ที่เป็นเป้าหมาย โดยมีการแบ่งพื้นที่ที่ตำรวจดูแล ทหารดูแล และพื้นที่ที่ต้องมีการสนธิกำลังร่วมกัน โดยกำลังเจ้าหน้าที่ทหารจะมาจากชุดควบคุมฝูงชน ชุดรักษาพยาบาล และชุดทำความเข้าใจ โดยจะเพิ่มกำลังทหารมากกว่าครั้งก่อน เนื่องจากมีพื้นที่ที่ทหารจะต้องดูแลมากขึ้น ส่วนของตำรวจจะมาจากหน่วยชุดเคลื่อนที่เร็วและชุดเผชิญเหตุ

เตรียม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน—90 กองร้อยรับมือ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในที่ประชุมนายกฯได้ย้ำให้มีความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่ โดยใช้หลักสันติวิธีในการพูดคุย อย่าให้เกิดความรุนแรง แต่เพื่อความไม่ประมาทให้เตรียมกฎหมายไว้ทุกระดับ ทั้ง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และกฎอัยการศึก นอกเหนือจาก พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ หากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน ภาวะคับขัน ประทุษร้ายต่อชีวิตและทรัพย์สิน หรือการก่อการร้าย ซึ่งเหล่านี้ถือว่าเข้าข่าย พ.ร.ก.ฉุกเฉินก็ต้องพร้อมใช้ โดยจะต้องหารือร่วมกันให้ตกผลึกระหว่างฝ่ายการเมือง ทหาร และตำรวจ ถ้าจำเป็นต้องใช้ก็ต้องใช้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับกำลังเจ้าหน้าที่ที่ใช้ในการปฏิบัติการควบคุมสถานการณ์การชุมนุมในวันที่ 13 ม.ค.เป็นเจ้าหน้าที่ทหาร 40 กองร้อย และเจ้าหน้าที่ตำรวจ 50 กองร้อยรับมือ

คปท.โต้ “ธวัช” พูดเท็จจัดวันเด็ก

ที่เวทีปราศรัยของเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) บริเวณสะพานชมัยมรุ-เชฐ นายอุทัย ยอดมณี ผู้ประสานงาน คปท. และนายนิติธร ล้ำเหลือ ที่ปรึกษา คปท.ได้แถลงตอบโต้พล.ต.ต.ธวัช  บุญเฟื่อง  รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี อ้างว่า คปท. ไม่เปิดพื้นที่รอบทำเนียบรัฐบาลให้จัดงานวันเด็กว่า เป็นการพูดเท็จเพราะไม่มีการติดต่อใดๆจากรองเลขาธิการนายกฯ มีแต่  พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผบช.น. โทรศัพท์มาคุยกับตน  จึงได้ชี้แจงไปว่า คปท. ไม่ขัดขวางและพร้อมเปิดพื้นที่การจราจรให้นายกฯและคณะเข้ามาจัดงานวันเด็กและผู้ปกครองได้มาร่วมงานอย่างปลอดภัย โดย คปท. จะจัดงานวันเด็กคู่ขนานกับรัฐบาลด้วยการเปิดเวทีสภาเยาวชนได้นำเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศไทย เพื่อให้เด็กระดับประถมศึกษาได้มาแสดงความรู้ความสามารถอย่างเต็มที่

นปช.ผวา กปปส. บุกเอเชียอัพเดท

ผู้สื่อข่าวรายงานจากศูนย์การค้าอิมพีเรียล ลาดพร้าวที่ตั้งศูนย์ประสานงาน นปช. และสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมเอเชียอัพเดทว่า หลังมีกระแสข่าวกลุ่ม กปปส. จะเดินทางมาปิดล้อมทำให้บรรยากาศเป็นไปอย่างตึงเครียด ขณะที่ พ.ต.อ.ธนวัตร วัฒนกุล ผกก.สน.โชคชัย เข้าหารือกับนายวรุธ ทัฬหสุคนธ์ ผอ.สถานีโทรทัศน์เอเชียอัฟเดท โดย-เฉพาะในวันที่ 13 ม.ค. ที่ กปปส. ประกาศปิด กทม. ทั้งนี้ห่วงว่าจะมีมวลชน กปปส.บุกขึ้นมาบนสถานีจึงได้เตรียมแผนสำรองในการย้ายสถานที่การผลิตรายการ ทั้งนี้ นางธิดา ถาวรเศรษฐ ประธาน นปช.  กล่าวว่า อยากบอกว่าการใช้กำลังข่มขู่ประทุษร้ายผู้อื่นให้เห็นด้วยเป็นเรื่องไม่ชอบธรรม ขอให้  กปปส.หยุดพฤติกรรมนี้เสีย

