วันพฤหัสบดีที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ระทึกขวัญ! จากจินตนาการ 6 หนังดัง สู่เรื่องจริง 'Shut Down' กรุงเทพฯ !

ระทึกขวัญ! จากจินตนาการ 6 หนังดัง สู่เรื่องจริง 'Shut Down' กรุงเทพฯ !

  • Share:

ภายหลังเลขาธิการ กปปส.ออกมาประกาศเปลี่ยนถนนทุกแห่งให้กลายเป็นถนนคนเดิน ตัดน้ำ-ไฟ สถานที่ราชการ ปิดกรุงเทพฯ เพื่อแสดงอารยะขัดขืนขั้นสำคัญ ทำให้รัฐบาลเป็น "รัฐบาลล้มเหลว" (Failed Government) บริหารราชการไม่ได้อีกต่อไป พูดง่ายๆ กรุงเทพฯ จะถูกชัตดาวน์ในวันจันทร์ที่ 13 ม.ค.นี้

แต่ทว่าหลายคนยังนึกภาพไม่ออก ไทยรัฐออนไลน์ รวมเรื่องราวบนแผ่นฟิล์มเพื่อเป็นเติมจินตนาการว่าให้เห็นภาพว่า ชัตดาวน์กรุงเทพฯ เป็นอย่างไร

1. District 9 (ปี 2009) กำกับภาพยนตร์โดย "นีลล์ บล็อมแคมพ์" อำนวยการสร้างโดย  "ปีเตอร์ แจ็กสัน"


เรื่องย่อ - ภาพยนตร์เรื่องนี้เล่าถึงโลกอนาคตในปี 2010 ณ เมืองโจฮันเนสเบิร์ก แอฟริกาใต้ เป็นเรื่องมุมมองเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาวที่แตกต่างจากเรื่องอื่น ที่ถูกมนุษย์รังเกียจ อาจจะเปรียบเทียบได้กับประเด็นเรื่องการสังหารหมู่ชาวยิว เมื่อความอดทนของมนุษย์ต่อสถานการณ์มนุษย์ต่างดาวเริ่มหมดลง "มัลติ-เนชั่นแนล ยูไนเต็ด" (Multi-National United) หรือ "MNU" บริษัทเอกชนผู้รับผิดชอบเหล่ามนุษย์ต่างดาวร่วมกันกับรัฐบาล ได้รับคำสั่งให้อพยพเหล่ามนุษย์ต่างดาวจาก "เขตกักกัน 9" (District 9) ในเมืองโจฮันเนสเบิร์ก ออกไปยังเขตกักกัน 10 ที่อยู่นอกเมืองแทน

วิกัส แวน เดอ เมอเว (ชาร์ลโต คอปลีย์) เจ้าหน้าที่จากบริษัท MNU ได้รับหน้าที่เป็นหัวหน้าทีมในปฏิบัติการครั้งนี้ แต่ในขณะปฏิบัติงานนั้น วิกัส ได้ถูกสารเหลวสีดำจนทำให้ร่างกายเขาเริ่มกลายสภาพเป็นมนุษย์ต่างดาว การเอาตัวรอดจากการเป็นร่างทดลองและหาวิธีกลับไปเป็นมนุษย์เหมือนเดิมให้ได้จึงเริ่มขึ้น บทสรุปที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ให้ก็คือ ความเป็นจริงในวันนี้ที่ตอกย้ำว่า บางปัญหาก็ยังคาราคาซังหาทางแก้ไม่ได้ ได้แต่ปล่อยไว้ให้ยืดเยื้อเป็นปัญหาเรื้อรัง เพราะว่าทุกคนมัวแต่คิดว่ามันไม่ใช่ "เรื่องของเรา" แต่มันเป็นปัญหาของผู้มี "อิทธิพล" และ "เงิน" ต่างหาก ปัญหาเหล่านั้นจึงยังคงมีอยู่ถึงทุกวันนี้

2. V for vendetta (ปี 2005) กำกับภาพยนตร์โดย เจมส์ แมคเทียค


 

เรื่องย่อ - มาจากหนังสือการ์ตูนชื่อเรื่องเดียวกัน โดย อลัน มัวร์และเดวิด ลอยด์ ภาพยนตร์ดังกล่าวมีฉากท้องเรื่องในกรุงลอนดอน ซึ่งเป็นสังคมดิสโทเปียในอนาคตอันใกล้ ฮิวโก วีฟวิง แสดงเป็นวี นักสู้เพื่อเสรีภาพผู้กล้าหาญและมีบารมี ผู้พยายามจุดชนวนการปฏิวัติต่อระบอบฟาสซิสต์อันโหดร้าย นำโดย อดัม ซุทเลอร์ ซึ่งกดขี่ประเทศ นาตาลี พอร์ตแมน แสดงเป็น อีวี เด็กหญิงชนชั้นกรรมกร ซึ่งทราบภารกิจของวี และสตีเฟน รี แสดงเป็นนักสืบผู้นำการค้นหาอย่างเต็มที่เพื่อหยุดวี กลุ่มการเมืองหลายกลุ่มมองภาพยนตร์ดังกล่าว ว่าเป็นอุปมานิทัศน์ของการกดขี่โดยรัฐบาล นักอิสรนิยมและนักอนาธิปไตยได้ใช้สนับสนุนความเชื่อของตน

