วันศุกร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ตอกหน้ารมต. กล่าวหาม็อบใช้ยาเสพติด

แถมอ้างข่าวกรองมีปนป่วน ผู้คน2ข้างทางขานรับคับคั่ง ขบวนปลุกเร้าชัตดาวน์กทม. ...

กลุ่มผู้ชุมนุมขับไล่รัฐบาลคึกคัก เคลื่อนขบวนรอบ กทม. ปลุกชาวกรุงร่วมชัตดาวน์กรุงเทพฯ 13 ม.ค. “สุเทพ” สักการะรัชกาลที่ 1 เอาฤกษ์เอาชัยให้งานใหญ่สำเร็จลุล่วง ยิ้มตลอดเส้นทางมีแฟนคลับแห่ออกมาต้อนรับให้กำลังใจ-บริจาคเงินสมทบรวม 7 ถุงใหญ่สนับสนุนการเคลื่อนไหว มวลชนหลายจังหวัดขยับคู่ขนานเวทีกลาง เชิญชวนประชาชนเข้าชุมนุมใหญ่ที่เมืองหลวง นปช.ชี้โอกาสถูกปฏิวัติมีสูง ตีเกราะระดมแกนนำหยุดรัฐประหาร นายกฯยิ่งลักษณ์หวั่นเหตุรุนแรงซํ้าปี 53 “อดุลย์” สั่ง จนท.เกาะติดสถานการณ์ร้อน ผวาฝ่ายต้านปะทะฝ่ายสนับสนุน “อนุดิษฐ์” อ้างการข่าวเตรียมระดมเกษตรกรทุกภาคเข้าเสริมเป็นกำลังหลักเคลื่อนไหว  แฉมีการกว้านซื้อกระสุนปืนไว้ใช้ป่วนเมือง สมช.ระบุวางแผนสนธิกำลัง กอ.รมน.ตำรวจเรียบร้อยแล้ว เชื่อใจกองทัพให้ความร่วมมือแน่

นับถอยหลังสู่วันที่ กปปส. ประกาศจะใช้มาตรการอารยะขัดขืนขั้นสูงสุด ปิดกรุงเทพฯใน วันที่ 13 ม.ค. วันนี้กลุ่มผู้ชุมนุมเริ่มเดินสายรอบ กทม. และต่างจังหวัด รณรงค์เชิญชวนให้ประชาชนเข้าร่วมชุมนุมใหญ่ครั้งแรกในรอบปี 57 กดดันรัฐบาลให้ลาออกจากรัฐบาลรักษาการ จน ศอ.รส.จับมือหน่วยงานความมั่นคงวางแผนเตรียมรับมือป้องกันเหตุแทรกซ้อน

กปปส. คึกคักตั้งแถวเดินปลุกชาว กทม.

เมื่อวันที่ 5 ม.ค. เวลา 08.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานจากเวทีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนราชดำเนินกลาง ที่มีกลุ่มผู้ชุมนุมยังคงปักหลักอยู่อย่างต่อเนื่อง นำโดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยน-แปลงประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก โดยมีแกนนำประกาศบนเวทีให้มวลชนจัดเตรียมริ้วขบวน เตรียมออกเดินรณรงค์เชิญชวนให้ประชาชนเข้าร่วมชุมนุมชัตดาวน์กรุงเทพฯในวันที่ 13 ม.ค. มีการแบ่งขบวนเป็น 3 กลุ่ม นำขบวนโดยขบวนรถมอเตอร์ไซค์จำนวนหนึ่ง การ์ดอาสาชายฉกรรจ์พร้อมขบวนริ้วธงไตรรงค์ รถหกล้อติดเครื่องขยายเสียงนำโดยนายชุมพล จุลใส นายสกลธี ภัทธิยกุล แกนนำ กปปส. และรถเสบียงมีทั้งน้ำดื่ม อาหาร รถอาสาพยาบาลฉุกเฉิน จากนั้นเป็นชุดการ์ดอาสาทั้งชายและหญิงที่ผู้ร่วมชุมนุมขอร่วมทำหน้าที่ โดยมีผ้าพันคอสีชมพูเป็นสัญลักษณ์ร่วมเดินคล้องแขนเป็นแถวหน้ากระดานกว่า 10 แถว มีการถือป้ายโปสเตอร์เชิญชวนให้ชาวกรุงเทพฯออกมาร่วมปิดกรุงเทพฯ และป้ายข้อความ “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง ขจัดสิ้นการทุจริตคอร์รัปชัน”

ขอพรเจ้าพ่อเสือให้ไร้อุปสรรค

ถัดจากนั้นเป็นกลางขบวนที่นายสุเทพพร้อมนายแทน เทือกสุบรรณ บุตรชาย นายถาวร เสนเนียม นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ แกนนำ กปปส. นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ โฆษก กปปส. นายเชน เทือกสุบรรณ อดีต ส.ส.สุราษฎร์ฯ  พรรคประชาธิปัตย์ และตัวแทนภาคส่วนต่างๆที่ร่วมขบวน ในวงล้อมของกลุ่มการ์ดชายฉกรรจ์ที่เดินประกบแกนนำอีก 3 ชั้น และขบวนสุดท้ายเป็นรถติดเครื่องขยายเสียงพร้อมการ์ดอาสาพร้อมขบวนริ้วธงปิดท้ายขบวน ต่อมาเวลา 10.00 น. หัวขบวนที่ตั้งหันหน้าไปทางสนามหลวงเริ่มออกเดินจากถนนราชดำเนิน เลี้ยวซ้ายที่สี่แยกคอกวัว ฝั่งอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา เข้าถนนตะนาว ผ่านศาลเจ้าพ่อเสือ พร้อมแวะกราบสักการะขอพรให้สำเร็จลุล่วงโดยปลอดภัยและไร้อุปสรรค เดินผ่านกระทรวงมหาดไทย จุดดังกล่าว มีขบวนมวลชนพันธมิตรในการชุมนุมได้เข้าร่วมสมทบ จากกลุ่มมวลชนของสมาพันธ์รัฐวิสาหกิจ (สรส.) และมีขบวนมวลชนของกองทัพธรรม กองทัพประชาชนโค่นล้มระบอบทักษิณ (กปท.) และเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ที่นำโดย พล.อ.ปรีชา เอี่ยมสุพรรณ และเรือตรีแซมดิน เลิศบุศย์ และนายคมสัน ทองศิริ เลขาธิการ สรส. และผู้นำองค์กรต่างๆของ สรส.ที่แยกสี่กั๊กเสาชิงช้า