เมืองคอนปลุกมวลชน 4 มุมเมือง

ส่วนความเคลื่อนของกลุ่ม กปปส.นครศรีธรรมราช ได้จัดมวลชนเป็นดาวกระจายไปทั่ว 4 มุมเมือง สายแรกมุ่งหน้าสู่ อ.ปากพนัง สายที่ 2 มุ่งหน้าสู่ อ.ทุ่งสง และสายที่ 3 มุ่งหน้าสู่ อ.สิชล และสายสุดท้ายในตัวเมือง พร้อมทั้งเปิดเวทีปราศรัยรณรงค์เชิญชวนชาวนครศรีธรรมราชไปร่วมชุมนุมกับ กปปส. ที่กรุงเทพฯในวันที่ 13 ม.ค.ให้มากที่สุดก่อนมารวมตัวกันที่หน้าศาลากลางจังหวัด  และช่วงเย็นวันเดียวกัน ผู้ชุมนุมได้ไปประท้วงหน้าสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 นครศรีธรรมราช ริมถนนสายนครศรีฯ-หัวไทร ต.ท่าเรือ อ.เมืองนครศรีธรรมราช เพื่อเรียกร้องให้นายวิรัตน์ นิ่มวิจิตร ผอ.สทท.11 นครศรีธรรมราช ลาออกจาก กกต.หลังจากเหลือเพียงคนเดียวที่ยังไม่ลาออก

ม็อบภูเก็ตไล่คอนเสิร์ต “เสก โลโซ”

เมื่อเวลา 22.00 น. คืนวันที่ 5 ม.ค. กลุ่มกปปส. ได้รวมตัวชูป้ายคัดค้านการแสดงคอนเสิร์ตของ “เสก โลโซ” หรือนายเสกสรร ศุขพิมาย นักร้องชื่อดัง ที่จะมาแสดงในงานเทศกาลของดีเมืองภูเก็ตและงานกาชาดประจำปี 57 ที่วงเวียนสะพานหิน หรือวงเวียนหอย ถนนภูเก็ต ต.ตลาดใหญ่ อ.เมืองภูเก็ต ซึ่งเป็นคืนสุดท้ายของงาน เพราะไม่พอใจที่นักร้องหนุ่มโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวสนับสนุนการเลือกตั้ง ทำให้นางภาวินี อินทุสุต นายกเหล่ากาชาดภูเก็ต ต้องเข้าเจรจา แต่ผู้ชุมนุมไม่ยอมพร้อมเป่านกหวีดโห่ไล่นางภาวินี ในที่สุดคณะกรรมการจัดงานต้องประกาศยกเลิกคอนเสิร์ตของเสก โลโซ ทั้งนี้มีรายงานว่า นักร้องหนุ่มได้ทราบข่าวความเคลื่อนไหวกลุ่มต่อต้านจึงไม่ยอมออกจากที่พัก

เชียงรายเผาโลงประท้วง “สุเทพ”

ที่หน้า บก.ภ.จ.เชียงราย กลุ่มเสื้อแดงเชียงราย เดินทางไปมอบดอกดุกลาบให้กำลังใจ พล.ต.ต.วันชัย สุวรรณศิริเขต ผบก.ภ.จ.เชียงราย และ พ.ต.อ.ชูวิทย์ กองแก้ว ผกก.สภ.เมืองเชียงราย และตำรวจกองร้อยชุดควบคุมฝูงชนที่ไปปฏิบัติรักษาความ
สงบการชุมนุมของ กปปส.ที่กรุงเทพฯ รวมทั้งชุดรักษาความสงบเรียบร้อยภายในจังหวัดเชียงราย จากนั้นได้เคลื่อนขบวนไปที่หน้าศาลากลางจังหวัดก่อนนำโล่งศพกระดาษมาตั้งพร้อมกล่าวโจมตี

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาฯ กปปส. และเผาหุ่นฟางและโลงศพเขียนข้อความแด่กบฏสุเทพประท้วง เพื่อแสดงเจตนารมณ์สนับสนุนการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.

