วันอาทิตย์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

2 มุม ! ยุค 'เสื่อม' ศรัทธาตำรวจไทยจริงหรือ...?

เนื่องในวันนี้ (13 ตุ.ค.) ก้าวเข้าสู่ปีที่ 99 ของตำรวจไทย เพื่อให้เข้าบรรยากาศ ไทยรัฐออนไลน์ย้อนสกู๊ปที่เคยลงไปแล้วกับการคำถามที่น่าสนใจว่า ยุค 'เสื่อม' ศรัทธาตำรวจไทยจริงหรือ...?

หลังจากเหตุการณ์ปะทะพร้อมกับมีคลิปตำรวจเผยแพร่ออกมามากมาย กลายเป็นหัวข้อที่หลายคนตั้งคำถามถึงความเหมาะสมต่อการกระทำของอาชีพที่ได้ชื่อว่าเป็น 'ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์' ทั้งๆ ที่ควรจะทำตัวให้เป็นกลาง ไม่เข้าข้างฝ่ายไหน

จนสังคมส่วนหนึ่งเริ่มมองอาชีพนี้ด้วยสายตาหวาดกลัว พร้อมกับตั้งคำถามเพิ่มขึ้นกว่าแต่ก่อนมากมาย

ไทยรัฐออนไลน์พาไปค้นหาเสียงอื้ออึงที่มาของสาเหตุยุคที่อ้างกันว่าเป็น 'วิกฤติความศรัทธาของวงการตำรวจไทย' จริงหรือไม่ ถ้าจริง เพราะอะไรกัน ?

มาทำความรู้จักตำรวจ อำนาจ หน้าที่กัน...!

ก่อนจะตามหาต้นตอ เราพาไปค้นหาคำจำกัดความอำนาจและหน้าที่กัน วิกิพีเดีย ระบุความหมายคำว่า 'ตำรวจไทย' หรือชื่ออย่างเป็นทางการว่า ตำรวจแห่งชาติ (Royal Thai Police) เป็นตำรวจแห่งชาติของประเทศไทย ประกอบด้วย บรรดาเจ้าหน้าที่รัฐสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเป็นส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงหรือทบวง มีฐานะเป็นกรม และอยู่ในบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี มีหน้าที่ตรวจตรารักษาความสงบ จับกุม และปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมาย เป็นผู้ที่มีหน้าที่ความรับผิดชอบอันใหญ่หลวงในการดูแลคุ้มครอง ให้เกิดความสงบสุขแก่พลเมืองของประเทศ

ทั้งนี้ หน้าที่ของตำรวจนั้น ตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 ได้กำหนดอำนาจหน้าที่ตำรวจไว้ใน ลักษณะที่ 1 บททั่วไป มาตรา 6 สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นส่วนราชการมีฐานะเป็นนิติบุคคลอยู่ในบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี และมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้

1. รักษาความปลอดภัย สำหรับองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาทผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ พระบรมวงศานุวงศ์ ผู้แทนพระองค์และพระราชอาคันตุกะ 
2. ดูแลควบคุมและกำกับการปฏิบัติงานของข้าราชการตำรวจ ซึ่งปฏิบัติการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 3. ป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางอาญา 4. รักษาความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยของประชาชนและความมั่นคงของราชอาณาจักร

 5. ปฏิบัติการอื่นใดตามที่กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของข้าราชการตำรวจ หรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 6. ช่วยเหลือการพัฒนาประเทศตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย

และ 7. ปฏิบัติการอื่นใดเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้การปฏิบัติการตามอำนาจหน้าที่ตาม (1) (2) (3) (4) หรือ (5) เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ในกรณีที่มีกฎหมายกำหนดความผิดทางอาญาขึ้นสำหรับการกระทำใดเป็นการเฉพาะ และตกอยู่ภายใต้อำนาจหน้าที่ของข้าราชการตำรวจหรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตาม (3)(4) หรือ (6) จะตราพระราชกฤษฎีกาโอนอำนาจหน้าที่ตาม (3)(4) หรือ (5) เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับความผิดทางอาญาดังกล่าวทั้งหมดหรือบางส่วน ให้เป็นอำนาจหน้าที่ของหน่วยงาน หรือพนักงานเจ้าหน้าที่อื่นใดก็ได้

