วันเสาร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

"ราฆพ" สั่งจัดทัพศุลกากรใหม่ เปิดตัวหนังสือคู่มือปฏิบัติงานเจ้าหน้าที่ลดทุจริต


“ราฆพ” ลุยล้างบางข้าราชการศุลกากรทุจริต เตรียมออกหนังสือคู่มือปฏิบัติงานเจ้าหน้าที่ ลั่นสั่งเลิกการใช้ดุลพินิจสร้างมาตรการพิธีการศุลกากรใหม่ พร้อมทุ่มเงินซื้อเครื่องเอกซเรย์สแกนทุกตู้สินค้าอีก 2 ปี ครบ 47 ด่านทั่วประเทศหวังสร้างกติกาใหม่ให้แก่ผู้ส่งออกและนำเข้า
นายราฆพ ศรีศุภอรรค อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า ในปีงบประมาณ 2557 ได้วางแผนทางปฏิบัติของข้าราชการกรมศุลกากรให้ปลอดการรับเงินสินบนใต้โต๊ะ หรือพยายามลดการทุจริตลงให้ได้มากที่สุด โดยจะสร้างกฎระเบียบ และกติกาให้ข้าราชการทุกคนนำไปปฏิบัติอย่างพร้อมเพรียงเพื่อลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ เนื่องจากการใช้ดุลพินิจทำให้เกิดความแตกต่างในการอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ส่งออกและนำเข้าสินค้า

“ที่ผ่านมา กรมศุลกากรได้รับการร้องเรียน จากผู้ประกอบการเสมอว่า การยื่นพิธีการศุลกากรมีความยุ่งยากและซับซ้อน ผู้ประกอบการทั่วไปไม่สามารถนำเข้าหรือส่งออกสินค้าได้ด้วยตนเอง จึงต้องอาศัยตัวแทนออกของหรือที่เรียกว่า ชิปปิ้ง ทำให้เสียค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น”

นอกจากนี้ ยังมีข้อร้องเรียนเข้ามาจำนวนมากด้วยว่า ทำไมด่านศุลกากรแต่ละแห่งจึงมีพิธีการ หรือวิธีการปฏิบัติไม่เหมือนกัน ซึ่งเป็นเสียงสะท้อนออกมาจากผู้ประกอบการที่เราเปิดรับฟังความเห็นจากผู้ใช้บริการ ผ่านด่านศุลกากรทั่วประเทศ อธิบดีกรมศุลกากรกล่าวชี้แจง

นายราฆพกล่าวว่า ที่ผ่านมากรมศุลกากรได้พยายามแก้ไข แต่ทำได้เพียงแค่ทุเลาเท่านั้น ข้าราชการยังใช้ดุลพินิจในการปฏิบัติหน้าที่เหมือนเดิม ดังนั้นจึงมีแนวคิดที่จะออกหนังสือคู่มือปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่กรมศุลกากร เพื่อเป็นแผนที่การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ทุกคนทั่วประเทศ   เหมือนกับเดินเข้าไปทำบัตรประชาชนได้ทุกเขตทุกพื้นที่

“ในอนาคตเราหวังว่า ผู้ประกอบการและ เจ้าหน้าที่ศุลกากรจะมีคู่มือปฏิบัติที่เหมือนกัน ทำให้ผู้ส่งออกและนำเข้าสามารถประกอบพิธีการต่างๆ กับเจ้าหน้าที่ได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องว่าจ้างชิปปิ้งอีกต่อไป ขณะที่การทำงานของด่านศุลกากรทั้งทางบก น้ำและอากาศก็ต้องมีวิธีการปฏิบัติที่เหมือนกันหมดทั้งประเทศ”

นายราฆพกล่าวยอมรับว่า กฎหมายของกรมศุลกากรมีความศักดิ์สิทธิ์ และดีอยู่แล้ว การทำงานของเจ้าหน้าที่ศุลกากรก็ยึดถือกฎหมายฉบับเดียวกัน แต่มีเพียงบางคนได้ใช้ดุลพินิจมากจนเกินไป จนกลายเป็นอุปสรรคที่ก่อให้เกิดช่องโหว่ของการเรียกเก็บเงินใต้โต๊ะในปัจจุบัน
ยกตัวอย่างเช่น รถยนต์ที่นำเข้าจากประเทศลาว กัมพูชา พม่า หรือมาเลเซียในปี 2558 ประเทศไทยจะเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียน (เออีซี) ขณะที่การปฏิบัติพิธีการศุลกากรแต่ละด่านไม่เหมือนกัน หากผู้ขับขี่รถยนต์หรือเจ้าของรถยนต์ต้องการนำรถจากประเทศมาเลเซียไปลาว ด่านทางภาคใต้เห็นว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะรถยนต์ที่เข้าออกในแต่ละวันมีจำนวนมาก จึงเรียกตรวจเอกสารเพียงไม่กี่ฉบับ ก็อนุญาตให้เข้าประเทศไทยได้