ชาวบ้านร้องเดือดร้อนถ้วนหน้า

ขณะที่ พล.ต.ต.อดุลย์ ณรงค์ศักดิ์ รอง ผบช.น. และโฆษก บช.น.กล่าวว่า ได้รับการร้องเรียนจากกลุ่มบุคคล อาทิ นักธุรกิจ นักธนาคาร ข้าราชการ และครูบาอาจารย์ นักเรียน นักศึกษา ผู้ใช้รถใช้ถนน เช่น แท็กซี่ รถตู้ รถเมล์ จำนวนมาก ขอฝากถึงกลุ่มผู้ชุมนุมคำนึงถึงความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ท่านได้สร้างความเสียหายให้แก่บ้านเมืองมามากพอแล้ว ขอให้หยุดการกระทำที่เสียหายร้ายแรง และขอให้บ้านเมืองกลับมาสงบเหมือนเดิมจะเป็นผลดีแก่บ้านเมืองอย่างยิ่ง

ศธ.ชี้ 13 ม.ค.กระทบการศึกษา

นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ได้ให้หน่วยงานในสังกัด ศธ.รวบรวมข้อมูลในเขตพื้นที่ที่จะมีการปิด 4 แยก ทั้ง 20 จุด ในวันที่ 13 ม.ค. ว่า มีโรงเรียนใดได้รับผลกระทบซึ่งเบื้องต้นมีประมาณ 159 แห่ง แบ่งเป็นโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ทั้งระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา 33 แห่ง สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) 117 แห่ง และสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) 9 แห่ง ส่วนระดับอุดมศึกษายังไม่มีข้อมูลแต่คาดว่าคงได้รับผลกระทบหลายแห่ง ซึ่งกระทรวงเตรียมแผนที่จะรองรับอย่างเต็มที่ หากใกล้วันที่จะปิดกรุงเทพฯจริง

ยกเลิก 60 เที่ยวบินเข้าไทยผวาม็อบ

ผู้สื่อข่าวรายงานจากบริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ว่า ขณะนี้ได้รับการแจ้งจากสายการบินหลายแห่งเข้ามาว่า จะขอยกเลิกเที่ยวบินมากรุงเทพฯ ในวันที่ 7 ม.ค.57 มากถึง 60 เที่ยวบิน โดยมีผลตั้งแต่เวลา 00.01-24.00 น. หรือเริ่มตั้งแต่เที่ยงคืนของวันที่ 6 ม.ค.ถึงเที่ยงคืนของวันที่ 7 ม.ค.โดยสาเหตุจากปัญหาชุมนุมทางการเมืองที่เริ่มมีการใช้ความรุนแรง และประกาศปิดกรุงเทพฯ ในวันที่ 13 ม.ค.นี้ ส่งผลให้ชาวต่างชาติขาดความมั่นใจ และตัดสินใจเดินทางมาไทยน้อยลง จนทำให้หลายสายการบินต้องลดเที่ยวบินมาไทย ทั้งนี้คาดว่าแนวโน้มจะมีสายการบินยกเลิกเดินทางมาประเทศไทยเพิ่มขึ้นหากสถานการณ์เมืองไทยยังไม่คลี่คลาย

กกร.เตือนรับ ศก.ถดถอยหนัก

เมื่อเวลา 12.00 น. ที่โรงแรมดุสิตธานี มีการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสมาคมธนาคารไทย ภายหลังการประชุม นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการหอการค้า และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธาน กกร. เปิดเผยว่า ที่ประชุมเป็นห่วงต่อภาวะเศรษฐกิจ และกังวลว่าจะเกิดการถดถอยมากจากความไม่สงบในประเทศ ภาคเอกชนทั้ง 3 สถาบันจะช่วยดูแลเศรษฐกิจ ปรึกษาหารืออย่างใกล้ชิด กรณีที่ กปปส.ชัตดาวน์ กทม. วันที่ 13 ม.ค. ภาคธุรกิจแต่ละองค์กรได้เตือนสมาชิกถึงวิธีการทำงานที่ไม่สะดุดใน 1-2 วันนี้ 7 องค์กรร่วมภาคเอกชน จะเชิญพรรคฝ่ายค้าน พรรครัฐบาล  กกต.  ศาลรัฐธรรมนูญ และนักวิชาการ เป็นต้น มาสรุปข้อคิดเห็นและทางออกของประเทศไทย โดยต้องดำเนินการโดยเร็ว