อย่างไรก็ดี ในกรณีเช่นนั้นให้ข้าราชการตำรวจและสำนักงานตำรวจแห่งชาติพ้นจากอำนาจหน้าที่ดังกล่าวทั้งหมด หรือบางส่วน และให้ถือว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวเป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ พนักงานสอบสวน หรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาแล้วแต่กรณี ทั้งนี้ ตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว

นอกจากนี้ วิกิพีเดียยังระบุข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับจุดเริ่มต้นของตำรวจไทยว่า ก่อน พ.ศ. 2403 มีการพบหลักฐานกิจการตำรวจที่เก่าแก่ที่สุดของไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยา แผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ โปรดเกล้าฯ ให้ตราระเบียบการปกครองบ้านเมืองเป็น 4 เหล่า เรียกว่า จตุสดมภ์ ได้แก่ เวียง วัง คลัง นา ซึ่งโปรดเกล้าฯ ให้มีตำรวจขึ้นด้วย และให้ขึ้นอยู่กับกรมเวียง มีเจ้าพระยาจักรีศรีองครักษ์สมุหนายกอัครมหาเสนาบดี เป็นผู้บังคับบัญชากิจการตำรวจครั้งนั้น แบ่งออกเป็นตำรวจพระนครบาล ตำรวจภูธร ส่วนตำรวจหลวงให้ขึ้นอยู่กับวัง มีเจ้าพระยาธรรมาธิบดีศรีรัตนมณเฑียรบาล เป็นผู้บังคับบัญชา และโปรดเกล้าฯ ให้ตราศักดินาของตำรวจไว้เป็นบรรทัดฐานในบทพระอัยการ ระบุตำแหน่งนายพลเรือน เช่นเดียวกับข้าราชการฝ่ายอื่น ดังนี้

 ตำรวจภูธร หลวงวาสุเทพ เจ้ากรมมหาดไทย ตำรวจภูธร ศักดินา 1000 ขุนพิศณุแสนปลัดขวา ศักดินา 600, ตำรวจภูบาล หลวงเพชรฉลูเทพ เจ้ากรมมหาดไทยตำรวจภูบาลศักดินา 1000 ขุนมหาพิชัย ปลัดขวา ศักดินา 600 ขุนแผลงสะท้าน ปลัดซ้าย ศักดินา 600

อย่างไรก็ดี ยังมีเอกสารหลายชิ้นที่แสดงว่าบุคคลที่จะเป็นตำรวจได้นั้นต้องคัดเลือกจาก ผู้ที่มีชาติกำเนิดสืบเชื้อสายมาจากตระกูลที่ได้ทำคุณความดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และต้องเป็นบุคคลที่ทรงวางพระราชหฤทัย การบังคับบัญชาตำรวจก็ต้องขึ้นตรงต่อพระมหากษัตริย์โดยเฉพาะแต่พระองค์เดียว กิจการตำรวจในยุคนี้จะจัดตั้งเพื่อให้ทำหน้าที่ในวงจำกัด และมิได้ขยายไปยังส่วนการปกครองทั่วประเทศเท่าใดนัก แต่เมื่อเหตุการณ์บ้านเมืองเปลี่ยนแปลงไป มีการติดต่อกับชาวต่างประเทศมากขึ้น กรมตำรวจจึงได้รับความสนใจที่จะปรับปรุงรูปแบบเพื่อให้เป็นไปตามแบบอย่างประเทศตะวันตก

แล้วอะไรเล่าเป็นสาเหตุทำให้ตำรวจไทยกับประชาชนอยู่กันด้วยสายตาหวาดระแวง ไม่ลงรอยกันอย่างมากมายเฉกเช่นปัจจุบัน ?

ต้นตอ วิกฤติ 'เกียรติ' ตำรวจ...?

เรื่องนี้ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตรองประธานคณะกรรมาธิการการตำรวจสภาผู้แทนราษฎร ผู้เชี่ยวชาญเรื่องตำรวจ วิเคราะห์ผ่านไทยรัฐออนไลน์ว่า ความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับตำรวจที่มากขึ้นทุกวันเป็นเรื่องปกติ ซึ่งกรณีนี้ไม่ใช่แค่เมืองไทยเท่านั้น ต่างประเทศคนก็เกลียดตำรวจ ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมกฎหมาย กติกาบ้านเมืองกันทั้งนั้น