สักการะรัชกาลที่ 1 เอาฤกษ์เอาชัย

ในที่สุดขบวนเคลื่อนเข้าสู่ถนนราชบพิธ-เฟื่องนคร เข้าสู่สี่กั๊กพระยาศรี ผ่านเข้าสู่ย่านบ้านหม้อ ออกสู่ปากคลองตลาด มีบรรดาพ่อค้าแม่ค้าได้มายืนรอมอบพวงมาลัย ดอกกุหลาบหลายหลากสีจำนวนมากให้แกนนำ ต่อมาได้ออกสู่สะพานพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช  จุดนี้นายสุเทพพร้อมแกนนำ  กปปส. ตัวแทนกลุ่มองค์กรต่างๆนำมวลชนที่ร่วมเดินแวะสักการะถวายพานพุ่มและกรวยดอกไม้สดต่อพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช  ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี  ที่ทรงเป็นผู้ก่อตั้งกรุงเทพฯ  เพื่อขอพรให้ดำเนินการสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี จากนั้นขบวนได้ตัดเข้าสู่ย่านพาหุรัด-วังบูรพา ตลอดสองข้างทางมีชาวไทยเชื้อสายอินเดียและชาวไทยเชื้อสายจีนจำนวนมากที่ได้รอเป่านกหวีด โบกธงชาติ เขย่ามือตบ และมอบเงินบริจาคให้จำนวนมาก พร้อมให้กำลังใจตะโกนตลอดรายทางว่า“ลุงกำนันสู้ๆ” ซึ่งนายสุเทพชูกำปั้นตอบรับตะโกนกลับไปว่า“ครับ เรามาสู้ร่วมกันนะ” โดยนายสุเทพต้องเดินสลับฟันปลาไปรับเงินทั้งสองข้างทาง

ชาวบ้านแห่บริจาคเงินได้ 7 ถุงใหญ่

จนกระทั่งขบวนได้เดินเข้าสู่ถนนมหาชัยตัดออกสู่ถนนบริพัตร เข้าทางถนนเจริญกรุง ผ่านหน้าวัดเล่งเน่ยยี่ กลุ่มผู้ชุมนุมได้นั่งแวะพักรับประทานอาหารเที่ยงที่บริเวณวงเวียน 22 กรกฎา เป็นอาหารแห้ง ข้าวเหนียวไก่ทอด ข้าวเหนียวหมู โดยมีรถขนเสบียงอาหารมาดักรอแจกจ่ายอาหารและน้ำดื่มให้ผู้ชุมนุม เมื่อรับประทานอาหารเสร็จได้เคลื่อนหัวขบวนเข้าสู่ถนนไมตรีจิตตัดออกมาเข้าถนนบำรุงเมือง ผ่านหน้า รพ.กลาง  สี่แยกวรจักร ท่ามกลางประชาชนสองข้างทางที่มาดักรอบริจาคเงินกับมือนายสุเทพจำนวนมาก โดยนายสุเทพต้องเดินสลับฟันปลารับเงินทั้งสองฝั่งข้างถนน ประชาชนบางรายขอหอมแก้ม บางรายโอบกอดขอถ่ายภาพเป็นที่ระลึก ต่อมาได้ตัดผ่านภูเขาทองเข้าสู่ถนนราชดำเนินกลาง สำหรับเงินบริจาคที่รับจากประชาชนสองข้างทาง ปรากฏว่า ต้องใช้ถุงพลาสติกสีขาวชนิดใสใส่ถึง 7 ถุงใหญ่ กระทั่งเวลา 15.50 น. หัวขบวนได้เคลื่อนเข้าสู่ถนนราชดำเนินกลาง ท่ามกลางการต้อนรับตบมือของกลุ่มผู้ชุมนุมที่ปักหลักอยู่ที่ราชดำเนิน

มวลชนต่างจังหวัดตีปี๊บร่วมปิดกรุง

ด้านความเคลื่อนไหวของกลุ่ม กปปส.จังหวัดต่างๆ มี กปปส.หลายจังหวัดปล่อยขบวนเดินสายรณรงค์ในจังหวัดนั้นๆ ให้เข้าร่วมชัตดาวน์กรุงเทพฯในวันที่ 13 ม.ค. ทั้งที่ จ.นครศรีธรรมราช กปปส.จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้เคลื่อนขบวนดาวกระจายไป 4 มุมเมือง ประกอบด้วยสายที่ 1 มุ่งหน้าไป อ.ท่าศาลา อ.สิชล อ.ขนอม สายที่ 2 มุ่งหน้าไป อ.ร่อนพิบูลย์ อ.ทุ่งสง สายที่ 3 มุ่งหน้าไป อ.ปากพนัง อ.หัวไทร อ.เชียรใหญ่ และสายที่ 4 ตระเวนทั่วเขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราช ต่อมาในช่วงเย็นได้เปิดเวทีปราศรัยที่สนามหน้าศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราชหลังเก่า และจุดอื่นๆอีกหลายจุด เพื่อรณรงค์เรียกร้องให้ชาวนครศรีธรรมราชเดินทางไปร่วมต่อสู้กับกลุ่ม กปปส. ชัตดาวน์กรุงเทพฯ ขณะที่ กปปส.จังหวัดกระบี่ได้เคลื่อนไหวในพื้นที่ของจังหวัด ชูสโลแกนคู่ขนานกปปส.ส่วนกลาง เช่นเดียวกันกับ กปปส.จังหวัดพัทลุง ที่ปักหลักชุมนุมบริเวณลานข้างศาลากลางจังหวัด

เดินรณรงค์ขับไล่รัฐบาล

ส่วนที่ จ.นราธิวาส เมื่อเวลา 15.00 น. แนว ร่วม กปปส.นราธิวาสจำนวนหนึ่งรวมตัวกันที่หน้าสวนกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เขตเทศบาลเมืองนราธิวาส แล้วเดินขบวนรอบเมืองนราธิวาส รณรงค์ให้มีการปฏิรูปประเทศก่อนการเลือกตั้ง พร้อมทั้งเชิญชวนชาวนราธิวาสออกมาร่วมชุมนุมขับไล่รัฐบาลพร้อมกันในวันที่ 13 ม.ค. ตามคำประกาศของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.

เสื้อแดง–กปปส.เชียงใหม่ปะทะดุ

เมื่อเวลา 13.30 น. กปปส.จังหวัดเชียงใหม่ นำโดยนางเดือนเต็มดวง ณ เชียงใหม่ อดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ได้นัดรวมพลที่หน้าคริสต–จักรที่ 1 ใกล้กับเชิงสะพานนวรัฐฝั่งทิศตะวันออก ตั้งขบวนมีรถยนต์ติดเครื่องเสียง 2 คันนำ เตรียมเคลื่อนไปเป่านกหวีดที่หน้าจวน ผวจ.เชียงใหม่ ที่เชิงสะพานนวรัฐฝั่งตะวันตก ถนนท่าแพ ขณะเดียวกันนายอภิชาติ อินศร หรือดีเจอ้วน นำมวลชนคนเสื้อแดงนับร้อย ชุมนุมอยู่ฝั่งสะพานนวรัฐฝั่งตะวันตก หน้าจวน ผวจ.เชียงใหม่ เพื่อขัดขวางการกระทำของ กปปส.เชียงใหม่ กปปส.จึงเปลี่ยนเส้นทางเดินทางข้ามไปทางสะพานนครพิงค์ มุ่งหน้าไปยังจุดหมาย แต่ถูกกลุ่มเสื้อแดงขี่ จยย.ไปดักรอที่สี่แยกราชวงค์ เมื่อ กปปส.วนมาถึงจึงถูกกลุ่มเสื้อแดงใช้เท้าถีบล้อ จยย.ล้ม แล้วเข้ารุมทำร้าย ตำรวจ สภ.เมืองเชียงใหม่ ต้องเข้าระงับเหตุและกันกปปส.เคลื่อนขบวนไปชุมนุมที่ลานอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ คนเสื้อแดงจึงปลุกระดมเรียกกำลังเสริมผ่านวิทยุชุมชน มารอตามจุดที่ กปปส.ผ่าน จนเกิดเหตุปะทะกันอีกครั้งที่สามแยกต้นโพธิ์ มีการใช้ขวดน้ำ ก้อนหินปาเข้าใส่ฝ่ายตรงข้าม ตรงข้ามตลาดสมเพชร ตำรวจเข้ามาควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ ขบวน กปปส.ต้องเร่งเครื่องหนีไปชุมนุมที่สนามม้าหนองฮ้อแทน กลุ่มคนเสื้อแดงได้ระดมพลมายึดพื้นที่ลานอนุสาวรีย์สามกษัตริย์เอาไว้ ท่ามกลาง พ.ต.อ.อักษร วงศ์ใหญ่ ผกก.สภ.เมืองเชียงใหม่  ระดมกำลังตำรวจมาสนับสนุนจนเหตุการณ์คลี่คลายไปได้