151 เส้นทางอัมพาต–ล้านคนเดือดร้อน

ที่กรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคมได้ประชุมวางแผนร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นครั้งที่ 3 เพื่อกำหนดรายละเอียดรับมือการเดินขบวนกลุ่มผู้ชุมนุม กปปส.ในวันที่ 13 ม.ค.โดยนายสมชัย ศิริวัฒนโชค ปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ที่ประชุมกำหนดความรับผิดชอบเป็น 5 โซน มอบหมายผู้ตรวจราชการประจำกระทรวงคมนาคมดูแล 1 คนต่อ 1 โซน จัดหาที่จอดรถประสาน ขสมก.นำคนเข้าออกพื้นที่ กทม. เชื่อมต่อการเดินทางให้เพียงพอ จากการสำรวจการเดินขบวนจะส่งผลกระทบถนนสายต่างๆรวม 151 เส้นทาง เช่น ถนนรัชดาภิเษก ถนนลาดพร้าว และถนนพหลโยธิน เป็นต้น สถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน 9 สถานี สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส 13 สถานี ท่าเรือ 14 แห่ง รถไฟ 5 สถานี ทางด่วน 1 เส้นทาง รถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิ้งค์ 2 สถานี เส้นทางรถเมล์ 137 เส้นทาง ผู้โดยสารได้รับผลกระทบประมาณ 1 ล้านคน ซึ่งเป็นผู้โดยสารรถเมล์ ขสมก.มากสุดประมาณ 850,000 คน

เสื้อแดงอีสานแถลงย้ำค่าหัว “สุเทพ”

ขณะที่ห้องอาหารสำรับแม่ศรี เขตเทศบาลเมืองร้อยเอ็ด นายขวัญชัย สาราคำ หรือไพรพนา ประธานชมรมคนรักภาคอีสาน 20 จังหวัด พร้อมด้วยประธานชมรมคนรักจังหวัดในภาคอีสาน ร่วมกันแถลงข่าวถึงการประกาศตั้งค่าหัวนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาฯ กปปส.ที่สมาชิกชมรมคนรักภาคอีสาน 20 จังหวัดเสียสละเงินคนละ 1 บาทเป็นรางวัลนำจับ 5 แสนบาทข้อหากบฏแผ่นดิน โดยนายขวัญชัยกล่าวว่า คนเสื้อแดงภาคอีสานต้องการสนับสนุนการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และสนับสนุนการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ.และต้องการให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลับมาอยู่ที่ภาคอีสาน คนเสื้อแดงภาคอีสานจะให้ความคุ้มครอง เพราะนายสุเทพที่มีหมายจับเป็นกบฏยังอยู่ในประเทศไทยได้ และไม่ยอมให้ทหารปฏิวัติ

จับผู้ชุมนุม กปปส.ต้ม 4 คูณ 100

เมื่อเวลา 18.30 น. พ.ต.ท.วิวัฒน์ อัศวะวิบูลย์ สว.สส.สน.วังทองหลาง พร้อมฝ่ายสืบสวนเข้าตรวจค้นห้องเลขที่ 402 เกียรติบัวทองอพาร์ทเม้นต์ ซอยรามฯ 53 แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง กทม.หลังสืบทราบว่าห้องดังกล่าวมีการต้มน้ำใบกระท่อมเพื่อเสพ จากการตรวจค้นพบอุปกรณ์การต้มพร้อมน้ำกระท่อมสูตร 4 คูณ 100 ในหม้อต้ม 1 ชุด ใบกระท่อมตากแห้ง 100 ใบ ยาแก้ไอ 2 ขวด ฝาขวดที่ใช้แล้วประมาณ 100 ฝา มีดดาบยาว 2 ฟุต 4 เล่ม และอุปกรณ์บ่งบอกสัญลักษณ์ผู้ชุมนุม กปปส.สอบสวนนายทวีนันท์ เกื้อช่วย อายุ 22 ปี เจ้าของห้องทราบว่า พักในห้องดังกล่าวกับนายกมลศักดิ์ วงค์นาก อายุ 31 ปี พลทหารกิตติศักดิ์ พรหมแก้ว สังกัดศูนย์ต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง ฐานทัพเรือสัตหีบ ทั้งหมดอ้างว่าเป็นเพียงผู้ชุมนุม กปปส. ไม่ได้มีการต้มเพื่อจำหน่ายแต่อย่างใด ขณะที่ พ.ต.อ.สรรคห์กิจ บำรุงสุขสวัสติ

