วันศุกร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

วิกฤติม็อบกับการท่องเที่ยวยังไม่เกี่ยวกับเมืองแพร่

โดย

สถานการณ์  “ม็อบ”  อันยืดเยื้อ ส่งผลต่อการท่องเที่ยวมากน้อยเพียงใด

ในภาพรวมนั้นมหาศาล แต่ที่จังหวัดแพร่กลับส่งผลกระทบน้อยมาก ทั้งนี้อาจเป็นเพราะคนที่เที่ยวเมืองแพร่ 90 เปอร์เซ็นต์เป็นคนไทย และส่วนใหญ่เป็นคนในภาคเดียวกัน

“เสน่ห์ดึงดูดนักท่องเที่ยวเมืองแพร่คือ วัฒนธรรมและวัด ในจำนวนคน 100 คนที่มาเที่ยวจังหวัดแพร่ 90 คนต้องไปกราบนมัสการพระธาตุช่อแฮ” ภัทรอนงค์ บอก

ภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยว แห่งประเทศไทย (สำนักงานแพร่) แจกแจงว่า สถิตินักท่องเที่ยวในจังหวัดแพร่นั้น ปี พ.ศ.2555 มีประมาณ 4-500,000 คน ในปีที่ผ่านมาสดๆ คือ พ.ศ.2556 ประมาณ 600,000 คน

เสน่ห์ของแพร่ด้านวัฒนธรรม “อยากให้นักท่องเที่ยวได้เห็นบ้าน คุ้ม ต่างๆ มีหลายหลังสวยงามมากและได้รับรางวัล บางหลังมีคนอยู่ บางหลังไม่มีคนอยู่ ตอนหลังๆ มานี้ เข้าไปดูได้ในบางหลัง ส่วนหลังอื่นๆ ก็ยืนชมด้านนอกได้”

ตัวอย่างบ้านสวยงามเช่น คุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่ สร้างปี 2435 โดยเจ้าหลวงพิริยะชัยเทพวงศ์ เจ้าผู้ครองเมืองแพร่องค์สุดท้าย เป็นอาคารสองชั้น ประตูหน้าต่างตกแต่งด้วยลายฉลุสวยงาม ได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่น จากสมาคมสถาปนิกสยาม และรางวัลสถาปัตยกรรมดีเด่นปี 2540

บ้านวงศ์บุรี เป็นบ้านสวยงามอีกหลังหนึ่ง สร้างเมื่อ พ.ศ. 2440 เป็นเรือนขนมปังขิงไม้สักทอง 2 ชั้น สร้างอย่างประณีต อ่อนช้อย โดดเด่นด้วยลวดลายไม้ฉลุตามหน้าจั่ว ชายคา ระเบียง ช่องลม แฝงเส้นสายแสงเงาในแต่ละช่วงเวลาตะวันสาดทอแสง ได้รับการยกย่องเป็น “อาคารอนุรักษ์ดีเด่น” และเป็นฉากถ่ายทำละครหลายเรื่อง อย่าง รอยไหม ปัจจุบันแบ่งเป็นส่วนที่อยู่อาศัยและพิพิธภัณฑ์ จัดแสดงเรื่องราววิถีชีวิตความเป็นอยู่ของเจ้านายแพร่ในอดีต

แต่ละย่างก้าวบนบ้าน อวลอายด้วยกลิ่นอดีต จนบางคราเคลิ้มคล้อยไปกับเรื่องราวในละคร จนเผลอคิดไปว่าเคยได้เห็น ได้มีชีวิตไหวเต้นอยู่ในบ้านด้วย

ผอ.ททท.แพร่ บอกว่า อยากให้นักท่องเที่ยวเปลี่ยนจากเที่ยวเร็วๆ มาเป็นเที่ยวแบบช้าๆ บ้าง เพื่อได้มองชีิวิตข้างทางบ้าง พร้อมสนองนโยบายนี้ด้วยการนำสามล้อถีบออกมารองรับ หมายกระจายรายได้ให้กับคนท้องถิ่น “ปกติเราจะเห็นสามล้อแต่ตอนเช้าๆ และเห็นอีกทีตอนเย็น ตอนกลางวันก็ไม่มีอะไรทำ และคนถีบก็ลดน้อยถอยลง เรานึกว่าถ้าเปลี่ยนมาเป็นสามล้อเที่ยว สามล้อก็จะไม่หายไป

เมืองแพร่นอกจากเป็นเมืองผ่าน ยังถูกมองว่าเป็นเมืองที่คนไม่รู้จักโลกภายนอก ถึงกับมีคำค่อนขอดล้อกันว่า คนแพร่สมัยก่อนเรียกรถไฟว่า ห้องแถวไหล เรียกหลอดไฟฟ้าว่า ข้าวหลามแสง เนื่องจากไม่เคยเห็นมาก่อน แถมยังล้อกันว่า เมืองแพร่แห่ระเบิด

ชาวแพร่ยอมรับว่า การแห่ระเบิดนั้นแห่จริง แต่แห่ระเบิดลูกใหญ่ๆ เอาไปทำระฆังให้กับวัด ไม่ได้แห่เพราะความไม่รู้อย่างที่ชอบล้อกัน