สีกากีภาคเหนือตบเท้าโชว์พลัง

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่สนามหญ้าหน้าตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ ข้าราชการตำรวจในสังกัด บก.ภ.จ.เชียงใหม่ บก.ภ.จ.ลำพูน ตำรวจท่องเที่ยว และตำรวจ บก.สส.ภ.5 ได้ร่วมตบเท้าแสดงพลังปกป้องศักดิ์ศรีตำรวจ โดยมีอดีตข้าราชการบำนาญผลัดเปลี่ยนขึ้นไปปราศรัยบนเวที เพื่อทวงศักดิ์ศรีของตำรวจไทยที่ถูกย่ำยี และเรียกร้องให้เพื่อนตำรวจออกมาเลือกข้างที่เคารพกฎหมายและให้ดำเนินการกับกลุ่มที่ทำผิดกฎหมายของบ้านเมือง

พล.ต.ต.กริช กิติลือ ผบก.ภ.จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า วันนี้ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่มีการฝึกตำรวจควบคุมฝูงชน และทางผู้ใต้บังคับบัญชามีการนัดรวมพลังเพื่อออกมาป้องศักดิ์ศรีตำรวจไทย โดยมีชาวเชียงใหม่บางส่วนนำดอกไม้มามอบให้ตำรวจด้วย ก่อนแยกย้ายสลายตัวไปปฏิบัติหน้าที่

เตือนพวกโพสต์โซเชียลเน็ตเวิร์ก

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ บช.น. พล.ต.ต.อดุลย์ ณรงค์ศักดิ์ รอง ผบช.น. ในฐานะโฆษก บช.น.กล่าวว่า ส่วนกรณีประชาชนที่เข้าร่วมชุมนุม เป็นสิทธิที่ทำได้ตามรัฐธรรมนูญ ขอให้ชุมนุมโดยสงบ หากกระทำความเดือดร้อนแก่ประชาชน จะมีความผิดตามกฎหมาย ส่วนกรณีที่มีการโฆษณาประชาสัมพันธ์เฟซบุ๊ก หรือมีเดียต่างๆ ที่ไม่เป็นความจริง เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และมีความผิดทางอาญาฐานหมิ่นประมาทอีกด้วย ส่วนกรณี กปปส.ระบุว่านายกฯมอบเงินให้ครอบครัว ด.ต.ณรงค์ ปิติสิทธิ์ ผบ.หมู่ จร.สน.ตลาดพลู จำนวนเงิน 5 ล้านบาท ขอชี้แจงว่านายกฯ ไม่ได้มอบเงินดังกล่าว แค่เพียงไปร่วมงานศพ โดยมี พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. เป็นผู้มอบให้มารดาของ ด.ต.ณรงค์

“อดุลย์” สั่งหน่วยข่าวเกาะติดปมร้อน

พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. ในฐานะผอ.ศอ.รส. เป็นประธานติดตามสถานการณ์ชุมนุม กล่าวว่า ศอ.รส.เป็นห่วงสถานการณ์ชุมนุมที่อาจจะมีการเผชิญหน้าของกลุ่มผู้ที่สนับสนุนและค้านการชุมนุม ได้สั่งให้หน่วยข่าวเกาะติดสถานการณ์ใกล้ชิดทั้งตำรวจสันติบาลและ บช.น. รวมถึงให้อำนวยการจราจรให้เคลื่อนตัวได้ประชาสัมพันธ์ให้หลีกเลี่ยงเส้นทาง  เพื่อให้กระทบผู้อื่นน้อยที่สุด ส่วนการชุมนุมในวันที่ 13 ม.ค.ให้ทุกหน่วยขับเคลื่อนตามยุทธวิธีและวางมาตรการตรวจค้นอาวุธ สารเสพติดชนิด 4×4 ขอให้ยึดแนวพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เน้นการปฏิบัติตามกฎหมาย ขั้นตอนสากล และความชอบธรรม ป้องกันการใส่ร้ายป้ายสี ยั่วยุปลุกระดมที่มีผลกระทบต่อภาพพจน์ของตำรวจและขับเคลื่อนงานด้านมวลชนสัมพันธ์ งาน กต.ตร.ของสถานีตำรวจทุกแห่ง เพื่อให้เป็นแนวร่วมในการทำงาน โดยให้ ผบก. และ ผกก.เตรียมแผนรองรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

“อนุดิษฐ์” ปูดทัพหลักเป็นเกษตรกร

เมื่อเวลา 11.30 น. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ในฐานะหนึ่งในคณะกรรมการกำหนดยุทธศาสตร์ทำแผนและฝ่ายประสานงานด้านข้อมูลข่าวสารและสารสนเทศ ที่มีนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกฯ และ รมว.ต่างประเทศ ในฐานะกำกับดูแลศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) เป็นประธานแถลงกรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ประกาศนำมวลชนปิดกรุงเทพฯ ในวันที่ 13 ม.ค.ว่าข้อมูลจากหน่วยงานด้านความมั่นคงและข่าวกรองระบุว่าจะมีมวลชนที่ชุมนุมเรียกร้องทางการเกษตรจากหลายภาค เป็นกลุ่มมวลชนหลักในการเคลื่อนไหว มีผู้ชุมนุมบางกลุ่มใช้ยาเสพติดเพื่อปลุกเร้าให้เกิดพฤติกรรมการยั่วยุ นำไปสู่ความรุนแรง อาจจะทำให้มีผู้บาดเจ็บ เสียชีวิต และจะมีกลุ่มผู้ชุมนุมเข้าบุกรุกสถานที่ราชการสำคัญต่างๆ เพื่อตัดน้ำ ตัดไฟ

