วันอาทิตย์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ใช้ตร.20,000นาย รับมือจลาจลชัตดาวน์

‘นายกฯ’ถกกอ.รมน.ขอทหาร20กองร้อยรณรงค์ให้เปิดไฟรถต้าน‘เทือก’ปิดกทม.ศอ.รส.ผวามือ3ป่วน

“ยิ่งลักษณ์” ถก กอ.รมน.รับมือปฏิบัติการชัตดาวน์ กทม. เตรียมกำลังทหาร 20 กองร้อย ตำรวจ 20,000 นาย รับมือชุมนุมใหญ่ 13 ม.ค. ยันไม่งัด พ.ร.ก.ฉุกเฉินควบคุมสถานการณ์ “ประยุทธ์” หวั่นจุดชนวนรุนแรงย้อนรอยปี 53 เพื่อไทยถล่ม “สุเทพ” ปิดกรุง ปล้นประชาธิปไตย จับมือ ส.ว.ปลุกคน กทม.โชว์สัญลักษณ์ผูกผ้าสีขาวหน้าบ้าน-เปิดไฟหน้ารถต้าน ด้าน นปช.จัดเดินขบวนใหญ่ทั่วประเทศ เรียกร้องประชาธิปไตย ยันไม่ยกพลเข้ากรุง เลี่ยงเผชิญหน้า “ขวัญชัย” ตั้งค่าหัว “เทพเทือก” 5 แสนบาท ผบ.ตร.เสียงอ่อยขอโทษหากตำรวจทำรุนแรงเกินเหตุ ศอ.รส. ปูดมือที่สามจ้องผสมโรงก่อเหตุรุนแรง สั่งกางแผนรับมือจลาจล

หลังจากนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการกปปส.ประกาศนัดชุมนุมใหญ่ปิดถนนสายสำคัญทุกแห่งใน กทม.และตัดน้ำ ตัดไฟ บ้านนายกรัฐมนตรี และ ครม. ตลอดจนสถานที่ราชการ ในวันที่ 13 ม.ค. ทำให้หลายหน่วยงานทั้ง กอ.รมน. และ ศอ.รส.ต้องประชุมเร่งด่วนเพื่อเตรียมแผนรับมือปฏิบัติการชัตดาวน์ กทม.ในวันดังกล่าว โดยเตรียมกำลังทหาร 20 กองร้อย และตำรวจ 2 หมื่นนายช่วยควบคุมสถานการณ์

“ปู” ส่งสารปีใหม่ขอบคุณ กอ.รมน.

เมื่อวันที่ 3 ม.ค. เวลา 07.30 น. ที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) สวนรื่นฤดี พล.อ.อักษรา เกิดผล เสนาธิการทหารบก ในฐานะเลขาธิการ กอ.รมน.เป็นตัวแทน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. นำสารอวยพรปีใหม่ประจำปี 2557 ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ในฐานะ ผอ.รมน. มามอบให้กำลังพลของ กอ.รมน.ใจความว่า กอ.รมน.มีภารกิจเป็นศูนย์ประสานงานการต่อต้านภัยคุกคามที่ขัดต่อผลประโยชน์ของชาติในรูปแบบต่างๆ ในนาม ผอ.รมน.ขอขอบคุณทุกคน และหวังว่าจะร่วมกันทำงานเพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์ คือ กอ.รมน.เป็นหน่วยงานหลักในการบูรณาการแก้ไขปัญหาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เพื่อความมั่นคงของรัฐและความสงบสุขของประชาชน

ถกชุดใหญ่รับมือม็อบปิด กทม.

ต่อมาเวลา 14.00 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) เร่งด่วนวาระพิเศษ เพื่อร่วมมือกันและแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงภายในประเทศ มีนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกฯ และ รมว.ต่างประเทศ ในฐานะกำกับดูแล ศอ.รส. พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รองนายกฯ นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.มหาดไทย นายชัยเกษม นิติสิริ รมว.ยุติธรรม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. พล.อ.นิพันธ์ ทองเล็ก ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.อักษรา เกิดผล เสธ.ทบ. พล.ต.อ.อดุลย์ แสง–สิงแก้ว ผบ.ตร. นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พล.ท.ภราดร พัฒนถา–บุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และผู้อำนวยการสำนักข่าวกรอง ขณะที่ ผบ.ทร. ผบ.ทอ. และ ผบ.สส.ส่งตัวแทนเข้าร่วมการประชุม

วางทหาร 20 กองร้อยช่วยคุมม็อบ

ภายหลังการประชุม พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวว่า ที่ประชุมได้พูดคุยเรื่องการใช้กำลังเจ้าหน้าที่ดูแลผู้ชุมนุม โดยให้ตำรวจและทหารไปวางแผนและปฏิบัติงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด พร้อมมอบให้ พล.อ.อักษรา เกิดผล เสนาธิการทหารบก และ พล.ต.ท.อำนาจ อันอาตม์งาม ผช.ผบ.ตร. ไปหารือร่วมกัน ทั้งนี้ ที่ประชุมยืนยันตรงกันว่า ยังไม่มีการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ยังยืนยันจะใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงต่อไป ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจจะร้องขอกำลังจากทหารก็ให้ไปตกลงพูดคุยกัน โดยขอผ่านกระทรวงกลาโหม ขณะนี้มีการสนับสนุนจากเจ้าหน้าที่ทหาร 20 กองร้อย เจ้าหน้าที่ตำรวจ 20,000 นาย

สั่งตำรวจ–ทหารวางแผนร่วมกัน

เมื่อถามว่า หากมีการยกระดับกฎหมายพิเศษ ออก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จะให้ใครเป็น ผอ.ศูนย์อำนวยการสถานการณ์ฉุกเฉิน (ผอ.ศอฉ.) พล.ท.ภราดรตอบว่า ที่ประชุมยังไม่ได้พูดถึงตรงนั้น แต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ได้ยกตัวอย่างปี 53 พร้อมชี้แจงรายละเอียดที่เคยปฏิบัติมาในอดีต แต่บทสรุปคือ ยังไม่ยกระดับกฎหมาย ทั้งนี้ที่ประชุมเป็นห่วงสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น จึงสั่งการให้ทุกส่วนติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากมีช่องทางใดพูดคุยกับผู้ชุมนุมได้ต้องช่วยกัน เพราะแนวทางเจ้าหน้าที่ยังยึดแนวทางสันติวิธีเป็นหลัก รูปแบบการใช้กำลังจะเป็นไปตามขั้นตอนหลักสากล จะหลีกเลี่ยงการใช้กำลังให้มากที่สุด ส่วนพื้นที่สำคัญที่จะใช้กำลังทหารและตำรวจดูแลร่วมกัน ให้ทั้งสองฝ่ายไปประเมินสถานการณ์ร่วมกัน โดยใช้ข้อมูลจากหน่วยข่าวเป็นหลัก

มั่นใจไม่มีเหตุปะทะ นปช.