3. Les Misérables  (ปี 2012) กำกับภาพยนตร์ โดยทอม ฮูเปอร์


เรื่องย่อ - เป็นเรื่องราวเกิดขึ้นที่ฝรั่งเศส ในศตวรรษที่ 19 เป็นเรื่องราวของ วาลฌอง (ฮิวจ์ แจ็คแมน) หนุ่มใจบุญที่ถูกจับเข้าคุกเพราะขโมยขนมปังเพื่อนำไปจุนเจือครอบครัวของเขา หลังจากถูกจำคุกยาวนานถึง 17 ปี เขาก็ได้รับการปล่อยตัวอีกครั้ง และได้เข้าร่วมกับขบวนการปฏิวัติเพื่อกอบกู้ชื่อเสียงของตนเองคืน ในขณะที่ ชาแวร์ (รัสเซล โครว์) ตำรวจผู้ยึดมั่นในความถูกต้อง ออกตามล่าตัว วาลฌอง เพื่อจับเข้าคุกในฐานะผู้ก่อความวุ่นวายต่อต้านรัฐบาล

ส่วนทาง ฟ็องทีน (แอนน์ แฮทธาเวย์) หญิงสาวอาภัพผู้ยอมทำทุกอย่างแม้แต่การขายตัว เพื่อเลี้ยงลูกสาวตัวน้อยของเธอให้อยู่รอด และได้ฝากลูกน้อยไว้ให้ วาลฌอง ช่วยดูแลต่อ เมื่อเธอจะจากโลกนี้ไป เรื่องราวทั้งหมดสะท้อนให้เห็น ความทุกข์ยากของประชาชนซึ่งไม่ได้รับความเป็นธรรมและความเท่าเทียมในสังคม และสะท้อนให้เห็นความดีงามในจิตใจของมนุษย์ไปพร้อมๆ กันด้วย

4. The Lady  (ปี2011) กำกับภาพยนตร์โดย ลุค เบซอง


ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้จัดฉายรอบปฐมทัศน์ครั้งแรกในโลก เมื่อวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2554 ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องราวพิเศษสุดเกี่ยวกับออง ซาน ซูจี และสามีของเธอ ไม เคิล อาริส นอกจากนั้นแล้ว นี่ยังเป็นเรื่องราวการต่อสู้อย่างสงบของออง ซาน ซูจี ผู้เป็นศูนย์กลางการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยของพม่าอีกด้วย แม้ว่าจะถูกขวางกั้นด้วยระยะทาง การพรากจากกันเนิ่นนาน และการกดขี่ที่ทารุณ ความรักของทั้งคู่ก็ยังคงทอแสงเรืองรอง

กระทั่งท้ายที่สุด เรื่องราวของความทุ่มเทและความเข้าใจของมนุษย์ ท่ามกลางฉากหลังของความวุ่นวายทางการเมือง ที่ยังคงคุกรุ่นอยู่ในปัจจุบันนี้ ภาพยนตร์เรื่องนี้เขียนบทโดย รีเบ็กก้า เฟรย์น ตลอดระยะเวลาสามปีที่ผ่านมา การได้สัมภาษณ์บุคคลสำคัญในกลุ่มผู้อยู่แวดล้อม ออง ซาน ซูจี ทำให้เธอสามารถเขียนเรื่องราวที่แท้จริงของวีรสตรีชาวพม่าคนนี้ ออกมาได้เป็นครั้งแรก

5. World War Z กำกับภาพยนตร์โดย มาร์ค ฟอร์สเตอร์


จากนิยายอันโด่งดังของแม็กซ์ บรู๊คส์ ถูกนำมาสร้างเป็นอภิมหาภาพยนตร์แอ็กชั่นทริลเลอร์สุดตื่นเต้น ออกฉายเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2556 ผลงานของซุปเปอร์สตาร์หนุ่ม แบรด พิตต์ กับมหาสงครามล้างโลก อำนวยการสร้างโดย แบรด พิตต์, ดีดี้ การ์ดเนอร์, เจเรมี ไคลเนอร์, เอียน ไบรซ์ และกำกับโดย มาร์ค ฟอร์สเตอร์