อ้างปืน จนท.ถูกฉกไว้ใช้ป่วนเมือง

น.อ.อนุดิษฐ์กล่าวว่า จากการประเมินเหตุการณ์ที่ผ่านมา รัฐบาลเป็นห่วง จึงเตือนประชาชนที่จะเข้าร่วมชุมนุมมาโดยตลอด ในกรณีที่อาจจะมีมือที่สามเข้ามาสร้างความรุนแรงและยกระดับสถานการณ์เข้ามาปฏิบัติการทำร้ายประชาชนและเจ้าหน้าที่ โดยแอบอ้างเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่และชายชุดดำ เพื่อให้เกิดความเข้าใจผิด ทั้งที่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเมื่อจับกุมผู้กระทำความผิดจากเหตุการณ์การชุมนุมที่เกิดขึ้น เจ้าหน้าที่สามารถยึดปืนและวัตถุระเบิดได้จำนวนมาก ผู้ต้องหาได้รับสารภาพเป็นผู้รับจ้างให้มาทำร้ายประชาชนและเจ้าหน้าที่จากเหตุการชุมนุมที่สนามกีฬาไทย- ญี่ปุ่น ดินแดง เมื่อวันที่ 26 ธ.ค.56 ได้มีกลุ่มผู้ชุมนุมบางส่วนทุบรถของทางราชการและนำปืนของเจ้าหน้าที่ตำรวจไปจำนวนหนึ่ง หลังจากนั้นหน่วยข่าวกรองได้ตรวจสอบพบว่า มีการซื้อกระสุนปืนจำนวนมากขนาดที่ใช้กับปืนที่หายไป เชื่อว่าผู้ชุมนุมกลุ่มที่ได้อาวุธไปอาจจะใช้อาวุธดังกล่าว ก่อความไม่สงบในการชุมนุมครั้งนี้

“ภราดร” เผยถกแผนสนธิกำลังแล้ว

พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เปิดเผยว่า กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) และตำรวจ ได้ประชุมร่วมกันจัดวางกำลังในการป้องกันและการเผชิญเหตุในการชุมนุมวันที่ 13 ม.ค.เรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงการตกลงรูปแบบการสนธิกำลังร่วมและแบ่งพื้นที่ดูแล แต่ทั้งหมดอยู่ภายใต้ พ.ร.บ.ความมั่นคง ส่วนการดูแลรักษาความปลอดภัยบ้านบุคคลสำคัญของรัฐบาล ทาง ผบ.ตร.สั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องประสานรัฐมนตรีที่เป็นเป้าหมายแล้ว สำหรับบ้านนายกฯจะมีการเสริมกำลังก่อนวันที่ 13 ม.ค.

เชื่อกองทัพให้ความร่วมมือ

เมื่อถามว่าถึงเวลานี้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินยังอยู่ในแผนการรับมือการชุมนุมชัตดาวน์กรุงเทพฯ อยู่หรือไม่ หลังกองทัพออกมาแสดงความไม่เห็นด้วย พล.ท.ภราดรตอบว่า เป็นมาตรการปกติที่ฝ่ายความมั่นคงเตรียมรองรับสถานการณ์ในอนาคตอยู่แล้ว จะประเมินเป็นระยะ รวมถึงการประกาศใช้กฎอัยการศึก ต้องเกิดสภาวะคับขันไปทั่ว มีการก่อเหตุร้ายในชีวิตและทรัพย์สิน หรือมีการก่อการร้าย แต่เวลานี้สถานการณ์ยังไปไม่ถึงขั้นนั้น เก็บเครื่องมือ พ.ร.ก.ฉุกเฉินและกฎอัยการศึกไว้ก่อน จะใช้เมื่อปรากฏเหตุชัดเจน โดยคณะกรรมการบริหารราชการฉุกเฉินจะเสนอนายกฯ และคณะรัฐมนตรีพิจารณา เชื่อว่าหากมีการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินจริง กองทัพก็พร้อมให้ความร่วมมือ เมื่อเป็นการประกาศโดยถูกต้องชอบธรรมทางกฎหมาย และเป็นการหารือร่วมกันอยู่แล้ว

เตรียม 7 ทีมแพทย์ช่วยผู้บาดเจ็บ

นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวภายหลังการประชุมเพื่อประเมินสถานการณ์และวางระบบการจัดบริการทางการแพทย์แก่ประชา-ชนในวันชัตดาวน์กรุงเทพฯ 13 ม.ค.ว่า กระทรวงสาธารณสุขจะดูแลช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่ เตรียมพร้อมทีมแพทย์ 7 ทีมจาก รพ.ราชวิถี เลิดสิน นพรัตนราชธานี และ รพ.รามาธิบดี ทั้งยังมีทีมจากมูลนิธิร่วมกตัญญูและมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เข้าร่วมช่วยเหลือด้วย โดยตั้งจุดบริการส่งต่อผู้ป่วยอยู่ที่บริเวณทางขึ้นทางด่วนยมราชตลอด 24 ชั่วโมง ส่วนกรณีที่จะมีการเคลื่อนขบวนในวันที่ 7 และ 9 ม.ค. โรงพยาบาลต่างๆที่อยู่ตามเส้นทางที่ขบวนผู้ชุมนุมผ่าน จะตั้งหน่วยแพทย์ฉุกเฉินดูแล และตั้งจุดบริการหน้าโรงพยาบาล สำหรับยอดผู้บาดเจ็บจากการชุมนุมตั้งแต่วันที่ 26 ธ.ค.56 มีจำนวนทั้งสิ้น 172 ราย เสียชีวิต 3 ราย ยังมีผู้บาดเจ็บนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล 14 ราย ในจำนวนดังกล่าวเป็นตำรวจ 6 นาย

นายกฯอยู่บ้านเกาะติดข่าวม็อบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดทั้งวัน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ใช้เวลาช่วงวันหยุดพักผ่อนอยู่ที่บ้านซอยโยธินพัฒนา 3 และติดตามการเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ชุมนุม กปปส.ที่เดินรณรงค์คนออกมาร่วมชุมนุมชัตดาวน์กรุงเทพฯวันที่ 13 ม.ค. ขณะที่การรักษาความปลอดภัยยังคงมีกองร้อยควบคุมฝูงชน จาก สภ.บึงกาฬ และ สน.ลาดพร้าว ดูแลบ้านโดยรอบทางเข้าออกตามปกติ ขณะที่การประชุม ครม.สัปดาห์นี้จะมีขึ้นในวันที่ 7 ม.ค. จัดเตรียมสถานที่ประชุม ครม.ไว้ที่ศูนย์ราชการ ถนนแจ้งวัฒนะ และเตรียมสถานที่สำรองไว้ที่สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดีรังสิต ส่วนการชุมนุมชัตดาวน์กรุงเทพฯ ล่าสุด น.ส.ยิ่งลักษณ์ตัดสินใจอยู่ที่กรุงเทพฯ เพื่อติดตามสถานการณ์ ส่วนการดูแลรักษาความปลอดภัยนายกฯในวันที่ 13 ม.ค. ฝ่ายความมั่นคงเตรียมแผนรับมือไว้แล้ว