เมื่อถามว่า หากวันที่ 13 ม.ค. เกิดเหตุรุนแรงจะไม่ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ใช่หรือไม่ พล.ท.ภราดร ตอบว่า  เชื่อมั่นว่าสถานการณ์ยังไม่ถึงจุดนั้น  เพราะเรามีการระวัง ป้องกัน โดยการพูดคุยสร้างความเข้าใจกับประชาชนไม่นำไปสู่ความรุนแรง อย่างไรก็ตามหากเกิดเหตุที่มีผลกระทบต่อความมั่นคง เรียกว่าเกิดข้อจำกัด ลามไปถึงการก่อการร้าย การประทุษร้ายต่อชีวิตทรัพย์สิน จึงจะยกระดับเป็น พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

พล.ท.ภราดรกล่าวว่า ส่วนการเตรียมรับมือการตัดน้ำ-ตัดไฟในสถานที่ราชการนั้น ได้ประสานไปยังสหภาพรัฐวิสาหกิจ การไฟฟ้า และการประปา และมอบให้ผู้ว่าการทั้ง 2 องค์กรไปทำความเข้าใจกับกลุ่มสหภาพแล้ว ส่วนกรณีที่ นปช.จะออกมาชุมนุมในวันที่ 13 ม.ค.จะไม่มีการจัดให้เผชิญหน้า และไม่เข้ามาชุมนุมใน กทม. นนทบุรี สมุทรปราการ ปทุมธานี จะไม่มีการเผชิญหน้ากันอย่างแน่นอน

ผบ.ทบ.แย้งใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในที่ประชุมนายกรัฐมนตรีได้แสดงความเป็นห่วงการชุมนุมของกลุ่ม กปปส. ที่ประกาศยกระดับ ในวันที่ 13 ม.ค.นี้ โดยเฉพาะการปิดถนนเส้นทางหลัก 20 สาย จึงอยากให้กองทัพจัดกำลังเข้าไปสนับสนุนภารกิจของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพราะกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจมีไม่มีพอต่อการดูแลความปลอดภัย โดยนายกรัฐมนตรีมอบให้เสนาธิการทหารบก และ ผช.ผบ.ตร.ไปจัดทำแผนการปฏิบัติการให้เสร็จภายใน 1-2 วัน ทั้งนี้ ผบ.ตร.และเลขาธิการสมช.ได้ชี้แจงถึงการเสนอให้ประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เพราะเกรงว่าสถานการณ์จะบานปลาย มีมือที่สามมาสร้างสถานการณ์เหมือนเหตุการณ์ที่สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.แย้งว่า สถานการณ์ชุมนุมยังไม่น่าจะพัฒนาให้เกิดความรุนแรงในช่วงนี้ และเห็นว่า พ.ร.บ.ความมั่นคงที่บังคับใช้อยู่น่าจะเพียงพอต่อการดูแล ซึ่งกองทัพพร้อมสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่อยู่แล้ว หากทางตำรวจร้องขอมา เพราะหากประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จะซ้ำเติมสถานการณ์ให้เกิดความรุนแรงยิ่งขึ้น เหมือนเหตุการณ์ชุมนุมปี 53

มท.1 ตั้งวอร์รูมรับมือปิดกรุง

นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการกปปส.ประกาศจะปิดกรุงเทพฯว่า ขอให้นายสุเทพคิดให้ดี เพราะมีคน กทม.จำนวนมากไม่เห็นด้วย ได้รณรงค์ผ่านเว็บไซต์ให้ผู้ไม่เห็นด้วยเปิดไฟหน้ารถ รวมถึงไม่เห็นด้วยที่จะตัดน้ำตัดไฟบ้านนายกรัฐมนตรีและ ครม. ซึ่งเมื่อวันที่ 2 ม.ค.ที่ผ่านมาได้หารือกับนายวิบูลย์ สงวนพงศ์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย และผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การประปานครหลวง การประปาส่วนภูมิภาค ได้ยืนยันแล้วว่า จะไม่มีการตัดน้ำตัดไฟ จะไม่เกิดเหตุการณ์ตามที่ กปปส.ขู่ไว้ ทุกหน่วยงานรับปากกับนายกฯและ รมว.กลาโหม พร้อมกันนี้จะจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเพื่อรองรับสถานการณ์ดังกล่าวด้วย เชื่อว่าไม่น่าจะมีเหตุการณ์เผชิญหน้าระหว่างกลุ่มที่เห็นไม่ตรงกัน ยังมีอีกหลายวิธีที่ไม่ต้องเผชิญหน้า การเปิดไฟหน้ารถเป็นสิ่งที่รัฐบาลสนับสนุน เพราะเป็นวิธีที่ดีในการแสดงความคิดเห็น แต่ไม่ใช่การรณรงค์ให้มาเผชิญหน้ากัน

“เหลิม” ขู่ระวัง ตร.เกียร์ว่างทั้ง ปท.

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.แรงงาน กล่าวว่า กปปส.เป็นองค์กรเถื่อน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.เป็นใครถึงจะมาปิดกรุงเทพฯ ขอให้ชาวกรุงเทพฯ อย่าไปคล้อยตามนายสุเทพ และพรรคประชาธิปัตย์ เพราะกำลังสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจให้ประเทศ ถ้าอยากปิดให้ไปปิดบ้านนายสุเทพเองที่ปริมณฑลหรือที่สุราษฎร์ธานี อยากบอกผู้ชุมนุมว่า อย่ามองตำรวจเป็นศัตรู ไม่มีตำรวจที่ไหนที่คิดร้ายกับประชาชน ถ้าตำรวจคิดร้ายประเทศไทยอยู่ไม่ได้ ใครจะดูแลประชาชน อย่าใช้หนังสติ๊ก หรือลูกนอตยิงตำรวจ หากวันหนึ่งตำรวจเกียร์ว่างทั้งประเทศ จะอยู่กันลำบากเพราะมิจฉาชีพมีมาก ไม่ได้ขู่แต่พูดบนพื้นฐานของความเป็นจริง

ส่ง “ธวัช” ถกม็อบจัดงานวันเด็ก

นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการจัดงานวันเด็กที่ทำเนียบรัฐบาลวันที่ 11 ม.ค.ว่า รัฐบาลมอบให้ พล.ต.ต.ธวัช บุญเฟื่อง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และ น.ส.เรณู ตังคจิ– วางกูล รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ไปเจรจาแกนนำผู้ชุมนุมรอบทำเนียบรัฐบาล เพื่อขอเปิดการจราจร และพื้นที่รอบทำเนียบฯ รวมถึงตรวจสอบความปลอดภัย จัดเตรียมพื้นที่จัดงานวันเด็ก เชื่อว่าเด็กๆรวมถึงผู้ปกครองต้องการเข้าไปนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี จึงขอร้องให้ผู้ชุมนุมอย่าใช้วันดังกล่าวเป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อไม่ให้เกิดประเด็นทางการเมือง นายกฯจะไม่เดินทางเข้าไปยังทำเนียบฯในวันเด็ก ส่วนหน่วยงานราชการอื่นยังจัดกิจกรรมวันเด็กตามปกติ

ติง กปปส.หยุดปลุกระดมป้ายสี ตร.

ที่พรรคเพื่อไทย ร.ท.หญิง สุณิสา เลิศภควัต ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย แถลงว่าขอให้แกนนำ กปปส.ยุติการปลุกระดมให้ประชาชนเข้าใจผิดกรณีชายชุดดำ และเปิดใจรับฟังคำชี้แจงของตำรวจ แม้ ผบ.ตร.จะยอมรับมีตำรวจอยู่บนตึกกระทรวงแรงงานจริง แต่ไม่ได้หมายความว่าตำรวจมีเจตนาทำร้ายประชาชน การเผยแพร่คลิปเจ้าหน้าที่เคลียร์รถยนต์บริเวณสนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น รถคันดังกล่าวเป็นรถปิกอัพส่วนบุคคลไม่ใช่รถพยาบาลที่มีตรากาชาด ตำรวจจึงไม่รู้ว่ามีใครอยู่ในรถ ขอให้หยุดปลุกระดมว่าตำรวจต้องการทำลายผู้ชุมนุมได้แล้ว

ท้าทำโพลชัตดาวน์กรุงเทพฯ

นายสุนัย จุลพงศธร กรรมการยุทธศาสตร์หาเสียงเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การประกาศปิด กทม.เป็นการสวนกระแสโลก ภาคเอกชนกำลังจับตาดูว่าจะรุนแรงถึงขั้นใด ถ้านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ไม่เกี่ยวข้องกับกปปส.จริง ขอให้ประกาศว่าไม่เห็นด้วยกับการปิดกทม. ขอท้าให้นายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ เทือก–สุบรรณ เลขาธิการ กปปส.ทำโพลถามคน กทม.ว่าเห็นด้วยกับการปิด กทม.ของ กปปส.หรือไม่ ส่วนเหตุการณ์ยิงบ้านนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ และนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย แกนนำ กปปส. วันเกิดเหตุการณ์ทั้งสองคนไม่ได้อยู่บ้าน ไม่อยากพูดว่าเป็นการสร้างสถานการณ์ แต่น่าเชื่อว่าต่อไปจะมีเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นอีก เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ กปปส.ที่ต้องการให้เกิดความรุนแรงขึ้น

เชื่อแดงไม่เผชิญหน้า กปปส.

พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และแกนนำเสื้อแดง กล่าวว่า การประกาศเปิดประเทศของกลุ่ม นปช. วันที่ 13 ม.ค.ไม่ทำให้เกิดการเผชิญหน้ากับกลุ่ม กปปส. เพราะคนเสื้อแดงจะจัดกิจกรรมรณรงค์การเลือกตั้งอยู่แต่ในต่างจังหวัดเท่านั้น จะไม่เข้ามาชุมนุมใน กทม.แน่นอน เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า แม้จะมีกลุ่ม กปปส.อยู่ในต่างจังหวัด เป็นเพียงคนส่วนน้อยเท่านั้น เชื่อมั่นว่าจะไม่เกิดเหตุรุนแรงเกิดขึ้น ถ้ามวลชนเสื้อแดงจะเข้า กทม.จะมีเพียงกรณีเดียวคือ การพลิกขั้วรัฐบาลโดยวิธีการไม่ถูกต้อง เช่น การรัฐประหาร

ปลุกคนกรุงร่วมต้านปิด กทม.

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี กปปส.ประกาศปิด กทม. ในวันที่ 13 ม.ค. ขณะที่กลุ่ม นปช.ก็ประกาศชุมนุมเปิดประเทศเช่นกัน จนอาจทำให้เกิดความวุ่นวายว่า ต้องถามคนกรุงเทพฯว่าอยากจะให้ปิดหรือเปิดกรุงเทพฯ ถ้าอยากให้ปิดถนน ก็ไปสนับสนุนม็อบ แต่ถ้าอยากค้าขายตามปกติก็ต้องสนับสนุนคนที่เปิดกรุงเทพฯ การพูดแบบนี้ไม่ได้หมายความว่าตนสนับสนุนเสื้อแดง เพราะไม่ได้เป็นแกนนำคนเสื้อแดง แต่คนที่ไม่ชอบควรออกมาตะโกนดังๆว่า อย่ามาปิดกรุงเทพฯ เพราะการจะไปตัดน้ำตัดไฟบ้านคนอื่นเขานั้นมันสมควรแล้วหรือไม่ที่จะไปทำแบบนั้น

ถล่ม “สุเทพ” ปิดกรุงปล้น ปชต.

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ประกาศลุแก่อำนาจดูถูกคน กทม. และคนไทยทั้งประเทศประกาศชัตดาวน์ กทม. วันที่ 13 ม.ค.เป็นการปิดกรุงเทพฯ ปล้นประชาธิปไตย ปล้นสิทธิเสรีภาพประชาชน ไม่ต่างจากสมัยปี 2499 อันธพาลครองเมือง ขอเรียกร้องพลังบริสุทธิ์จากคนกรุงเทพฯ และคนไทยทั้งประเทศ แสดงสัญลักษณ์ไม่เห็นด้วยกับ กปปส. โดยการผูกผ้าสีขาว ติดสติกเกอร์สีขาว แสดงสัญลักษณ์สีขาวที่หน้าบ้าน และสำนักงานรวมทั้งรณรงค์ผ่านสื่อออนไลน์ว่าร่วมกันปกป้องประชาธิปไตย

“ชัชชาติ” ทำแผนรับมือชัตดาวน์

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมว.คมนาคม กล่าวว่า ได้ประชุมร่วมกับตำรวจและตัวแทนจากกรุงเทพ– มหานคร เพื่อจัดทำแผนรับมือวันที่ 13 ม.ค.เบื้องต้นคาดว่าจัดทำแผนและมาตรการต่างๆแล้วเสร็จ และสามารถเริ่มทดลองดำเนินการ ทดสอบระบบได้ในวันที่ 8 ม.ค. โดยกระทรวงคมนาคม ศูนย์ควบคุมและสั่งการจราจร บก.02 และ กทม. ได้ร่วมจัดตั้งศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการจราจรส่วนกลาง  เพื่อใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับการบริหารจัดการจราจร เบื้องต้นอยากขอความร่วมมือประชาชนให้หันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะแทนการใช้รถยนต์ส่วนตัว เพื่อ ลดผลกระทบปัญหารถติดกลางกรุง และกระทรวงคมนาคมจะเพิ่มมาตรการอำนวยความสะดวกเชื่อมต่อระหว่างขนส่งส่วนบุคคลกับระบบสาธารณะให้มากขึ้น แต่สิ่งที่กังวลมากที่สุดคือปัญหานักท่องเที่ยวที่ลงเครื่องจากสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมือง ต้องใช้บริการแท็กซี่เดินทางเข้าในเมือง หากเกิดเหตุการดังกล่าวขึ้นคาดว่าแท็กซี่จะปฏิเสธไม่รับผู้โดยสารเข้าเมือง ทำให้เกิดปัญหานักท่องเที่ยวติดอยู่ที่สนามบิน จึงสั่งให้บริษัทท่าอากาศยานไทยเตรียมหามาตรการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน

ส.ว.อิสระหนุนเปิดไฟต้านชัตดาวน์

ที่รัฐสภา กลุ่ม ส.ว.อิสระเพื่อแก้วิกฤติชาติ 56 อาทิ นางนฤมล ศิริวัฒน์ ส.ว.อุตรดิตถ์ นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ ส.ว.สรรหา นายสิงห์ชัย ทุ่งทอง ส.ว.อุทัยธานี ร่วมอ่านแถลงการณ์ของกลุ่มดังนี้ 1.ไม่เห็นด้วยและเรียกร้องให้ยุติการปิดกรุงเทพฯ และ หลีกเลี่ยงการกระทำใดๆ อันเป็นการยั่วยุ สร้างความเกลียดชังซึ่งกันและกัน ยุติการใช้ความรุนแรง ฝ่าฝืนกฎหมายใดๆ  2.ขอให้ประชาชนผู้สุจริตใช้วิจารณญาณในการรับฟังข่าวสารต่างๆด้วยความมีสติและเหตุผล 3.ให้ประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับกลุ่ม กปปส.ร่วมแสดงออกอย่างสันติเพื่อปกป้องสิทธิของตนเองด้วยวิธีการต่างๆ เช่น ข้อเสนอของชุมชนชาว กทม.ที่ให้เปิดไฟหน้ารถ 4.ขอสนับสนุนสมัชชาปกป้องประชาธิปไตย และนักวิชาการอิสระที่เรียกร้องให้กกต.ทำหน้าที่เคร่งครัด 5.ขอเรียกร้องสื่อมวลชน ยืนหยัดในอุดมการณ์ ไม่เกรงกลัวคำขู่ของกลุ่มที่ใช้อำนาจโดยไม่มีกฎหมายรองรับ 6.ขอให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ตำรวจและขอให้ทหารออกมาช่วยดูแลประเทศในภาวะสุ่มเสี่ยง และ 7.ขอเรียกร้องให้กลุ่มนปช.ระงับการเคลื่อนไหวที่อาจทำให้สถานการณ์เลวร้ายยิ่งขึ้น และขอให้คู่ขัดแย้งหันหน้าเข้าสู่การเจรจาเวทีเดียวกัน