"พื้นฐานคนเราไม่ชอบกฎ กติกา มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว คุณชอบเหรอการเขียนใบสั่ง ชอบการโดนซักถามไหม ไม่ว่าที่ไหนเวลาเกิดเรื่องตำรวจคือคนที่ต้องถูกมองในแง่ร้ายไว้ก่อน ต้องเข้าใจว่าตำรวจคือผู้ที่มีอำนาจ มือขวาถือกฎหมาย มือซ้ายถือปืน จึงไม่แปลกที่ตำรวจเป็นบุคคลที่สังคมไม่ชอบ เพราะเขาคุมกฎ พอมีเรื่องอะไรก็แล้วแต่ที่เป็นข่าวและไม่เป็นข่าว ตำรวจไม่ค่อยเป็นกลาง ไม่ค่อยยุติธรรม ก็จะถูกกล่าวโทษ ซึ่งผมเข้าใจตำรวจนะ เพราะเป็นอาชีพที่สังคมจับจ้อง เป็นอาชีพที่มีต้นทุนสูง เป็นเรื่องธรรมดา และยิ่งในวิกฤตการณ์ทางการเมืองไทยด้วย คนยิ่งเกลียดกันใหญ่"

เมื่อถามว่าเรียกปัจจุบันนี้ว่าเป็น 'วิกฤติศรัทธาตำรวจ' ได้ไหม...? ชูวิทย์ บอกว่า เป็นเรื่องธรรมดา

ขณะเดียวกัน แพทย์หญิง คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผู้ที่คลุกคลีและทำงานกับวงการตำรวจมาหลายสิบปี กล่าวถึงประเด็นนี้ว่า พูดได้เต็มปากว่าปัจจุบันถือเป็นวิกฤติศรัทธาวงการตำรวจแบบสังคมกล่าวหาจริงๆ

"อันดับแรกเราต้องยอมรับว่าแต่ไหนแต่ไร ตำรวจเป็นอาชีพซึ่งเป็นที่พึ่งของประชาชน จากการไม่ได้รับความเป็นธรรม พร้อมถูกมอบอำนาจให้ทำการช่วยเหลือเมื่อเกิดคดีไม่เป็นธรรมเหล่านี้กับประชาชน แต่ช่วงเวลาที่ผ่านมา พวกเขาไม่ได้ทำหน้าที่ตรงนี้ ที่สำคัญงานอำนวยความยุติธรรม การสืบค้น ขยายผลคดีต้องใช้เงิน ซึ่งตำรวจไม่ได้จัดสรรงบประมาณตรงนี้ ส่งผลให้การจะทำคดีอะไรก็มีเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง ตรงนี้แหละทำให้ต้องมีเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง ทุกๆ อย่างก็เลยเปลี่ยนไปอย่างที่บอก ถ้าจะทำคดี สืบสวน ขยายผลอะไรที่เป็นงานอำนวยความยุติธรรมก็จะต้องจ่ายเงินก่อน เพราะเขาไม่ได้จัดสรรงบเหล่านี้ไว้ จ่ายให้ตำรวจไปมาก็เริ่มชิน มันติดจนคิดว่าเป็นธรรมเนียม เงินที่จ่ายรวมๆ เป็นเงินก้อนมหาศาล กฎหมายก็ไม่ได้เขียนละเอียด คนฉลาดจะใช้ช่องเหล่านี้หาประโยชน์"

หมอพรทิพย์ย้ำว่า จึงไม่แปลกถ้าไปย้อนดูเหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมา พื้นเดิมจะไม่ค่อยมีตำรวจชอบทำสำนวน หากไม่มีเงินมาเกี่ยวข้อง ภาพทั้งหมดจึงตอบคำถามได้เป็นอย่างดี แต่ไหนแต่ไรคนถึงไม่ค่อยชอบตำรวจเพิ่มมากขึ้น เพราะชอบรีดไถ

'ที่ผ่านมาก็มีตำรวจผู้ใหญ่ออกมายอมรับว่าตำรวจมีตั้งแต่การรีดไถเล็กๆ เช่น ด่านจราจร ค่าคุ้มครองต่างๆ เป็นต้น เขามองว่ามันไม่ผิด ที่จริงผิดจริยธรรมแน่นอนอยู่แล้ว เรื่องทั้งหมดนี้สะสมมาในใจประชาชนเรื่อยๆ หรืออย่างการโยกย้ายตำรวจแบบไม่เป็นธรรม หรือโยกย้ายแบบมีเงินเข้ามาเกี่ยวข้องแบบที่เป็นข่าวโด่งดัง จนเป็นที่มาของคำพูดว่า 'ตำรวจลูกน้องเลี้ยงนาย ทหารคือนายเลี้ยงลูกน้อง' ก็เป็นเรื่องที่ประชาชนรับฟังมาตลอด ที่ยิ่งระยะหลังๆ ตำรวจกลายเป็นเครื่องมือของนักการเมือง ภาพลักษณ์ตำรวจของประชาชน จึงเสียหายมากมายในที่สุดในยุคนี้แบบที่เราเห็นกันอยู่" คุณหญิงหมอ กล่าว