ย้ำปฏิรูปประเทศควบคู่เลือกตั้ง

เมื่อเวลา 11.00 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “Yingluck Shinawatra” ว่า เรียนประชาชนชาวไทย นับวันปัญหาบ้านเมืองยิ่งมีความซับซ้อนขึ้นไปเรื่อยๆ การแก้ปัญหาต่างๆไม่สามารถแก้ได้ในวันเดียว ยอมรับว่าการเลือกตั้งอาจไม่ใช่ยาขนานเอกที่แก้ทุกอย่างได้ทันที แต่การเลือกตั้งคือยาที่ดีที่สุดในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งตามครรลองของระบอบประชาธิปไตย และต้องทำควบคู่การปฏิรูปประเทศ หากไม่เห็นด้วยกับวิธีการนี้จะทำให้ประเทศไม่มีทางออก ลำพังหลังยุบสภารัฐบาลก็ไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้มากนัก การใช้จ่ายภาครัฐที่จะช่วยขับเคลื่อนจีดีพีก็ไม่สามารถทำได้ ยิ่งส่งผลกระทบกับการลงทุนในอนาคตของภาคเอกชนอีกด้วย ขอวิงวอนให้เราช่วยกันอดทน อดกลั้น และให้เวลาในการแก้ปัญหาดีกว่า

หวั่นเหตุการณ์รุนแรงซ้ำปี 53

น.ส.ยิ่งลักษณ์ระบุว่า ปัจจุบันที่เป็นอยู่ไม่สามารถที่จะปฏิบัติได้ภายใต้รัฐธรรมนูญ หากท่านไม่อยากให้รัฐบาลกลับมาก็ต้องต่อสู้ผ่านการเลือกตั้ง เปลี่ยนการชุมนุมมาเป็นพลังในการตรวจสอบ ใช้เวทีปฏิรูปแก้ไขในสิ่งที่ควรปฏิรูป ทั้งทำให้การเลือกตั้งให้โปร่งใส แก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชันในกลุ่มนักการเมือง ข้าราชการ และเอกชน ล้วนต้องอาศัยการแก้กฎหมายที่ต้องใช้รัฐบาลและรัฐสภาขับเคลื่อนทั้งสิ้น ดิฉันยินดีสนับสนุนและร่วมมืออย่างเต็มที่ ไม่อยากจะเห็นภาพเหตุการณ์ความรุนแรงเหมือนปี 53 หรือภาพเศรษฐกิจที่ตกต่ำ มีหนี้สินท่วมตัว ปัญหาอาชญากรรม ยาเสพติดสูง คนตกงาน ภาคธุรกิจปิดกิจการขายทอดตลาด ต่างชาติย้ายฐานการผลิต ที่ล้วนสร้างความเดือดร้อนให้กับพวกเราทุกคน พี่น้องประชาชนเรามาร่วมกันหันหน้ามาคุยกัน ต่างความคิดแต่ไม่จำเป็นต้องแตกแยก อย่าให้ความขัดแย้งนี้ตกทอดไปยังรุ่นลูก เปลี่ยนความเห็นต่างให้เป็นพลังแก้ไขปัญหา เพื่อหาทางออกประเทศร่วมกัน

“สุรนันทน์” ขู่อาจใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงความเป็นไปได้ที่รัฐบาลจะประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเพื่อควบคุมสถานการณ์ว่า ยังมีความเป็นไปได้เสมอ ถ้าเกิดความรุนแรงก็จำเป็น เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ถึงแม้ใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทหารก็เป็นกำลังสนับสนุนได้ ไม่จำเป็นต้องออกหน้า และตามมาตรฐานสากล ทหารและตำรวจ ต้องเป็นกำลังหลักดูแลความสงบเรียบร้อย ทหารอาจจะยังลังเล แต่ยืนยันรัฐบาลจะไม่ใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเป็นเครื่องมือปราบปรามประชาชนเหมือนปี 53 เหมือนรัฐบาลชุดที่แล้วอย่างเด็ดขาด ต้องเข้าใจว่าตำรวจรักษาสถานการณ์ร่วม 2 เดือน มีความอ่อนล้า มีหลายจุดดูแลความสงบเรียบร้อยได้ไม่เต็มที่ หวังว่าทหารจะเข้าใจ วันนี้เคารพกองทัพและผู้นำเหล่าทัพที่มีความเป็นมืออาชีพ ไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องทางการเมือง และไม่ต้องการให้ทหารเลือกข้าง แต่ต้องการให้กองทัพและ ผบ.เหล่าทัพเป็นมืออาชีพในการรักษากฎหมาย และรักษาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขด้วย

พท.ย้ำข้อมูลขนฮาร์ดคอร์ป่วน

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงถึงกรณีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. เดินรณรงค์เชิญชวนคน กทม.ปิดกรุงเทพฯ วันที่ 13 ม.ค.ว่า ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนว่าได้รับความเดือดร้อนจากการกระทำดังกล่าว ส่งผลกระทบกับผู้เจ็บป่วย และด้านเศรษฐกิจ จนประชาชนเริ่มออกมาแสดงสัญลักษณ์ต่อต้าน การอ้างเรื่องปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง ขอถามนายสุเทพว่าตอนที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลทำไมไม่ทำ ทั้งนี้ทราบข้อมูลว่าจะมีการระดมฮาร์ดคอร์ 6,000 คน มาสร้างเหตุรุนแรงให้หนักกว่าเหตุการณ์ที่สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่นจริงหรือไม่ ถือว่านำประเทศไปสู่หายนะ ต้องการให้เกิดปฏิวัติก่อนปฏิรูป หรือให้องค์กรอิสระดำเนินกับรัฐบาลก่อนใช่หรือไม่ ขอเรียกร้องไปยังผู้อยู่เบื้องหลังนายสุเทพให้เลิกได้แล้ว ถ้าคนที่อยู่เบื้องหลังและกลุ่มท่อน้ำเลี้ยงหยุดสนับสนุนนายสุเทพ บ้านเมืองจะได้พัฒนาเสียที ขอฝากคำขวัญวันเด็กเตือนสติไปถึงนายสุเทพว่า “คิดอย่างฉลาด ไม่นำชาติลงคลอง รักชาติตามครรลอง ต้องเคารพกฎหมาย รักประเทศชาติ อย่าผูกขาดกลุ่มเดียว ซื่อตรงเต็มที่ อย่าลืม 4-01 ดำรงความเป็นไทย ต้องไปเลือกตั้ง

นปช.ย้ำพิรุธกองทัพเคลื่อนกำลัง

ที่ห้างสรรพสินค้าอิมพีเรียล ลาดพร้าว นางธิดา ถาวรเศรษฐ ประธาน นปช. นายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายเหวง โตจิราการ แกนนำ นปช. แถลงถึงแนวทางการเคลื่อนไหวของกลุ่ม นปช. โดยนายจตุพรกล่าวว่า ตอนนี้สถานการณ์น่าจับตาเป็นพิเศษ คล้ายกับเหตุการณ์เมื่อปี 2549 รับรายงานจากทหารแตงโมว่ามีกลุ่มนายทหารเก่ากำลังวางแผนทำปฏิวัติรัฐประหาร คาดว่าจะลงมือก่อนวันที่ 13 ม.ค.นี้ เป็นการวางแผนมาตั้งแต่ต้น ใช้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. เป็นทัพหน้าสร้างสถานการณ์ต่างๆ ในการลับ ลวง พราง แต่กลุ่มนายทหารเก่าประเมินการเคลื่อนไหวของนายสุเทพไม่มีหนทางประสบความสำเร็จ จึงต้องวางแผนทำปฏิวัติรัฐประหาร ใช้ช่วงวันเด็กแห่งชาติและวันกองทัพไทยเคลื่อนย้ายกำลังพล รถถัง รถยานเกราะ และยุทโธปกรณ์ต่างๆ เข้าไปในกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ ในวันที่ 6-9 ม.ค. อ้างใช้เตรียมงานวันเด็ก และเดินสวนสนามวันกองทัพไทย