ด้าน พล.ต.ท.พิชัย สุนทรสัจบูลย์ ส.ว.อุดรธานี ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการตำรวจ วุฒิสภา กล่าวเพิ่มเติมว่า เจ้าหน้าที่รัฐควรเร่งดำเนินการจับแกนนำ กปปส.ที่มีหมายจับด้วย

ปชป.บี้เปลี่ยนชุดสอบชายชุดดำ

นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. ยอมรับว่าชายชุดดำที่อยู่บนหลังคากระทรวงแรงงาน และตำรวจที่ทุบรถอาสาพยาบาลเป็นตำรวจจริงว่า ขอบคุณ ผบ.ตร.ที่กล้าพูดความจริง ยึดความถูกต้อง แต่เรื่องนี้ต้องมีผู้รับผิดชอบคือ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.แรงงาน พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผบช.น.และ พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย โฆษก ศอ.รส. เพราะ 4 คนนี้ ด่วนปฏิเสธทันทีว่าไม่ใช่ตำรวจ แต่เป็นผู้ชุมนุมยิงใส่ตำรวจ ต่อมาพลิกลิ้นว่าเป็นตำรวจจริงแต่ไม่ได้ยิง มีเพียงกระสุนยางและแก๊สน้ำตา วิถีกระสุนไม่สามารถ ยิงใส่ผู้ชุมนุมและตำรวจที่เสียชีวิตได้  ความน่าเชื่อถือของตำรวจลดต่ำลงอย่างน่าใจหาย พล.ต.อ.อดุลย์ต้องเปลี่ยนผู้รับผิดชอบในการค้นหาความจริง ส่วนที่ พล.ต.อ.วรพงษ์แถลงว่า พบพาสปอร์ตและเงินของกัมพูชาอ้างว่าเป็นของตำรวจนายหนึ่ง ถือเป็นเรื่องใหญ่มีทหารกัมพูชาแทรกเข้ามาทำร้ายตำรวจและประชาชนหรือไม่ ผบ.ตร.ต้องให้คำตอบสังคม

เค้นหาคนออกคำสั่งซ้อน ผบ.ตร.

น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ขอเรียกร้องให้ ผบ.ตร.จัดการกับผู้ใต้บังคับบัญชาที่แถลงข่าวโกหกใส่ร้ายประชาชน และกรณีที่มีคนออกคำสั่งซ้อน ผบ.ตร.ต้องคลี่คลายให้เกิดความกระจ่างว่าเป็นใคร ขอให้ ผบ.ตร.ฟื้นวิกฤติศรัทธาองค์กรด้วยการเปิดเผยคำสั่งแผนปฏิบัติการให้สังคมรับรู้ รวมถึงคลิปที่ฝ่ายความมั่นคงถ่ายทำไว้ ที่ทำให้ ผบ.ตร.จำเป็นต้องยอมรับว่าเป็นตำรวจจริง โดยขอให้ตั้งกรรมการสอบวินัยโดยเร็วที่สุด คู่ขนานกับการตั้งคณะกรรมการอิสระด้วยความร่วมมือของคณะกรรมการสิทธิฯ นิติวิทยาศาสตร์ของคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ตรวจสอบการเสียชีวิตที่หน้าสนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น เพื่อความโปร่งใส

นปช.นัดเดินขบวนต้าน กปปส.

ที่ศูนย์การค้าอิมพีเรียลลาดพร้าว นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช.กล่าวถึงการชุมนุมเปิดประเทศของกลุ่ม นปช.ในวันที่ 13 ม.ค.ว่า ในวันดังกล่าว  นปช.นัดคนไทยชุมนุมเคลื่อนไหวพร้อมกันทั่วประเทศ ในหัวข้อ “เปิดประเทศ เปิดตัวเจ้าของอำนาจอธิปไตย เปิดประตูสู่การเลือกตั้ง” การเคลื่อนไหวนี้จะเว้นพื้นที่ กทม. นนทบุรี สมุทรปราการ ปทุมธานี และจังหวัดภาคใต้ที่มีความสุ่มเสี่ยง เพื่อลดเงื่อนไขการเผชิญหน้า เหตุที่ต้องชุมนุมเพราะการประกาศปิด กทม.ของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.ถือเป็นการรัฐประหาร จึงเป็นคำถามว่า ท่านจะลุกขึ้นต่อสู้หรือก้มหน้าให้นายสุเทพมาปล้นตามอำเภอใจ ขอเชิญชวนประชาชนทั่วประเทศออกมาต้านรัฐ– ประหารด้วยกัน จุดหมายคือสถานที่สำคัญในแต่ละจังหวัด จะเดินขบวนต้านรัฐประหารเดินหน้าสู่การเลือกตั้งไปตามถนนสายหลักแต่ละจังหวัดพร้อมกันในเวลา 09.00 น. วันที่ 13 ม.ค. นี่ไม่ใช่การต่อสู้ของคนเสื้อแดง ดังนั้น การเดินขบวนไม่ต้องใส่เสื้อแดง ส่วนช่วงเย็นจะตั้งเวทีปราศรัยใหญ่ 3 ภูมิภาค คือ ภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคกลาง จะเชิญนักวิชาการ ผู้มีชื่อเสียงสาขาต่างๆ นักการเมืองมาขึ้นเวที มีสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมอย่างน้อย 6 ช่อง รายงานสด เมื่อเดินเสร็จจะกลับบ้านติดตามสถานการณ์ แม้มีคนมาร่วมเดินมากแค่ไหน จะไม่ยกพลเข้ากทม.เด็ดขาด

ขู่พร้อมยกระดับการชุมนุม

นายณัฐวุฒิกล่าวว่า ถ้านายสุเทพยังเหิมเกริม เราจะประกาศยกระดับการต่อสู้ต่อเนื่อง จนกว่าถึงวันเลือกตั้ง 2 ก.พ. จะเดินด้วยความยิ้มแย้ม ทางอีสานมีหมอลำ จ.เลย มีผีตาโขน ภาคกลางอาจมีเพลงอีแซว เพลงเกี่ยวข้าว เพลงกลองยาว การชุมนุมครั้งนี้มีเจตนาชัดว่าไม่เผชิญหน้า แต่อาจมีคนในที่มืดผลักทหารออกมายึดอำนาจ ดังนั้น ถ้ามีการรัฐประหาร เราก็พร้อมประกาศการต่อสู้ทันที ท่านจะพบกับยุทธการดอกไม้บานกลางกรุงและต่างจังหวัด จะไม่มีแกนนำคนใดขึ้นเวทีประกาศยุติการต่อสู้เด็ดขาด ส่วนคน กทม.ที่อยากร่วมกิจกรรม ขอให้ไปที่จังหวัดใกล้เคียง ระหว่างนี้  นปช.จะทำหนังสือถึงสถานทูตทุกประเทศ เพื่อแจ้งวัตถุประสงค์ของการเคลื่อนไหว และแจ้งถึงคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน คณะกรรมการการเลือกตั้งทั่วโลก ยกเว้นประเทศไทย เพื่อบอกว่าคนไทยต้องการการเลือกตั้ง

นปช.–กปปส.โคราชแข่งรวมพล

ด้านนายอนุวัฒน์ ทินราช ประธาน นปช.ภาคอีสาน และประธานกลุ่มคนเสื้อแดงโคราช กล่าวถึงการเคลื่อนไหวชุมนุมของคนเสื้อแดง จ.นครราชสีมาว่า คนเสื้อแดง 32 อำเภอของ จ.นครราชสีมา จะเปิดเวทีคู่ขนานพร้อมกันทั่วประเทศ โดยใช้สวนภูมิรักษ์ถนนรอบเมืองด้านข้างวัดพายับ เพื่อเคลื่อนไหวไม่เห็นด้วยกับการปิดประเทศของนายสุเทพ

ขณะที่นายทวิสันต์ โลณานุรักษ์ แกนนำ กปปส.นครราชสีมา กล่าวว่า กปปส. โคราชได้ระดมพลพร้อมแล้ว โดยไม่ไปแค่จังหวัดเดียว แต่จะร่วมกับ 20 จังหวัดภาคอีสานไปร่วมกันปิดประเทศที่ กทม.