ปฏิรูปเกียรติตำรวจ ปฏิรูปกระแสเกลียดตำรวจ...!


เมื่อเห็นตรงกันว่าเป็น 'วิกฤติ' คำถามก็คือจะมีวิธี มีทางแก้ไขให้ตำรวจกับประชาชนมองกันด้วยสายตาไม่หวาดระแวงกัน อย่างไร...? หมอพรทิพย์ บอกว่าต้องปฏิรูปวงการตำรวจ ซึ่งในปี พ.ศ.2545 เป็นยุคที่ระบบข้าราชการและองค์กรเข้าใกล้คำว่าปฏิรูป แบ่งหน่วยงาน กระจายอำนาจ บทบาท แต่เนื่องจากโดนคัดค้านโดยตำรวจกลุ่มหนึ่ง และอดีตผู้นำพลัดถิ่นยอมทุกอย่างจึงล้มลง


"ประเด็นเรื่องโครงสร้าง ตำรวจเงินเดือนน้อย จนต้องออกมาหาเศษหาเลยก็เป็นที่ต้องแก้ไขกันอย่างเร่งด่วน วิชาชีพที่มีการกำหนด 5 อาชีพ เช่น นักกฎหมาย หมอ พระ ครูและตำรวจ ซึ่งกลุ่มคนทั้ง 5 อาชีพนี้มันกำกับด้วย 3 คำ 1. ต้องดูแลด้วยมาตรฐานตลอดเวลา หมายความว่าจะจนจะรวยจะมีเส้นไม่มีเส้น ซึ่งไม่มีสิทธิ์ 2. ต้องไม่ทำในสิ่งที่ผิด ถ้าเป็นหมอชัด เช่น ศัลยกรรมใบหน้าห้ามทำให้โจร อาชีพตำรวจก็เหมือนกัน คุณต้องไม่ทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เอื้อกับคนผิด ต้องไม่ยัดข้อหา ดังนั้นเมื่อคุณทำคดีคนรวยคนจนไม่เท่าเทียมกัน แล้วยังไปยัดข้อหาคนทุกข์ ไปทำในสิ่งที่เรียกว่าไม่ถูกต้อง ตามจรรยาบรรณวิชาชีพ ผลก็เลยออกมาเป็นวิกฤติอย่างทุกวันนี้ จึงไม่แปลกที่ศรัทธาตำรวจในสายตาประชาชนเสื่อมลงเรื่อยๆ"

นอกจากวิธีแก้ไขเรื่องเพิ่มเงินเดือนแล้ว หมอพรทิพย์ยังเสนอว่า ต้องจัดสรรงบประมาณในการทำงานสืบสวน ขยายผลคดี อย่างที่บอก ต่างประเทศใช้วิธีให้เงินเดือนกับตำรวจสูง เพื่อจะได้ไม่เห็นแก่เงินเหล่านี้ และที่สำคัญหากจะแก้ไขให้ยั่งยืนเราต้องไม่สร้างตำรวจให้เป็นแบบทหาร กล่าวคือ ทั่วโลกที่ตำรวจดีๆ ประเทศที่เจริญ เขารับมาจากวุฒิปริญญาตรีที่หลากหลายแล้วเข้าฝึกอบรม 6 เดือนเพื่อเป็นตำรวจ ไม่ได้เข้าโรงเรียนนายร้อยสามพรานโดนหล่อหลอมมาแบบทหาร ที่ยึดองค์กรตัวเองว่าห้ามใครแตะต้อง อย่างระบบของ FBI ของอังกฤษก็ทำแบบนี้ ตำรวจต้องมาจากหลากหลายปริญญา

