วันพุธที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ชมรมนักธุรกิจฯ ออกแถลงการณ์ 6 ข้อ ปฏิรูปการเมือง

ชมรมนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตยฯ ออกแถลงการณ์ 6 ข้อ ย้ำจุดยืนเดินหน้าปฏิรูปทางการเมือง ปฏิเสธการเลือกตั้ง ลั่นไม่เอาระบอบทักษิณ นัดรอบหน้าเวลาเดิม 8 ม.ค. บีทีเอส อโศก...

เมื่อวันที่ 6 ม.ค.57 ชมรมนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตย นัดรวมตัวที่บริเวณด้านหน้าสีลมคอมเพล็กซ์ และสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส ศาลาแดง ในเวลา 11.30 น.-13.30 น. เพื่อเป่านกหวีดแสดงเจตนารมณ์เดินหน้าปฏิรูปประเทศไทยก่อนการเลือกตั้ง พร้อมออกแถลงการณ์ฉบับที่ 14/2556 ยืนยันร่วมสนับสนุนการเดินหน้าปฏิรูปการเมือง และปฏิเสธการเลือกตั้งระบอบทักษิณ โดยรายละเอียดในแถลงการณ์ระบุว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา แม้ประเทศไทยได้ผ่านการปฏิรูปทางการเมืองมาแล้วหลายครั้ง แต่ยังมีกระบวนการหลีกเลี่ยงการปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง สร้างความเสียหายให้กับประเทศ จนเป็นเหตุให้มวลมหาประชาชนออกมาแสดงความเห็นทางการเมืองอย่างมากมาย


ชมรมนักธุรกิจฯ จึงขอแถลงจุดยืน “ปฏิเสธ” การเลือกตั้งระบอบทักษิณ ที่รัฐบาลชินวัตรกำลังพยายามผลักดัน และสนับสนุนให้สังคมไทยนำปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศ หาทางออกอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีการปฏิรูปเพิ่มเติม ซึ่งในเบื้องต้นชมรมนักธุรกิจฯ ขอเสนอแนวทางการปฏิรูปทางด้านการเมืองในบางประเด็นดังต่อไปนี้

1. การเปิดเผยงบประมาณที่จะต้องใช้รองรับนโยบายต่างๆ เพื่อควบคุมกำกับไม่ให้พรรคการเมืองหาเสียง โดยไม่รับผิดชอบต่อการสร้างภาระหนี้ให้กับประชาชนและลูกหลาน พรรคการเมืองจะต้องนำเสนอภาระหนี้จากการขาดดุลงบประมาณ จากโครงการต่างๆ รวมกัน และระบุในการหาเสียงด้วย โดยรัฐบาลจะไม่สามารถก่อหนี้ได้เกินกว่าที่ได้เปิดเผยไว้ตอนหาเสียง

2. โครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดินให้มีการกระจายอำนาจ โดยการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด และมีการแบ่งสรรงบประมาณให้เป็นอำนาจของจังหวัด เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในการกระจายสิทธิและกระจายอำนาจสำหรับจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ โดยอาจกำหนดให้แต่ละจังหวัดมีอำนาจในการจัดการงบประมาณจากส่วนหนึ่งของภาษีต่างๆ ที่เก็บได้ในจังหวัดนั้้น และอีกส่วนมาจากบางส่วนของภาษีส่วนกลาง แบ่งสรรตามจำนวนประชากรในแต่ละจังหวัด


3. กระบวนการยุติธรรมและการป้องกันการทุจริตเพื่อแก้ไขการทำผิดกฎหมาย โดยใช้ตัวแทนเชิด หรือนอมินี เพื่อกระทำการทุจริต และการทำผิดกฎหมาย ดังจะเห็นได้จากที่ผ่านมาได้สร้างความเสียหายต่อประเทศชาติอย่างมากมายหลายกรณี เช่น การซุกหุ้น การบริหารราชการผ่านผู้นำหุ่นเชิด กระบวนการทุจริตจำนำข้าว การออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เพื่อครอบครัวผู้นำ เป็นต้น