ชี้โอกาสถูกสีเขียวปฏิวัติมีสูง

นายจตุพรกล่าวว่า แกนนำ นปช.หารือกับนายทหารชั้นผู้ใหญ่เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์แล้ว ยืนยันว่ามีโอกาสเกิดการปฏิวัติรัฐประหารสูง การเคลื่อนไหวดังกล่าวของกำลังพล ประชาชนทั่วไปมองไม่รู้ มีแต่ทหารเท่านั้นที่มองออกรู้ทัน เพราะที่ผ่านมาการสวนสนามในวันกองทัพไทยใช้เฉพาะกำลังทหารในพื้นที่กรุงเทพฯ ส่วนกำลังพลในต่างจังหวัดให้สวนสนามในที่ตั้ง ไม่เคยเข้ามาสวนสนามในพื้นที่กรุงเทพฯเหมือนครั้งนี้ จึงเป็นการส่งสัญญาณถึงการวางแผนปฏิวัติในกรมทหารราบที่ 11 รอ.แน่นอน กลุ่มวางแผนเป็นหน้าเดิมที่เคยตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร แต่รัฐประหารครั้งนี้จะมีความรุนแรงกว่าปี 2549 เมื่อทำการรัฐประหารจะอ้างความชอบธรรมเป็นพระเอกขี่ม้าขาวยุติความขัดแย้งของบ้านเมือง แต่ที่จริงรู้กันกับนายสุเทพ จนกลุ่มบุคคลที่เคยสั่งฆ่าประชาชนเมื่อปี 53 กลับมีอำนาจอีกครั้ง อยากฝากถามถึง พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผบ.ทหารสูงสุด ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นต้องการทำรัฐประหารใช่หรือไม่ ขอให้ตอบแบบชายชาติทหาร หากตอบว่าไม่ใช่ แต่กลับเกิดรัฐประหาร ประชาชนจะได้ดำเนินการได้ถูกวิธี

ตีเกราะระดมแกนนำชุมนุม 7 ม.ค.

นางธิดากล่าวว่า ตอนนี้ฝ่ายนายสุเทพกำลังเดินเครื่องอย่างเต็มที่ในโค้งสุดท้าย จนถึงขั้นประกาศจะส่งคนไปปิดบ้านรัฐมนตรี รวมถึงขู่จะยึดทรัพย์ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯด้วย เพราะนายสุเทพ ต้องการหลบการขึ้นศาลในวันที่ 8 ม.ค.ในคดีสั่งฆ่าประชาชน แต่สิ่งที่นายสุเทพทำกำลังสร้างความฉิบหายให้ประเทศ ทั้งยังมีการวางแผนที่จะปฏิวัติรัฐประหาร ดังนั้น ประชาชนต้องออกมาต่อต้านการทำรัฐประหาร เพราะประเทศไทยมีการรัฐประหารมากเกินพอแล้ว วันที่ 7 ม.ค.นี้ นปช.จะจัดกิจกรรมประชุมแกนนำระดับจังหวัด ที่ห้องชาติชายฮอลล์ สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จ.นครราชสีมา คาดว่าจะมีแกนนำเข้าร่วมไม่ต่ำกว่า 5,000 คน จาก 50 จังหวัด ภายใต้งาน “หยุดรัฐประหาร ต่อต้านกบฏ” เป้าหมายคือการหยุดรัฐประหารและต่อต้านนายสุเทพที่เป็นกบฏ

ขยับค้านปิดเมืองหลวง

นายเหวงกล่าวว่า การเคลื่อนไหวของนายสุเทพในพื้นที่กรุงเทพฯกำลังสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนส่วนมาก และมีบางกลุ่มที่คัดค้านการกระทำดังกล่าว สังเกตจากเริ่มมีนักวิชาการ ประชาชน รวมตัวกันออกมาต่อต้าน เช่นกลุ่ม ANT’s POWER นัดกันใส่เสื้อสีขาวรวมพลังต่อต้านนายสุเทพ เพราะหากมีการปิดถนนในกรุงเทพฯ การเดินทางคมนาคมต้องหยุดนิ่ง คนกรุงเทพฯต้องได้รับความเดือดร้อนที่สุด หากประชาชนไม่เห็นด้วยกับการกระทำของนายสุเทพ ให้ขึ้นป้ายหน้าบ้าน “ค้านปิดกรุงเทพฯ” ส่วนองค์กรต่างๆรวมถึงแหล่งการศึกษาให้รวมกลุ่มกันอย่างสันติในองค์กร สำหรับผู้นำชุมชนโดยเฉพาะในพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี ที่นำมวลชนมาร่วมชุมนุมและขึ้นเวที กปปส. อยากให้ รมว.มหาดไทย ดำเนินการทางวินัยขั้นเด็ดขาด เพราะถือว่าเข้าร่วมในการกระทำผิดกฎหมาย

ปชป.แฉรัฐบาลวางงานทำลายเกม

วันเดียวกัน ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า รัฐบาลไม่คิดแก้ไขปัญหาตามข้อเรียกร้องของประชาชนที่ชุมนุมมานานกว่า 2 เดือน แต่กลับใช้กลยุทธ์ทำลาย ข่มขู่ หวังให้ผู้ชุมนุมอ่อนล้าเลิกชุมนุมไปเอง โดยใช้กลยุทธ์ 3 ข้อคือ 1.สร้างขบวนการใส่ร้ายป้ายสีแกนนำและผู้ชุมนุมอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดกล่าวหาว่าผู้ชุมนุมยึดกระทรวงมหาดไทยเพื่อซ่องสุมอาวุธที่จะนำไปสู่ความรุนแรง 2.มีการยิงปืนถล่มบ้านแกนนำและนักการเมืองที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล หรือโยนระเบิดใส่ที่ชุมนุม ยิงการ์ดและมวลชนเพื่อให้ประชาชนหวาดกลัวไม่กล้ามาร่วมชุมนุม 3.การสร้างข่าวเท็จอย่างต่อเนื่อง หวังทำลายน้ำหนักการชุมนุม อาทิ โฆษกพรรคเพื่อไทยที่ระบุว่ามีอดีต พล.อ.อักษรย่อ ด. และ ป. หนุนรอการปฏิวัติ รวมถึงการปล่อยข่าวระดมกลุ่ม
ฮาร์ดคอร์ 6 พันคน เพื่อสร้างความวุ่นวายนำไปสู่การปฏิบัติ เป็นการสร้างข่าวเท็จปลุกระดมมวลชน นปช. และทำให้สังคมเข้าใจผิด จึงขอให้นายกฯยุติการใช้กลยุทธ์ที่ผิดพลาดนี้