ภาพยนตร์ดังกล่าว ได้พูดถึงช่วงขณะที่โลกต้องเผชิญภาวะสุดวิกฤติ เจอร์รี เลน (พิตต์) เจ้าหน้าที่สหประชาชาติ กลับต้องละทิ้งครอบครัว เพื่อออกเดินทางทั่วโลกแข่งกับเวลา เพื่อศึกษาเหตุการณ์และหาหนทางในการหยุดยั้งโรคระบาดที่กำลังกวาดล้างกองทัพ และรัฐบาลประเทศต่างๆ ก่อนที่จะลุกลามไปทั่วทุกมุมโลก เขาต้องผ่านช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว เศร้าเสียใจ และทุกข์ระทม แต่ยังมีอีกด้านที่เปี่ยมไปด้วยศรัทธา และความเชื่อมั่น เพื่อต่อสู้กับสงครามซึ่งเป็นมหันตภัยคุกคามต่อมวลมนุษยชาติ ที่สร้างความตระหนกและน่าสะพรึงกลัวกว่าครั้งใดๆ ในโลก

 

6. คานธี (ปี 1982) กำกับภาพยนตร์โดย ริชาร์ด แอทเทนโบโรห์


 

เป็นภาพยนตร์ชีวประวัติ สร้างขึ้นจากเรื่องจริงของ มหาตมะ คานธี นักการเมืองชาวอินเดีย ผู้เคลื่อนไหวเพื่อปลดปล่อยอินเดีย จากการเป็นเมืองขึ้นของสหราชอาณาจักร และได้ชื่อว่าเป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งของอินเดีย ออกฉายใน ค.ศ. 1982 และได้ชนะเลิศรางวัลออสการ์ ถึง 8 รางวัล

ในเหตุการณ์จริง อังกฤษเข้าครอบครองอินเดียใน ค.ศ. 1858 และตั้งชื่ออาณานิคมใหม่นี้ว่า บริติชราช คานธี เกิดในบริติชราช ค.ศ. 1869 และได้มองเห็นและได้สัมผัสความไม่ยุติธรรม ที่ชนผิวดำและชาวรากหญ้าถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม ต่อมาจึงได้ประท้วง โดยใช้วิธีแบบสันติ อหิงสา เพื่อปลดปล่อยอินเดียให้เป็นเอกราช ทุกครั้งที่ประท้วง มักมีประชาชนอินเดียเข้าร่วมนับแสน ถึงหลายล้านคน ความเดือดร้อนจากการประท้วงของคานธีมีน้อยมาก มีประชาชนเพียงไม่กี่ร้อยคนที่ประท้วงแบบไม่สันติ แต่รัฐบาลอังกฤษพยายามรักษาอำนาจ (อันได้มาจากการรุกราน) จึงหาทางจับกุมตัวคานธีในทุกวิถีทาง และพยายามทำลายภาพลักษณ์ของคานธี ยิ่งรัฐบาลพยายามดำเนินการดังกล่าวมากเท่าไร ยิ่งจะทำให้เหตุการณ์บานปลายขึ้นเท่านั้น นอกจากสังคมโลกจะไม่เชื่อรัฐบาลแล้ว หลายครั้งหลายหนที่คานธีถูกจับกุม ก็มีประชาชนที่เคียดแค้นลุกฮือจนเกิดเหตุจลาจลระดับประเทศ

วันหนึ่ง นายพล Dyer ของฝ่ายอังกฤษ ไม่พอใจ จึงสั่งให้ยิงกราดเข้าไปในกลุ่มประชาชนในที่สาธารณะ จนมีผู้เสียชีวิต ทำให้รัฐบาลเสื่อมเสียเกียรติยศขึ้นไปอีก และถูกโลกประณามอย่างรุนแรง จนในที่สุด หลังจากคานธีต่อสู้เพื่ออินเดียยาวนานกว่า 40 ปี รัฐบาลออกประกาศใน ค.ศ. 1945 ว่าจะให้เอกราชอินเดียทันทีที่ชาวอินเดียหารัฐบาลของตนได้ แต่ทว่า อินเดียกลับแตกแยกกันเองในการขึ้นมาปกครอง ระหว่างชาวอินเดียที่นับถือศาสนาอิสลาม อินเดียนับถือศาสนาพราหมณ์-ฮินดู แม้คานธีจะพยายามเป็นข้อกลางในการสมานฉันท์ แต่ด้วยความที่คานธีเองนับถือศาสนาพราหมณ์-ฮินดู จึงทำให้เป็นการยาก จนกระทั่งบานปลายเป็นการแบ่งแยกประเทศ โดยปากีสถาน เป็นประเทศของชาวอินเดียที่นับถือศาสนาอิสลาม และอินเดีย เป็นประเทศของผู้ที่นับถือพราหมณ์-ฮินดู ในที่สุดทั้งสองรัฐก็ได้รับเอกราชใน ค.ศ. 1947 โดยสมบูรณ์ ด้วยเหตุนี้ ค.ศ. 1948 คานธี ถูกผู้คลั่งศาสนาลอบสังหาร

ข้อมูลจาก วาริน นิลศิริสุข นักเขียนและนักวิจารณ์นิตยสาร Starpics

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้