4. ศาล สื่อมวลชนในช่วงการเลือกตั้ง การเผยแพร่ข้อมูลเท็จและความเท็จ ผ่านสื่อสารมวลชนที่ผ่านมา เป็นต้นเหตุของความแตกแยกในหมู่พี่น้องปวงชนชาวไทย เพราะความจริงย่อมมีหนึ่งเดียว แต่ความเท็จนั้นแล้วแต่จะแต่งตั้งขึ้น และเมื่อผ่านสื่อย่อมสร้างความแตกแยกในแผ่นดิน เพียงคดีหมิ่นประมาทไม่อาจเยียวยาความแตกแยกในสังคมได้ จึงควรมีกระบวนการเร่งวินิจฉัยให้โอกาสผู้เสียหายตอบโต้

4.1 หากศาลตัดสินว่าข้อมูลที่นำเสนอเป็นความจริงอยู่แล้วก็ไม่มีโทษ 
4.2 หากศาลตัดสินว่า ข้อมูลที่นำเสนอเป็นความเท็จและทำให้เกิดความเสียหาย สื่อมวลชนที่เผยแพร่ข่าวเท็จนั้นต้องมีการนำข้อเท็จจริงกลับไปเผยแพร่ เพื่อแก้ไขใหม่ให้ถูกต้อง สร้างความความเข้าใจต่อความจริงที่ถูกต้องให้กับประชาชน  หากสื่อมวลชนไม่ปฏิบัติให้ยุติการออกอากาศหรือยุติการเผยแพร่ของสื่อมวลชนนั้นต่อไป โดยทุกฝ่ายอาจยื่นต่อศาลได้  ทั้งจากพรรคการเมือง หน่วยงานราชการ ภาคประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการเผยแพร่ข้อมูลของสื่อมวลชน


5. การหาเสียงเลือกตั้ง พรรคการเมืองจะต้องเสนอผู้ชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในระบอบประชาธิปไตย เช่น ในอารยประเทศทั่วโลก ผู้บริหารราชการแผ่นดินเป็นตำแหน่งที่มีเกียรติและมีอำนาจสูงสุดในการบริหารราชการ จะมีการแข่งขันด้านวิสัยทัศน์ที่โปร่งใส เพื่อแสดงนโยบาย และตอบข้อซักถาม แต่ละพรรคการเมืองจึงควรส่งผู้ชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างโปร่งใส โดยอาจเลือกจากผู้จัดรายการแต่ละฝ่ายร่วมกัน ซึ่งวิธนี้จะป้องกันไม่ให้เกิดปัญหานายกรัฐมนตรีที่ขาดความรู้ความสามารถในการบริหารงานและทำงานอย่างลอยตัว เปิดโอกาสให้พวกพ้องได้ปฏิบัติหน้าที่ เป็นกระบวนการ ซึ่งโกงกันอย่างเต็มที่ เช่น กรณีจำนำข้าว แต่ยังสามารถอ้างว่าไม่ได้เกี่ยวข้อง และเอื้อให้กระบวนการทุจริตยังเดินหน้าต่อไป

6. แก้ปัญหา พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯ อันเป็นต้นเหตุของความขัดแย้งทางสังคมที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ จะต้องมีการทำให้ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯ ที่ยังค้างอยู่ในสภาฯ ไม่สามารถกลับมาสร้างปัญหาความขัดแย้งในสังคมได้อีก โดยครอบครัวชินวัตรจะต้องกล่าวยอมรับว่า ที่ศาลได้พิพากษายึดทรัพย์ไปนั้นยุติธรรมแล้ว เพื่อยุติการอ้างว่า ออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯ เพื่อคืนความเป็นธรรมอีกต่อไป


หากครอบครัวชินวัตรยังไม่ยอมรับคำพิพากษาของศาลว่าผิดจริง ในคดีทุจริตจนถูกยึดทรัพย์และมีเจตนาเรียกร้องความเป็นธรรมเพื่อปลุกระดมมวลชน ขอให้แสดงหลักฐานและเหตุผลโต้แย้งคำพิพากษา ซึ่งได้รวมถึงการที่ครอบครัวชินวัตรได้เคยให้ต่อศาลไว้แล้ว เช่น กรณีนายพานทองแท้ จ่ายตั๋วสัญญาใช้เงิน 4,500 ล้านบาทให้นางพจมาน ชินวัตร เพื่อปลอมหนี้ อันเป็นหลักฐานซุกหุ้น เป็นต้น เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อครอบครัวและยุติความขัดแย้งในสังคม