"สุดท้ายก็อยากจะฝากอะไรถึงตำรวจ วิกฤติศรัทธาครั้งนี้เกิดจากตัวเองเป็นผู้กระทำ ซึ่งสะสมมานาน การจะแก้วิกฤติไม่ใช่เอาความเกลียดไปให้คนอื่น เราต้องแก้ด้วยตัวเอง อยากให้ตำรวจดีๆ ที่มีเยอะมาก ใช้ความคิดในการหาวิธีปฏิรูปองค์กร ซึ่งวันนี้มันใหญ่โตมากจนอุ้ยอ้ายเกินไป แต่สิ่งที่ต้องไม่ลืมความเสื่อมครั้งนี้ก็คือตัวประชาชนเอง ที่ตำรวจบางส่วนเป็นแบบนี้เพราะเราชอบมีนิสัยแบบนี้ ทำให้มีวัฏจักรแบบนี้ ชอบไปจอดรถในที่ผิด จอดที่ผิดก็ต้องเอาเงินไปจ่ายเขา ชอบให้ตำรวจมาดูแล คุ้มครอง เอาเงินไปจ่ายเขาเอง ดังนั้นประชาชนเองก็เป็นตัวการในการปลูกฝังตัวนี้ด้วย แต่การปฏิรูปวงการตำรวจให้มีภาพลักษณ์ที่ดีได้ ทั้งหมดทั้งมวลมันจะสำเร็จได้ก็ต้องเริ่มที่ตัวตำรวจก่อน" หมอพรทิพย์กล่าว


ขณะที่ นายชูวิทย์ เสนอการแก้วิกฤติศรัทธาตำรวจในยุคนี้ว่า ต้องปฏิรูปด้วยสูตร 3+1 ข้อ ข้อ 1. แยกตำรวจออกจากงานที่ไม่ใช่งานของตำรวจจริงๆ งานของตำรวจจริงๆ ได้แก่ จับโจร ผู้ร้าย สืบสวนสอบสวน ขับรถตระเวนดูความปลอดภัยตามตรอกซอกซอย อย่าให้ตำรวจมาเกี่ยวข้องกับการอนุญาตสถานบันเทิง ผับบาร์ อย่างต่างประเทศผู้ออกใบสั่งไม่ใช่ตำรวจ เป็นเจ้าหน้าที่จราจร 2. ตำรวจมีภาพลักษณ์ที่ไม่ดี เพราะมีองค์กรที่ใหญ่เกินไป ต้องทำให้เล็กลงและตรงกับเป้าหมาย และต้องลดเน้นยศเน้นตำแหน่งมากเกินไป เพราะถ้าไม่มียศ ตำแหน่ง ตำรวจจะต่างชั้นกับประชาชนน้อยลง 3. อย่าให้มีการย้ายตำแหน่งแบบมีผลประโยชน์ ต้องมีการหมุนเวียน ต้องจับสลากเพื่อความเป็นธรรม ต้องเสมอภาคกัน ไม่ใช่ทำงานรับใช้การเมือง ดีแล้วได้อยู่ใน บช.น. พื้นที่ 10 ล้าน ตำรวจไม่ดีไปทาง 3 จังหวัดชายแดนใต้ ที่สำคัญว่าพอหมดวาระ ต้องให้ประชาชนในพื้นที่ที่ตัวเองอยู่โหวตว่าจะให้อยู่ต่อหรือเปล่า

"และข้อสุดท้ายที่ไม่ค่อยมีคนพูดกัน ผมเสนอให้ตำรวจหญิงมีสัดส่วนเท่ากับตำรวจผู้ชาย เพื่อมาดูแลงานที่ไม่ใช่เรื่องจับโจร ให้ตำรวจหญิงเหล่านี้มาดูแลงานชุมนุมสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับตำรวจ วิกฤติความเสื่อมในยุคนี้ก็จะลดลง" ชูวิทย์กล่าว

ปฏิรูปวงการตำรวจไม่ขัด แต่ถามตำรวจแล้วหรือยัง...?