ตร.ภ.2 ตบเท้าป้องศักดิ์ศรีสีกากี

ที่สนาม ศฝร.ภ.2 จ.ชลบุรี พล.ต.ท.กวี สุภานันท์ ผบช.ภ.2 นำเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดกองร้อยควบคุมฝูงชน (คฝ.) 8 จังหวัด 9 กองร้อย จำนวน 1,490 นาย มาแสดงพลังปกป้องศักดิ์ศรีเจ้าหน้าที่ตำรวจที่โดนกดดันจากกลุ่มผู้ชุมนุมขับไล่รัฐบาล ทำให้ตำรวจบาดเจ็บและเสียชีวิต โดยมีรอง ผบช.ภ.2 ผบก.ภ.จ.8 จังหวัดและชาวบ้านประมาณ 200 คน นำดอกกุหลาบมาให้กำลังใจแก่ตำรวจ ขณะที่ตำรวจ ภ.4 นำโดย พล.ต.ต.บุญเลิศ ใจประดิษฐ์ รอง ผบก.ภ.4 นำข้าราชการตำรวจในสังกัดเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีตำรวจและกล่าวไว้อาลัยให้ตำรวจที่เสียชีวิตในเหตุปะทะกลุ่มผู้ชุมนุม บริเวณลานอนุสาวรีย์จ่าดำ อนุสรณ์แห่งความเสียสละ บก.อก.ภ.4

“ขวัญชัย” ตั้งค่าหัว “สุเทพ” 5 แสน

ที่สถานีวิทยุชุมชนคนรักอุดร อ.เมืองอุดรธานี นายขวัญชัย สาราคำ ประธานชมรมคนรักอุดร ได้จัดรายการเกาะติดสถานการณ์ เชิญชวนสมาชิกชมรมคนรักอุดรและประชาชนทั่วไป ร่วมบริจาคเงินคนละ 1 บาทให้ได้จำนวน 5 แสนบาทเพื่อลงขันตั้งค่าหัวนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ตามที่ได้กำหนด โดยนายขวัญชัยเปิดเผยภายหลังว่า ชมรมคนรักอุดรจะตั้งเวทีต่อต้านกบฏสุเทพ วันที่ 11 ม.ค. และจะรณรงค์ให้สมาชิกและประชาชนร่วมบริจาคเงินสมทบการจับกุมนายสุเทพ ตามหมายจับข้อหากบฏแผ่นดินมีโทษถึงประหาร 7 ชั่วโคตร มั่นใจจะได้ครบ 5 แสนบาทอย่างแน่นอน ส่วนในวันที่ 13 ม.ค.จะไม่นำมวลชนเข้ากรุงเทพฯเพราะสถานการณ์อย่างนี้ไม่ควรจะเข้าไป

ตร.เลยรวมพลังแสดงจุดยืน

วันเดียวกัน ที่ จ.เลย พล.ต.ต.ศักดา วงศ์ศิริยานนท์ ผบก.ภ.จ.เลย เป็นประธานนำตัวแทนตำรวจทั้ง 14 อำเภอ กว่า 300 นาย ในนามกลุ่มสมัชชาปกป้องศักดิ์ศรีตำรวจ มารวมพลังแสดงบทบาทหน้าที่ของตำรวจ ที่บริเวณหน้าตู้ยามมลิวรรณ ถนนมลิวรรณ ต.กุดป่อง อ.เมืองเลย โดย พล.ต.ต.ศักดา อ่านแถลงการณ์ว่า ตำรวจภูธรจังหวัดเลยพร้อมใจแสดงจุดยืนปกป้องศักดิ์ศรีตำรวจ พึงดำรงรักษาไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตย อันมีกษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตำรวจมีหน้าที่รับใช้ประชาชน แต่ก็ควรมีสิทธิปกป้องชีวิตของตัวเองโดยถูกต้องตามกฎหมาย ผู้ที่ทำร้ายเจ้าหน้าที่ที่รักษาความสงบเรียบร้อยต้องได้รับการลงโทษโดยเร็ว จากนั้นได้ร่วมกันไว้อาลัยให้กับตำรวจที่ถูกยิงเสียชีวิต

ผบ.ตร.แจงปมทุบรถพยาบาล

เมื่อเวลา 11.30 น. พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร.ในฐานะ ผอ.ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา รอง ผบ.ตร. พล.ต.อ.จรัมพร สุระมณี ที่ปรึกษา (สบ 10) ร่วมกันแถลงข่าวผลการตรวจสอบกรณีการปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจกับกลุ่มผู้ชุมนุมขัดขวางการรับสมัครเลือกตั้ง ที่สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง โดย พล.ต.อ.อดุลย์กล่าวว่า กรณีมีภาพบุคคลแต่งกายคล้ายตำรวจอยู่บนตึกสูงของกระทรวงแรงงานนั้น เป็นตำรวจปราบจลาจลที่ขึ้นไปปฏิบัติหน้าที่สังเกตการณ์เพื่อใช้แก๊สยับยั้งการบุกรุกเข้ามาของผู้ชุมนุม แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดดังกล่าวไม่มีอาวุธ ส่วนกรณีภาพบุคคลแต่งกายคล้ายตำรวจปราบจลาจลทุบทำลายรถอาสาพยาบาลนั้น พบว่าเป็นตำรวจจริง แต่มีเหตุผลความจำเป็นของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะสถานการณ์ ขณะนั้นมีความรุนแรง มีกลุ่มผู้ชุมนุมรุกไล่เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปในสนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น จนเจ้าหน้าที่ถอยร่นเข้าไปในแนวป้องกันสุดท้าย แต่ผู้ชุมนุมยังคงรุกเข้าไปอย่างต่อเนื่อง ใช้ปืนยิงเจ้าหน้าที่ ทุบทำลายรถตำรวจจนเสียหาย ทำให้เจ้าหน้าที่ปรับแนวป้องกัน และรุกไล่กลับเพื่อจับกุมผู้ก่อเหตุ ซึ่งเจ้าหน้าที่เห็นว่า มีผู้ชุมนุมกลุ่มหนึ่งหลบเข้าไปในรถคันดังกล่าว จึงเข้าจับกุม แต่กิริยาที่เข้าไปเหมือนทุบรถ การรุกไล่วันนั้นเจ้าหน้าที่ไม่มีอาวุธ มีเพียงโล่ กระบองติดตัวเท่านั้น

กล่าวขอโทษถ้าทำเกินเหตุ

พล.ต.อ.อดุลย์กล่าวว่า ตลอดการชุมนุมที่ผ่านมาตำรวจทุกคนอดทนอดกลั้น ทำหน้าที่เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากลุ่มผู้ชุมนุม เพื่อไม่ให้เป็นเงื่อนไขเหตุรุนแรง การปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจอาจจะเกินเลยไปบ้าง เพราะสถานการณ์บังคับ จำเป็นต้องมีการตอบโต้เพื่อป้องกันชีวิตและรักษาสถานที่ราชการ ขออภัยต่อการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้ปฏิบัติเกินเลยไปบ้าง แต่ยืนยันตำรวจไม่ได้คิดเป็นศัตรูกลุ่มผู้ชุมนุม ขอยืนยันการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย และเป็นไปตามหลักสากลที่ใช้ในการควบคุมฝูงชน