เกิดเหตุรุนแรงนายกฯต้องรับผิด

นายองอาจกล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่คนเสื้อแดงประกาศนัดชุมนุมใหญ่ในวันที่ 13 ม.ค. รอบพื้นที่ กทม. จะนำไปสู่การเผชิญหน้ากันระหว่างกลุ่ม นปช.และ กปปส. นำไปสู่ความรุนแรงได้ เหตุใดนายกฯที่มีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยยังเปิดโอกาสให้มีการชุมนุม นายกฯจะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ เพราะแกนนำคนเสื้อแดงกับพรรคเพื่อไทยทำงานเป็นเนื้อเดียวกันจนแยกไม่ออก ไม่แน่ใจว่านายกฯจะสมรู้ร่วมคิดที่ต้องการให้มีการปะทะกันระหว่างประชาชนหรือไม่ ขอเรียกร้องให้นายกฯทบทวนอย่าให้ นปช.ชุมนุมและยับยั้งอย่าให้เกิดความรุนแรงในบ้านเมือง ส่วนกรณีที่พรรคเพื่อไทยกล่าวหาแกนนำ กปปส.ว่าเป็นคนไทยหรือไม่ ที่ปิด กทม.ได้ทำลายเศรษฐกิจของชาติพังถึง 2 แสนล้านบาท ต้นตอทั้งหมดเกิดจากพรรคเพื่อไทยและรัฐบาลที่ไม่แก้ไขปัญหาทุจริต ลุแก่อำนาจ เหิมเกริม ขอถามนายกฯว่าเป็นคนไทยหรือไม่ ที่ทำให้ประเทศบอบช้ำเช่นนี้ และยังเพาะหนี้สินให้ประเทศสูงเป็นประวัติศาสตร์แค่ 2 ปีกู้เงินกว่า 1 ล้านล้านบาท ไม่นับรวมที่จะกู้เงินอีก 2 ล้านล้านบาท

ผู้ร่วมชุมนุมโดนมือมืดยิงรถข่มขู่

น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์  กล่าวว่า ขณะนี้มีการข่มขู่ลุกลามหนัก ล่าสุดเกิดขึ้นกับนายเกียรติศักดิ์ สายแก้วดี ปลัด อบต.น้ำก้อ จ.เพชรบูรณ์ ได้ร้องทุกข์ว่าถูกตำรวจในพื้นที่ข่มขู่ หลังโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กเป็นภาพการร่วมชุมนุม กปปส. โดยเมื่อคืนวันที่ 4 ม.ค. มีการยิงใส่รถสองคันในบ้าน ทำให้เกิดความหวาดกลัวว่าจะได้รับอันตราย ทำให้สมาชิกสาขาของพรรคประชาธิปัตย์ได้ขอกำลังเจ้าหน้าที่ทหารเข้าไปรับตัวออกจากบ้านอย่างปลอดภัยแล้ว เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นต่อเนื่อง ทำเป็นขบวนการ เพื่อสร้างความหวาดกลัว เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ เป็นหน้าที่ของ ศอ.รส.จะต้องเข้าไปจัดการเรื่องนี้

โพลชี้ชัตดาวน์ กทม.บานปลาย

สวนดุสิตโพลเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในกรุงเทพฯและปริมณฑล 1,159 คน กรณีการประกาศปิดกรุงเทพฯวันที่ 13 ม.ค. พบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 47.12 ขอให้ทุกคนทุกฝ่ายมีสติ มีเหตุผล เห็นแก่ประโยชน์ของส่วนรวมเป็นสำคัญ ร้อยละ 25.80 กลัวว่าจะเกิดเหตุการณ์ยืดเยื้อบานปลาย ร้อยละ 15.70 เห็นว่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการดำรงชีวิตของคนกรุงเทพฯ รถติด เดินทางไม่สะดวก ร้อยละ 11.38 เห็นว่าเป็นการกดดันรัฐบาล น่าจะมีประชาชนที่สนใจมาเข้าร่วมจำนวนมาก ขณะเดียวกันกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 73.52 เห็นว่า จะทำให้เกิดเหตุการณ์บานปลาย ร้อยละ 26.48 เห็นว่าจะไม่บานปลาย ทั้งนี้ร้อยละ 41.55 ขอให้การชุมนุมเป็นไปอย่างสันติ เคารพกฎหมาย ไม่ใช้ความรุนแรง ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น ร้อยละ 37.70 เห็นว่าควรมีสติมีเหตุผล มีวิจารณญาณในการรับฟังข่าวสาร ร้อยละ 11.67 ให้ระวังมือที่สามสร้างความวุ่นวาย

ขอทหารวางตัวเป็นกลาง

นอกจากนี้สวนดุสิตโพลได้สอบถามความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศจำนวน 1,219 คน เรื่อง “ทหาร” กับความคาดหวังของประชาชน โดยภาพรวมส่วนใหญ่พบว่า ความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อทหาร ณ วันนี้ ร้อยละ 40.91 เห็นว่าเป็นผู้ที่มีระเบียบวินัย เสียสละ อดทน โดยเฉพาะทหารที่อยู่ชายแดนภาคใต้ ขณะที่บทบาททหารที่ประชาชนพึงพอใจมากที่สุด ร้อยละ 26.64 สละชีพเพื่อชาติ ปกป้องดินแดนและอธิปไตยของไทย ส่วน บทบาททหารที่อยากให้เร่งแก้ไขปรับปรุงมากที่สุด ร้อยละ 38.15 ระบุการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองหรือแสดงความคิดเห็นที่ไม่เป็นกลาง อย่างไรก็ตามร้อยละ 43.48 สมหวังกับบทบาทหน้าที่ของทหาร ส่วนสิ่งที่ประชาชนอยากฝากบอกทหาร ร้อยละ 45.93 ขอให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังเต็มความสามารถ เป็นกลาง ไม่เข้าข้างฝ่ายใด

“เทือก” นัด 7 ม.ค.เดินปลุกชาวฝั่งธน

ต่อมาเวลา 20.00 น. นายสุเทพ เทือกสุบรรณ  เลขาธิการ กปปส. ขึ้นกล่าวปราศรัยบนเวทีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยว่า  วันนี้พบปะมวลมหาประชาชนทั้งชาวไทยเชื้อสายอินเดีย  ชาวไทยเชื้อสายจีน ยืนให้เงินแล้วตะโกนสู้ให้ชนะ ถือเป็นวันที่มีสุภาพสตรี สุภาพบุรุษ ทุกเพศทุกวัยเข้ามากอด เข้ามาจูบมากที่สุดในชีวิต มีผู้สูงวัยบางคนให้ลูกหลานพานั่งรถเข็นมารอนานจนได้พบผมพร้อมบริจาคเงินและให้พรขอให้ชนะ  ผมขอกราบขอบคุณทุกคนที่ร่วมให้กำลังใจ ในวันที่  6 ม.ค. จะอนุญาตให้หยุดพัก 1 วัน และในวันที่ 7 ม.ค. เวลา 08.30 น. จะเดินไปชวนชาวฝั่งธนบุรีให้มาร่วมกับเรา