ขณะที่บางด่านนานๆ ถึงจะมีเหตุการณ์แบบนี้ ก็เรียกเอกสารเพิ่มตรวจสอบอย่างเข้มข้น ถึงขั้นต้องวางเงินค้ำประกันก็มี ซึ่งประเด็นนี้ หากถามว่าเจ้าหน้าที่ของศุลกากรทำเกินกว่าเหตุหรือไม่ ตอบได้เลยว่า “ไม่ได้เกินกว่าเหตุ เพราะกฎหมายกำหนดไว้อย่างนั้นจริงๆ” อธิบดีกรมศุลกากรกล่าวและย้ำว่า

“หนังสือคู่มือที่จะออกมาใช้ในปีหน้าจะ ต้องเข้าใจได้ง่าย มีการสรุปและจัดกลุ่มสินค้าออกมาเป็นหมวดหมู่อย่างชัดเจน โดยมั่นใจว่า หากพิธีการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ทุกด่านเหมือนกันแล้ว จะช่วยลดปัญหาการคอร์รัปชันได้มาก เจ้าหน้าที่คนไหนนอกแถว ผู้ประกอบการก็จะทราบและเราก็สามารถลงโทษได้ทันที”

นอกจากนี้ ในปีหน้า กรมศุลกากรวางแผนเพิ่มเครื่องเอกซเรย์ไปประจำยังด่านต่างๆ ทั่วประเทศ ซึ่งปัจจุบันเรามีเครื่องเอกซเรย์ 20 เครื่อง ในปี งบประมาณ 2557 ได้งบประมาณในการซื้อเครื่องเอกซเรย์เพิ่มอีก 7-8 เครื่องและในปีงบประมาณ 2558 ได้อีก 20 เครื่อง ทำให้ในอีก 2 ปีข้างหน้ากรมศุลกากรมีเครื่องเอกซเรย์ครบ 47 ด่านทั่วประเทศ

นายราฆพกล่าวว่า ปัจจุบันกรมศุลกากร ไม่ได้ใช้เครื่องเอกซเรย์ในการตรวจสอบตู้สินค้าทุกตู้ เนื่องจากอุปกรณ์ไม่เพียงพอ จึงใช้วิธีการบริหารความเสี่ยงโดยสุ่มตรวจสินค้าบางตู้ในอัตรา 5% และสูงสุดจำนวนไม่เกิน 10% ภายในหนึ่งวันของจำนวนตู้ที่เข้าออกด่าน เพื่อตรวจว่าสินค้าที่อยู่ข้างในถูกต้องตรงกับใบขนสินค้าหรือไม่

“ในหนึ่งวัน เราสามารถสแกนตู้สินค้าได้ 20-30 ตู้ ในกรณีที่เป็นด่านทั่วไป แต่หากเป็นท่าเรือขนาดใหญ่อย่างเช่น ท่าเรือแหลมฉบังได้เต็มที่วันละ 50-70 ตู้  แต่หากเปิดเออีซีแล้ว ท่าเรือแหลมฉบังต้องสามารถรองรับการตรวจตู้สินค้าด้วยเครื่องเอกซเรย์ให้ได้วันละ 400-500 ตู้ เป็นอย่างน้อยเพื่อให้ทันกับปริมาณการค้าที่เพิ่มมากขึ้น”

ดังนั้น การเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบให้มีความรวดเร็วขึ้น จึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะหากเกิดความล่าช้าก็หมายถึงสินค้าของผู้ประกอบการเกิดความล่าช้าตามไปด้วย และยังทำให้เกิดข้อครหาในการเรียกเก็บเงินใต้โต๊ะตามมาอีก ดั้งนั้นหากจะต้องลงทุนในการซื้อเครื่องเอกซเรย์ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เพื่อเปลี่ยนวิธีการเดิมๆจากสุ่มตรวจไปเป็นการตรวจสอบตู้สินค้าทุกใบก็ต้องยอมลงทุน

“ผมมีความเชื่อมั่นว่า กฎหมายของกรม ศุลกากรมีความศักดิ์สิทธิ์อยู่แล้ว แต่ที่มีปัญหาคือคนที่ปฏิบัติอาจจะหย่อนยาน หรือรู้เห็นเป็นใจกับผู้ประกอบการแต่หากมีคู่มือการทำงาน และมีเทคโนโลยีใหม่ๆเข้าเสริมก็จะช่วยขจัดปัญหาการทุจริตภายในกรมศุลกากรได้ ซึ่งคงไม่ถึงขั้นหมดไปจากกรมแต่ก็ขอให้เบาบางในสมัยผม”.