ยัน ตร.ไม่ได้เป็นฝ่ายก่อเรื่อง

พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา รอง ผบ.ตร. กล่าวว่า ได้รับมอบหมายให้ไปรักษาความสงบให้ กกต. ที่อาคารกีฬาเวสน์ ศูนย์เยาวชนไทย-ญี่ปุ่น ซึ่งมีข่าวเตือนว่ามีกลุ่มมวลชนบุกรุกเข้าไป และขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. จึงวางกำลัง 16 กองร้อยต่อเนื่อง 6 ประตู และพื้นที่กระทรวงแรงงานในบริเวณที่สามารถเข้าสู่สนามกีฬาได้ โดยวางกำลังบนตึก 3 ชั้น สูง 12 เมตร ของกระทรวงแรงงาน เพื่อสังเกต– การณ์กลุ่มผู้ชุมนุมได้อย่างชัดเจน เป็นเรื่องที่ถูกต้องตามยุทธวิธี กำลังตำรวจทั้ง 10 นายที่จัดขึ้นไปคอยสังเกตการณ์ และอุปกรณ์พิเศษในการควบคุมฝูงชนมีแก๊สน้ำตาชนิดขว้างและชนิดยิง กระสุนยาง เจ้าหน้าที่ ได้ฝึกฝนการใช้เป็นอย่างดี ส่วนที่ภายหลังการจับสลากหมายเลขเสร็จ แต่ตำรวจไม่ถอนกำลังนั้น เนื่องจาก กกต.เปิดรับสมัครถึงเวลา 16.30 น. จึงคงกำลังไว้คุ้มครอง กกต.จนปิดรับสมัคร นอกจากนี้เจ้าหน้าที่จับกุมผู้ก่อเหตุที่เป็นเยาวชนรับสารภาพว่า ได้ค่าจ้างวันละ 500 บาท พร้อมประทัดยักษ์จำนวนหนึ่งมาสร้างสถานการณ์ ตำรวจไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่มต้น แต่เป็นเพียงผู้รักษาพื้นที่ มีเพียงโล่ กระบอง แก๊สน้ำตา และกระสุนยางเท่านั้น

แถลงวิถีกระสุนยิงตำรวจดับ

พล.ต.อ.จรัมพร สุระมณี ที่ปรึกษา (สบ 10) กล่าวว่า ผู้เสียชีวิต 2 ราย คือ ด.ต.ณรงค์ ปิติสิทธิ์ และ นายวสุ ฉันทบุตร ผู้ชุมนุม กปปส.นั้น จากการสอบปากคำพยานที่เป็นเพื่อนตำรวจที่นั่งอยู่กับ ด.ต.ณรงค์บริเวณต้นไม้หลังถอยร่น ซึ่ง ด.ต.ณรงค์นั่งอยู่ในลักษณะย่อตัวต่ำ ถูกยิงเข้าที่หน้าอกด้านขวา ทิศทางจากหน้าไปหลัง และขวาไปซ้าย เป็นมุมกด 15 องศา น่าจะเป็นการยิงมาจากบริเวณประตู 3 ซึ่งบริเวณนอกรั้วตรวจพบหัวกระสุนขนาด.32 เป็นขนาดเดียวกับที่พบบนศพ ด.ต.ณรงค์ และรอยกระสุนปืนบริเวณเสารั้วได้ใช้น้ำยาเคมีทดสอบปรากฏว่าเป็นรอยที่เกิดจากตะกั่ว มีทิศทางจากด้านนอกสู่ด้านใน สอดรับกับวิถีกระสุนและมีทิศทางมุ่งไปที่ ด.ต.ณรงค์นั่งอยู่

ป้อง ตร.บนตึกสูงไม่ได้ยิงม็อบ

พล.ต.อ.จรัมพรกล่าวว่า ส่วนกรณีนายวสุฉันทบุตร นั้น ถูกยิงเวลา 12.58 น. ที่หน้าอาคารสูง 12 ชั้น ยังไม่เสียชีวิตทันที แต่มาพักหลบพิงที่บริเวณเสา จากการชันสูตรศพนายวสุพบว่า ถูกยิงเข้าบริเวณลิ้นปี่ทะลุด้านหลังเป็นแนวขนาน และจากการกระจายกำลังปูพรมตรวจหาได้หัวกระสุน 1 หัว ขนาด 9 มม. สอดรับกับขนาดบาดแผลบนร่างของนายวสุ แต่ยืนยันไม่ได้ว่าเป็นหัวกระสุนที่เจาะทะลุร่างนายวสุหรือไม่ ได้ส่งตรวจพิสูจน์ DNA ที่ติดอยู่กับหัวกระสุนแล้วจะตรงกับนายวสุหรือไม่ ขอยืนยันว่าเจ้าหน้าที่บนตึกสูง 12 ชั้น ภายในกระทรวงแรงงาน ไม่สามารถยิงมายังจุดที่ ด.ต.ณรงค์และนายวสุถูกยิงเสียชีวิตได้ เนื่องจากเป็นมุมที่มองไม่เห็น มีตึกสูงบัง โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดพิสูจน์หลักฐานตรวจพิสูจน์วิถีกระสุนอีกครั้ง เพื่อให้เกิดความแม่นยำในการคลี่คลายคดี

กทม.พร้อมร่วมมือดูแลม็อบ

ด้าน ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวถึงกรณีกลุ่มผู้ชุมนุม กปปส.จะปิด กทม. ในวันที่ 13 ม.ค.ว่า ขณะนี้กรุงเทพมหานครยังไม่ได้เตรียมรับมือการชุมนุมที่จะเคลื่อนไหวปิด กทม.เพราะเพิ่งทราบจุดที่จะมีการปิด กทม.เมื่อช่วงเช้าวันที่ 3 ม.ค. แต่ยืนยันว่า กทม. ได้ประชุมพิเศษร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดูแลการชุมนุมอย่างต่อเนื่อง และ กทม.ได้ทำหน้าที่ในส่วนที่รับผิด ชอบอยู่แล้ว ทั้งการจัดกำลังเจ้าหน้าที่เทศกิจทำงานร่วมกับตำรวจดูแลการจราจร พร้อมกันนี้ ได้ฝากให้แต่ละฝ่ายรับผิดชอบงานที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด ไม่ต้องเป็นห่วงการทำงานของ กทม. เนื่องจากได้เตรียมการดูแลการชุมนุม และการจราจรมาโดยตลอด

ศอ.รส.ชี้มือที่สามจ้องป่วน

เมื่อเวลา 15.00 น. ที่ห้องแถลงข่าว ศอ.รส. พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย โฆษก ศอ.รส. กล่าวภายหลังการประชุม ศอ.รส.ว่า ที่ประชุมได้สั่งการตำรวจทุกนายให้น้อมนำพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพรปีใหม่ 2557 ใส่เกล้าใส่กระหม่อมเป็นสิริมงคลในการดำเนินชีวิตและนำไปปฏิบัติให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศและประชาชน โดยในที่ประชุม ศอ.รส. ฝ่ายการข่าวชี้แจงว่าจะมีการระดมมวลชนเข้ายึดพื้นที่สำคัญบริเวณสี่แยกสำคัญของ กทม. และดาวกระจายไปพื้นที่และบ้านบุคคลสำคัญ อาจจะมีผลกระทบต่อพื้นที่จราจรติดขัดเป็นวงกว้าง มีแนวโน้มเกิดความวุ่นวาย กระทบกระทั่งระหว่างมวลชนที่ปิดถนนกับประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ ซึ่งการข่าวระบุว่า จะมีกลุ่มบุคคลที่สามมาก่อเหตุรุนแรงด้วย