ตีปาก “อนุดิษฐ์” ใส่ร้ายผู้ชุมนุม

นายสุเทพกล่าวว่า  วันนี้ต้องขอกล่าวถึง  พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ตั้งแต่มีเลขา สมช. คนนี้ขี้เท่อที่สุด ที่ออกมาบอกว่าวันที่ 13 ม.ค.ที่เราจะปิดกรุงเทพฯ จะมีคน กทม. ออกมาขับไล่พวกเรา ขอให้ดูวันที่ 13 ม.ค.เป็นต้นไป ว่าใครจะไล่ใคร เพราะที่เราเดินเจอแต่คนกรุงเทพฯออกมาสนับสนุนให้ขับไล่พวกบรรดาขี้ข้า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี  ให้หมดสิ้นจากแผ่นดินไทย มาสูตรเดียวกับ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.แรงงาน ที่บอกว่าเราจัดฉากให้คนมาบริจาคเงินสร้างภาพ ล้วนใช้จินตนาการทั้งนั้น ร.ต.อ.เฉลิมไม่ควรเป็นตำรวจ เพราะสติปัญญาและปากของขี้ข้า พ.ต.ท.ทักษิณคิดได้และทำได้เท่านี้ ขี้ข้าอีกราย น.อ. อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมว.ไอซีที ที่ออกมาบอกว่าผมไปหลอกล่อมวลชนที่ประสบปัญหาการเกษตรให้มาร่วมชุมนุม และยังใส่ร้ายว่ามวลชนที่มาชุมนุมมีพฤติกรรมใช้ยาเสพติดเพื่อให้เกิดความกล้า ฟังไว้ให้ดีผู้ชุมนุมไม่ต้องใช้ยาเพื่อให้เกิดความกล้า พวกเรามันกล้ามาจากหัวใจ

ตอกลิ่มทหารไม่รับลูกรัฐบาล

นายสุเทพกล่าวด้วยว่า  น.อ.อนุดิษฐ์ยังกล่าวหาว่าเราไปขโมยปืนจากตำรวจและไปซื้อกระสุนปืนมาเพื่อจะใช้ ดูมันจินตนาการจากความชั่วร้าย น่าเสียใจที่โทรทัศน์ยังออกข่าวบิดเบือนเหล่านี้ให้ประชาชนเข้าใจผิด เขาจำเป็นต้องใส่ร้ายเรา เพื่ออ้างความชอบธรรมที่จะประกาศใช้  พ.ร.ก.ฉุกเฉินเพื่อให้ทหารออกมาทำร้ายประชาชน เป็นแผนร้ายของรัฐบาล แต่  ผบ.เหล่าทัพต่างไม่เห็นด้วย เพราะเราเป็นพลเมืองดีที่สู้โดยสันติ เราชุมนุมมา 2 เดือนเศษ ไม่มีอาวุธ มีแต่นกหวีดกับส้นเท้า ไม่มีอาวุธตลอดเวลาที่ชุมนุมก็ไม่มีกองกำลังชุดดำไปทำร้าย ข่มขู่คุกคามประชาชน  แต่รัฐบาลพยายามที่จะระดมกำลังมาปราบปรามพวกเรา หากมันทำเมื่อใดก็เสี่ยงคุก  เพราะเราสู้ตามสิทธิที่กฎหมายกำหนด  ขอยืนยันว่าทหารล้วนเป็นเพื่อนผม ในปี 52-53 ที่ชายชุดดำระดมมาฆ่าตำรวจ ทหาร  ต้องขอทหารมาช่วยดูแล เพราะเวลานั้นตำรวจควบคุมสถานการณ์ไม่ทำอะไรเลย มีการฆ่าประชาชน เจ้าหน้าที่

แขวะ “ปู” ปิดประตูเป็นนายกฯ

นายสุเทพกล่าวต่อว่า ส่วนนายจตุพร พรหมพันธ์ แกนนำ นปช. ระบุจะมาเปิด กทม. ขอโทษคน กทม. จะไม่ยอมให้เข้ามาเผาเมืองแน่ ถ้าแน่จริงในวันที่ 6 ม.ค. ขอท้าให้มาเดิน กทม. ด้วยกันว่าขบวนของเขากับเราใครจะได้เงิน ใครจะได้ก้อนหิน เพราะเหตุการณ์ที่ทำกับคน กทม.ปี 52-53 คน กทม. ไม่ลืม เช่นเดียวกับที่ทำร้ายทหารบาดเจ็บจนพิการไปร่วม 400 นาย เขาไม่เคยลืมที่ได้ทำกับทหารไว้ ดังนั้น ทหารไม่มีทางช่วยแน่ เพราะวันนี้รัฐบาลที่เป็นพวกเดียวกับโจรเสื้อดำในวันนั้น วันนี้ ผมทราบว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้รับคำสั่งจากพี่ชายว่า ไม่ให้ลาออกเด็ดขาด โดยขอให้ผ่านวันเลือกตั้งไปได้เพื่อกลับเข้ามาคุมอำนาจ ขอบอกไว้ชาติหน้าก็ไม่ได้เป็นนายกฯอีกแล้ว น.ส.ยิ่งลักษณ์ คุณเหมือนเป็นหุ่นเชิดหนังตะลุงที่พี่ชายชักปากให้พูดทำตามเท่านั้น ขอให้จำไว้หากยังทำร้ายประชาชนให้เจ็บตายเพิ่มขึ้น วันที่ประชาชนยึดอำนาจอธิปไตยได้ เราจะจัดการกับคุณเต็มบรรทัด ไม่เว้นแม้แต่ช่องไฟเดียว นอกจากยึดทรัพย์ของตระกูลชินวัตรแล้ว คุณและตระกูลชินวัตรจะไม่สามารถอยู่ในประเทศไทยได้

เดือนนี้รู้ผลตระกูลชินแพ้หรือชนะ

นายสุเทพกล่าวว่า ขอวัดดวงกัน ถ้าคุณดวงดีเป็นนายกฯได้ ผมติดคุกเป็นขี้ข้าระบอบทักษิณต่อไป แต่ถ้าดวงคนไทยดีพวกอัปรีย์ก็ต้องอพยพออกนอกประเทศไป รู้กันเดือนนี้แน่ คนตระกูลนี้บ้าไสยศาสตร์ เชื่อหมอดู ไปทำพิธีอย่างไรก็ไม่รอด ขอให้รู้ว่าดวงของคนตระกูลชินวัตรกับดวงของคนทั้งประเทศไทย ใครจะดีกว่ากัน มีหลายคนมาพูดว่าถ้านัดชุมนุมหลายวันคนจะไม่เห็นด้วย แต่ผมเชื่อมั่นวันนี้คนไทยจะสู้ไม่ยอมถอย เราจะสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ด้วยกัน สู้จนเหลือคนเดียวเดินเข้าคุกไปเลย แต่ผมรู้ว่ามือที่สัมผัสและสายตาที่เราส่งให้ต่อกัน เราต่างได้ให้สัญญากันแล้วว่า เราจะสู้ด้วยกันจนกว่าเราจะชนะ ขอให้มั่นใจ

6 ม.ค. 2557 07:22 ไทยรัฐ