ด้านนายอภิชาติ โตดิลกเวชช์ ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ บอกว่า เมืองแพร่มีความอุดมสมบูรณ์ แต่เป็นเมืองผ่าน รถ 100 คันที่ผ่านอาจเลี้ยวเข้าตัวเมืองแพร่ไม่ถึง 10 คัน ส่วนใหญ่เลยไปเชียงใหม่หมด ดังนั้น ทางจังหวัดจึงร่วมกับกลุ่ม สห+ภาพ นำช่างภาพชั้นนำของประเทศมาถ่ายภาพเมืองแพร่ เพื่อเผยภาพเมืองแพร่ให้คนได้รับรู้ในมนต์เสน่ห์ของเมืองแพร่ในมิติต่างๆ ทั้งด้านชีวิต ความเป็นอยู่ วัฒนธรรมและประเพณี

เสน่ห์อันร้อนแรงของแพร่ มิเพียงวัดและวัฒนธรรมเท่านั้น ยังมีกลิ่นอายประวัติศาสตร์เจืออยู่ถ้วนทุกอณูเมือง เป็นต้นว่า เคยเป็นฐานที่มั่นของ “เสรีไทย” ปัจจุบันทายาทรุ่นลูกได้นำเอาภาพเหตุการณ์ และเรื่องราวบรรพชนมาเสนอไว้ในพิพิธภัณฑ์

“คนทำเพื่อชาติต้องไม่หวังสิ่งใดตอบแทน”

นายภุชงค์ กันทาธรรม ทายาทเสรีไทยจังหวัดแพร่ ผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์เสรีไทยบอก ท่ามกลางกลิ่นไอหนาวเมืองเหนือ และวิกฤติการเมืองในกรุงกำลังคุกรุ่น ส่งไอร้อนไปทั่วประเทศ

ทำไมพิพิธภัณฑ์เสรีไทยถึงมาอยู่เมืองแพร่ คำตอบคือบิดาของนายภุชงค์ กันทาธรรม คือ นายทอง กันทาธรรม เป็นทั้งคนสนิทของนายปรีดี พนมยงค์ และนักการเมืองแพร่ที่มีความรู้ ความสามารถ และมีความกว้างขวางอย่างยิ่ง

นายทอง กันทาธรรม เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของเสรีไทย เป็นคนขับเคลื่อนขบวนการเสรีไทยให้มีผลงาน ขนาดเมื่อญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 แม้ไทยจะลงนามเป็นมิตรประเทศกับญี่ปุ่น ไทยยังสามารถเอาตัวรอด ไม่ต้องเป็นผู้ใช้ค่าปฏิกรรมสงคราม และผันตัวกลับมาเป็นผู้ชนะสงครามร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตรด้วย

เงื่อนปมนี้ นายภุชงค์บอกว่า เพราะว่าเสรีไทยมีการช่วยเหลือทหารอเมริกันอย่างลับๆ จังหวัดแพร่เป็นฐานสำคัญในภาคเหนือ มีการส่งสายข่าวออกไปดูฐานที่มั่นของญี่ปุ่นว่าอยู่ตำแหน่งไหน อย่างไร ทั้งทำทีเข้าไปค้าขาย เข้าไปทำงาน และวิธีการอื่นๆ

เมื่อได้พิกัด ได้ข้อมูลของฝ่ายญี่ปุ่นแล้ว ก็นำออกมาให้ฝ่ายอเมริกัน ทำให้อเมริกันเข้าไปทิ้งระเบิดได้อย่างไม่พลาดเป้า เนื่องจากขบวนเสรีไทยเป็นกลุ่มก้อนใหญ่พอสมควร ทำให้ทางญี่ปุ่นส่งคนเข้ามาหาข่าว แต่โชคดีหรือร้ายก็ตาม ชาวบ้านฝ่ายเสรีไทยจับได้ เลยต้องจัดการสำเร็จโทษไป แม้จะไม่อยากทำแต่ก็ต้องจำใจ เพราะถ้าข่าวรั่วไปถึงญี่ปุ่นว่า ฐานของเสรีไทยอยู่จุดไหน มีใครเป็นฟันเฟืองบ้างก็เป็นอันว่าจบกัน

ผู้สร้างวีรกรรมเสรีไทยไว้ชนิดโลกไม่ลืมคือ นายกำจัด พลางกูร ผู้เดินเท้าจากประเทศไทยไปยังประเทศจีน เพื่อประสานงานจนประสบความสำเร็จ แม้ตัวเองจะต้องไปเสียชีวิตที่ประเทศจีนก็ตาม

สงครามโลกครั้งที่ 2 อยู่ระหว่าง พ.ศ.2484-2488 หลังจากญี่ปุ่นประกาศแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 เสรีไทยกว่า 8,000 คน ได้เดินสวนสนามที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 25 กันยายน พ.ศ.2488 โดยมี นายปรีดี พนมยงค์ เป็นหัวหน้าขบวนเสรีไทยเป็นประธาน ในขบวนนั้น เสรีไทยจากจังหวัดแพร่ในชุดเสื้อม่อฮ่อมเดินอย่างองอาจ ผึ่งผายในเกียรติประวัติที่ได้ทำเพื่อชาติอย่างแท้จริง

แต่ต้นเดือนมกราคม พ.ศ.2557 คนไทยกำลังทำอะไรกันอยู่.

6 ม.ค. 2557 09:58 ไทยรัฐ