เตรียมแผนรับเหตุก่อจลาจล

พล.ต.ต.ปิยะกล่าวว่า ศอ.รส.มอบให้ทุกหน่วยดูแลประชาชนคือ 1. ให้ข้อมูลข่าวสารที่เป็นจริงที่มีผลกระทบประชาชนที่ปิดแยกสำคัญ 2. เน้นแก้ไขบรรเทาจราจร หาเส้นทางหลีกเลี่ยงเส้นทางปิดจราจร 3. ตั้งจุดตรวจค้นอาวุธพื้นที่ชั้นใน ชั้นนอก ชั้นกลางร่วมกับทหาร พลเรือน ตำรวจ 4.ป้องกันตัดน้ำตัดไฟในสถานที่ราชการ เอกชน เน้นเจรจาต่อรองวางกำลัง รักษาพื้นที่จุดสูงข่ม ดูแลมวลชน ตำรวจ ประชาชน 5. เพื่อความไม่ประมาท ให้ทุกหน่วยจัดทำแผนเผชิญเหตุที่ไม่คาดคิด ทั้งก่อการจลาจล เหตุระเบิด การใช้อาวุธ มวลชนใช้ความคิดไม่ตรงกัน 6. จัดกำลังดูแลรักษาสถานที่สำคัญ จัดชุดควบคุมฝูงชนไม่ใช้อาวุธเด็ดขาด จัดกำลังดูแลบุคคลสำคัญใช้ตำรวจสันติบาล และหน่วยปฏิบัติการพิเศษ และเตรียมพร้อมกำลังหน่วยปฏิบัติการพิเศษเพื่อให้เกิดความปลอดภัย

จับการ์ดกองทัพธรรมพกปืน

ต่อมาเวลา 14.30 น. ที่กองบัญชาการตำรวจ นครบาล (บช.น.) พล.ต.ต.อดุลย์ ณรงค์ศักดิ์ รอง ผบช.น. แถลงว่า กรณีตำรวจ สน.บวรมงคล จับกุม นายสุระ ขาวเนตร อายุ 31 ปี การ์ดกลุ่มกองทัพธรรม พร้อมของกลาง ปืน 9 มม. 1 กระบอก แมกกาซีน 1 อัน ลูกกระสุน 39 นัด ที่ป้ายรถประจำทางตรงข้ามบ้านนายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกรัฐมนตรี เขตบางพลัด โดยเมื่อเวลา 23.00 น. วันที่ 2 ม.ค. ฝ่ายสืบสวน สน.บวรมงคล พบนายสุระเดินสะพายกระเป๋าผ้าท่าทีมีพิรุธอยู่ที่ป้ายรถประจำทางถนนจรัญสนิทวงศ์ จึงขอตรวจค้นพบปืน และเครื่องกระสุน ปืนจำนวนมากซุกอยู่ในกระเป๋า โดยให้การว่า เป็นปืนที่ขโมยมาจากพลทหารกิตติ มหากลั่น ทหารสังกัด กองพันทหารราบที่ 1 และการ์ดผู้ชุมนุมกลุ่มกองทัพธรรมนำมาฝากไว้ จะนำไปขายต่อให้เพื่อนย่านพระราม 2 แต่นั่งรถผิดสายไปลงที่ถนนจรัญสนิทวงศ์ จนกระทั่งถูกจับ เบื้องต้นดำเนินคดีในข้อหามีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไปในทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร

บช.น.กางแผนรับมือปิดกรุง

พล.ต.ต.อดุลย์กล่าวว่า จากการข่าวทราบว่า ในวันที่ 5-8 ม.ค.กลุ่มผู้ชุมนุมจะเดินขบวนไปตามจุดต่างๆใน กทม. คาดว่าเป็นเส้นทางเดิมที่เคยเคลื่อนขบวนก่อนหน้านี้ ส่วนวันที่ 13 ม.ค. จะปิดการจราจรตามจุดสำคัญทั่ว กทม. การกระทำดังกล่าวทำให้บ้านเมืองเสียหาย กระทบต่อการใช้ชีวิตของประชาชน และเป็นการกระทำผิดกฎหมาย บช.น.ได้เตรียมความพร้อมในการอำนวยความสะดวกด้านการจราจรเอาไว้แล้ว โดยให้ บก.จร.จัดตั้ง ศปก.ส่วนหน้าทุกจุดที่มีการปิดเส้นทาง ขอร้องไม่ให้ประชาชนเข้าไปร่วมการชุมนุม

เผย 20 แยกเป้าหมายชัตดาวน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จุดที่กลุ่มผู้ชุมนุมจะปิดเส้นทางเพื่อชัตดาวน์กรุงเทพฯ ในวันที่ 13 ม.ค.นั้น มีทั้งหมดประมาณ 20 แยก ประกอบด้วย 1. แยกอุรุพงษ์ 2. แยกเจริญผล 3. หัวลำโพง 4. ถนนบางรัก 5. ถนนสีลม 6. สามย่าน 7. แยกพญาไท 8. ราชเทวี 9. อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ 10. สยามสแควร์ 11. ห้าแยกลาดพร้าว 12. ดินแดง 13. ประตูน้ำ 14. แยกราชประสงค์ 15. สวนลุมพินี 16. คลองเตย 17. สี่แยกอโศก 18. ราชดำเนิน 19. แยกเพชรบุรี และ 20. เยาวราช

แท็กซี่–สามล้อบี้ ตร.จับ “สุเทพ”

เมื่อเวลา 11.00 น. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) กลุ่มผู้ประกอบวิชาชีพแท็กซี่ สามล้อ จักร– ยานยนต์รับจ้าง รถตู้ ประมาณ 100 คน นำโดยนายสนอง อ่อนอนงค์ ตัวแทนกลุ่มผู้ประกอบวิชาชีพ ยื่นหนังสือถึง พล.ต.อ.อุดม รักศีลธรรม ที่ปรึกษา (สบ 10) เทียบเท่ารอง ผบ.ตร. เพื่อเรียกร้องให้ ผบ.ตร.เร่งจับกุมนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. เพราะที่ผ่านมา 2 เดือน ได้รับความเดือดร้อน จากการชุมนุมของ กปปส. ทำให้ผู้ขับขี่มีรายได้ลดลง ไม่มีเงินส่งค่าเช่า และค่าผ่อนรถ ทำให้รถถูกยึด จำนวนมาก ทั้งนี้ ขอให้ไม่เห็นด้วยในการปิด กทม.แสดงสัญลักษณ์เปิดไฟหน้ารถตั้งแต่วันที่ 3 -12 ม.ค.

“ถาวร” ลุยฟ้องอาญา “ธาริต”

ที่ศาลอาญา นายถาวร เสนเนียม แกนนำกปปส. เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เป็นจำเลยฐานกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม และกระทำผิดต่อ พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ กรณีออกหมายเรียกกล่าวหาโจทก์กระทำผิดฐานร่วมกันเป็นกบฏ โดยไม่ฟังคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่เห็นว่า การชุมนุมของโจทก์เป็นสิทธิอันพึงกระทำของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ ยังออกคำสั่งอายัดบัญชีเงินฝากของโจทก์โดยมิชอบ และข้ามขั้นตอน พ.ร.บ.กรมสอบสวนคดีพิเศษ ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อกลั่นแกล้งโจทก์ โดยศาลรับคำฟ้องไว้พิจารณา และนัดไต่สวนมูลฟ้องครั้งแรกวันที่ 17 มี.ค. เวลา 13.30 น.