ผกก.สน.วังทองหลาง กล่าวว่า จากการตรวจสอบข้อมูลของนายทวีนันท์ เกื้อช่วย เจ้าของห้องในโซเชียลมีเดีย พบภาพนายทวีนันท์ทำหน้าที่เป็นการ์ด กปปส.

กปปส.จัด 7 เวทีล้อมกรุงเทพฯ

กระทั่งเวลา 21.35 น. นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.ขึ้นปราศรัยบนเวทีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนราชดำเนินกลางว่า เรื่องที่พวกเรานัดหมายวันที่ 13 ม.ค.เวลา 09.00 น. ปิดกรุงเทพฯ เราจะปิดเวทีราชดำเนินไปตั้งเวทีกระจายอยู่ 7 เวทีทั่วกรุงเทพฯคือ 1. ถนนแจ้งวัฒนะ หน้าศูนย์ราชการเพื่อไม่ให้ข้าราชการไปทำงานโดยจะมี กปปส.จ.นนทบุรีเป็นเจ้าภาพ 2.ห้าแยกลาดพร้าว มี มวลมหา ประชาชนจากภาคเหนือ อีสาน มารวมตัวที่ ม.รังสิต ม.เกษตรศาสตร์ดำเนินรายการบนเวที 3. เวทีอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ 4. สี่แยกปทุมวัน ม.จุฬาฯเป็นเจ้าภาพ 5.เวทีสวนลุมพินี มีประชาชนชาวสีลม เป็นเจ้าภาพ 6.เวที มศว ประสานมิตรและนิด้า มีพี่น้องประชาชนจากภาคตะวันออก จ.ตราด จ.ระยอง จ.ชลบุรี มาชุมนุมอยู่ที่แยกอโศก และ 7.เวทีราชประสงค์ มีศิลปินดารานักร้องร่วมกับคณะมหาวิทยาลัยร่วมบริหารเวทีกับนายเสรี วงษ์มณฑา

จวกเสื้อแดงอย่าคาดคั้นทหาร ปว.

นายสุเทพกล่าวว่า น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมว.ไอซีที ระบุว่าพวกเราเป็นพวกขี้ยา ติดยาเสพติด ใช้ยาเสพติด ตนขอท้าให้ส่งหน่วยปราบยาเสพติดมาตรวจดูว่า คนไหนเป็นขี้ยา ถ้าพบตนจะก้มกราบเท้า เพราะเราไม่ทำชั่วความเลว เราประกาศชัดเจนในการต่อสู้เพื่อเอาอำนาจอธิปไตยคืนมาไม่ยอมให้คนอุบาทว์ชาติชั่วมีอำนาจเหนือประชาชน และที่บอกว่าเราไปคบคิดให้ทหารออกมาปฏิวัติ ซึ่งพูดอย่างนี้เหมือนไปคาดคั้น ผบ.ทบ.ถ้าออกมาปฏิวัติจะเจอคนเสื้อแดง อยากให้จำไว้ด้วยเราไม่เคยเรียกร้องทหารปฏิวัติ สิ่งที่ทำคือจะปฏิวัติประชาชนเรียกร้องให้ข้าราชการออกมาร่วมกับเรายึดอำนาจอธิปไตยกลับคืนมา หลังการปฏิวัติโดยประชาชนเราจะยึดทรัพย์ให้นายกฯมาพิสูจน์หากพิสูจน์ไม่ได้จะยึดเป็นเงินแผ่นดินและต้องมีหลายคนติดคุกติดตะราง ทั้งนี้ได้ข่าวรัฐบาลจะตั้ง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เป็น ผอ.ศอ.รส.ควบคุมการปราบปรามประชาชนโดยสั่งการให้ พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา ว่าก่อนวันที่ 13 ม.ค. ต้องจัดการกับนายสุเทพ เชิญเลยอยากทำอะไรก็เชิญ

7 ม.ค. 2557 03:05 ไทยรัฐ