ห่วงชุมนุมใหญ่ 13 ม.ค.จุดปฏิวัติ

จากนั้นนายถาวรให้สัมภาษณ์ว่า ได้ยื่นฟ้องนายธาริตข้อหาปฏิบัติหน้าที่มิชอบตามมาตรา 157 และมาตรา 200 ประมวลกฎหมายอาญา เนื่องจากธาริตกระทำการข้ามขั้นตอนของ พ.ร.บ.กรมสอบสวนคดีพิเศษ ในการอายัดทรัพย์สินที่ได้มาโดยสุจริต และอ้างว่าตนร่วมกระทำการกบฏ คาดว่าจะมีผู้ที่ถูกอายัดบัญชีทยอยฟ้องนายธาริตต่อศาลอาญาอีก ส่วนการชุมนุมของ กปปส. ในวันที่ 13 ม.ค. รู้สึกเป็นห่วงเกรงว่าจะเกิดการปะทะกันขึ้น เพราะ นปช.นัดชุมนุมเหมือนกัน จนนำไปสู่การปฏิวัติเหมือนวันที่ 19 ก.ย.49

คปท.นิ่งรอเคลื่อนไหวใหญ่

ด้านการชุมนุมของเครือข่ายนักศึกษาและประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ที่สะพานชมัยมรุเชฐ เมื่อวันที่ 3 ม.ค.นั้น บรรดาผู้ชุมนุมได้ร่วมกับทีมการ์ด อาสาสมัครช่วยกันปรับพื้นที่ชุมนุมเตรียมรองรับกลุ่มผู้ชุมนุมจากต่างจังหวัดที่จะมาร่วมชุมนุมในระหว่างวันที่ 5-13 ม.ค. ขณะที่แกนนำ คปท. ได้หารือฝ่ายกฎหมาย เพื่อเตรียมทำสำนวนคำฟ้องยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เอาผิด พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา รอง ผบ.ตร. และ พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ รวมทั้งติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวของรัฐบาลเพื่อกำหนดท่าทีที่จะเคลื่อนไหวในสัปดาห์หน้า  ส่วนการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ ยังมีการวางชุดการ์ดคอยดูแลทุกจุดอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการเข้ามาก่อกวนของผู้ไม่หวังดี

ลั่นตัดน้ำไฟบ้านนายกฯ–ครม.

ส่วนที่เวทีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ โฆษก กปปส. แถลงว่า กระแสข่าวการปิดพื้นที่ตามจุดต่างๆ ในวันที่ 13 ม.ค.นั้น ขณะนี้กปปส.ยังอยู่ระหว่างประชุมกับนายขวัญสรวง อติโพธิ ผู้เชี่ยวชาญด้านผังเมือง และนายแก้วสรร อติโพธิ ในการวางแผนปิดกรุงเทพฯ เพื่อเชิญประชาชนมาร่วมกิจกรรมในวันที่ 13 ม.ค. จะพุ่งเป้าไปที่การตัดน้ำ ตัดไฟนายกรัฐมนตรี ครม. และหน่วยราชการใน กทม. แต่ยืนยันว่าจะไม่มีการปิดรถไฟฟ้าบีทีเอส รถไฟฟ้าใต้ดิน สนามบิน  โดยจุดที่จะปิดถนนต่างๆ คือ จุดเดิมที่ซ้อมใหญ่ในวันที่ 22 ธ.ค. ที่ผ่านมา ส่วนการเดินรณรงค์เชิญชวนจะมีขึ้นในวันที่ 5, 7 และ 9 ม.ค. ใช้เส้นทาง กทม.ชั้นในถึงฝั่งธนบุรี นอกจากนี้จะจัดงานวันเด็กในวันที่ 11 ม.ค.

“สุเทพ” เดิมพันรื้อเวทีสู้ยกสุดท้าย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการชุมนุมที่เวทีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยยังมีประชาชนทยอยมาร่วมชุมนุมอย่างหนาตาในช่วงเย็น ท่ามกลางความเข้มงวดในการรักษาความปลอดภัย โดยในเวลา 21.00 น. นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. กล่าวปราศรัยว่า การสู้ครั้งนี้ต้องเอาให้จบให้ได้ แกนนำ  กปปส.ได้หารือกันแล้วว่า เที่ยวนี้ทุบหม้อข้าวตีเมือง ใครที่อยู่ต่างจังหวัดต้องมาให้ถึงราชดำเนินในวันที่ 12 ม.ค. เพราะวันที่ 13 ม.ค. จะรื้อเวทีราชดำเนิน รื้อเต็นท์ ย้ายครัว ไม่กลับมาอีกแล้ว จะแยกย้ายกันไปปฏิบัติการยึดเมืองหลวงตามสถานที่ต่างๆจนกว่าจะได้รับชัยชนะ หากใครตกขบวนมาไม่ทันวันที่ 12 ม.ค. ให้เลือกว่าจะไปสมทบที่เวทีสามแยกหรือสี่แยกใด ขณะนี้มีเสียงโจมตีอย่างหนักจากรัฐบาล เพื่อทำลายภาพพจน์มวลมหาประชาชน แต่ตนไม่กลัวเสียหาย จะเดินหน้าแลกหมัดให้รู้เรื่องกัน งานนี้เป็นงานสุดท้าย เสร็จงานนี้เลิกทุกอย่าง กลับบ้าน

ยุติดป้ายหน้าบ้านต้าน “ทักษิณ”

นายสุเทพกล่าวว่า คนที่เกลียดตนมีแต่คนชั่ว ขณะนี้มี 2 เรื่องใหญ่ๆที่มาโจมตีตน คือ 1.ส.ป.ก.4-01 2.การยุยงว่าตนดูถูกตำรวจทำให้ตำรวจถูกเกลียดชัง ขอวิงวอนตำรวจอย่าหูเบา เชื่อคำยุยงปลุกปั่น เราไม่เกลียดตำรวจ แต่รังเกียจเฉพาะตำรวจชั่วไม่กี่คนเท่านั้น ขณะนี้มีข่าวระดมตำรวจ 8 หมื่นคน มาสลายพวกเราให้ได้ก่อนวันที่ 11 ม.ค. ขอบอกว่าถ้าเอาตำรวจมาเป็นแสนคนก็ปราบมวลมหาประชาชนไม่ได้ เพราะเรามีหลายล้านคน ขอให้ตำรวจอย่าเป็นศัตรูกับประชาชน เราไม่มีวันแพ้ จะสร้างประวัติศาสตร์ให้โลกระบือ เทหมดหน้าตัก การชัตดาวน์ปิด กทม.ในวันที่ 13 ม.ค. เพราะไม่มีวิธีอื่นที่ดีกว่านี้ จะให้คน กทม.เดือดร้อนน้อยที่สุด ขอให้คน กทม.เสียสละบ้าง ฝากไปถึงประชาชนอย่าตกใจ ขวัญอ่อน เดิมพันครั้งนี้ยิ่งใหญ่แพ้ไม่ได้ ต้องชนะอย่างเดียว ขอให้ทุกบ้านติดป้ายหน้าบ้านทั้งภาษาไทย อังกฤษ ญี่ปุ่น จีนว่า คนไทยต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ต่อต้านระบอบทักษิณ ให้โลกเห็นว่ามวลมหาประชาชนเกลียดระบอบทักษิณ และขอกราบเรียนถึง ผอ.โรงเรียนใน กทม.ว่า โรงเรียนควรปิดสัก 1-2 สัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 13 ม.ค.เป็นต้นไป เพื่อไม่ให้ผู้ปกครองเป็นห่วง อาจเริ่มปิด 5 วันดูท่าทีก่อนก็ได้ การต่อสู้ครั้งนี้เราต้องชนะอย่างขาวสะอาดที่สุด