 

พูดเรื่องวิกฤติตำรวจแล้วไม่ถามตำรวจก็ไม่รอบด้าน ประเด็นนี้ พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย โฆษกศูนย์อำนวยการรักษาความสงบ (ศอ.รส.) ตั้งคำถามกลับว่า คำกล่าวหาที่ว่า วันนี้เป็นวิกฤติภาพลักษณ์ของตำรวจ ต้องมองให้ขาดว่าเป็นเสียงมาจากประชาชนกลุ่มไหน

"เราต้องเข้าใจว่าเป็นยุทธวิธีการชุมนุม แต่ก็ต้องเข้าใจว่าคนจำนวนไม่น้อยก็เห็นใจตำรวจ ดังนั้นคำถามที่ถามว่า ทำไมประชาชนถึงเกลียดตำรวจมากขึ้นจนกลายเป็นวิกฤติศรัทธา ต้องแยกก่อนว่าประชาชนกลุ่มไหน ตำรวจยึดมั่นในหลักการทำงานของผู้รักษากฎหมาย ซึ่งผู้รักษากฎหมายในโลกนี้เหมือนกันทั้งนั้น เวลาทำงานก็มีทั้งคนที่พอใจและไม่พอใจด้วยกัน แต่ถ้าเรายึดมั่นในความซื่อสัตย์สุจริต การทำงานตามกฎหมายแล้ว แต่แน่นอนว่าเราห้ามความคิดของคนไม่ได้ อย่างน้อยก็ขอให้คนได้รับความเป็นธรรมจากเจ้าหน้า ที่ตำรวจก็พอ ความรู้สึกมันวัดกันไม่ได้ ต้องยืนยันว่าตำรวจไม่เคยแบ่งว่าใครจะรักหรือไม่รัก คนเกลียดตำรวจแต่ยังมาแจ้งความ ตำรวจก็ยังรับแจ้ง ทำให้ทุกอย่าง"

เมื่อถามว่าอยู่ตรงกลางความขัดแย้ง ทำตัวลำบากไหม พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย ย้ำว่า เราเลือกอาชีพนี้แล้ว ซึ่งมันก็เป็นเรื่องที่ท้าทาย เป็นงานที่เราเองจะต้องฝ่าฟันตรงนี้ไปให้ได้อย่างไร

"ถามว่ากดดันไหม ตำรวจเป็นมนุษย์ธรรมดา กดดันก็ต้องรับแก้ไขกันต่อไป ที่สุดผมก็ยังย้ำว่าสังคมอยู่ได้ต้องอยู่ที่ผู้รักษากฎหมายและผมก็รับทุกกรณีไม่ว่าประ ชาชนจะรักหรือเกลียดตำรวจ เมื่อประชาชนเดือดร้อนก็ต้องวิ่งหาตำรวจทุกที เราทำหน้าที่ด้วยความถูกต้องเป็นธรรมแล้วก็ใช้เวลา ทำงานให้หนักขึ้น เราจะไม่บัง คับให้ประชาชนต้องมารักหรือชอบตำรวจ เราก็จะตั้งใจทำงานยึดความถูกต้อง ชื่อว่าก็คงจะค่อยๆ ฟื้นกลับมา ตำรวจก็ไม่ใช่ใคร คนไทย พี่ๆ น้องๆ เหมือนกัน อา ชีพนี้ก็ต้องมีทั้งคนรักและคนเกลียด"

โฆษกศูนย์อำนวยการรักษาความสงบ กล่าวว่า สำหรับข้อเสนอที่มีคนเสนอว่าจะปฏิรูปตำรวจ เคยถามตำรวจไหม ตนย้ำว่าเป้าหมายของตำรวจก็คือจะทำอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับพี่น้อง ประชาชน จริงๆ ถามว่าเราควรปฏิรูปไหมตอนนี้ ยังตอบไม่ได้เพราะว่ามันต้องอาศัยทุกคนช่วยกันคิด แต่หากมีข้อเสนอดีๆ ก็มาหารือร่วมกันได้ แต่ผมย้ำว่าต้องใช้เวลา ถ้ามีข้อเสนอที่ดีของทุกฝ่ายเชื่อว่าตำรวจรับฟัง

สุดท้าย พล.ต.ต. อดุลย์ ณรงค์ศักดิ์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวสรุปปิดท้ายถึง 'วิกฤติความศรัทธาของตำรวจไทย' ในสายตาสังคมได้เป็นอย่างดีว่า อย่าลืมว่าตำรวจคืออาชีพที่อยู่ท่ามกลางความขัดแย้ง ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย และแน่นอนว่าไม่มีฝ่ายไหนว่าเราดี

"พูดถึงมุมมองวิกฤติศรัทธาตำรวจที่สังคมมอง ผมอยากจะยกตัวอย่างให้ฟังว่า ถ้าคุณเป็นพนักงานสอบสวนอยู่บนโรงพัก ฝ่ายหนึ่งขึ้นมาต้องการได้รับการเยียวยาเพราะของหาย อีกฝ่ายหนึ่งเดินขึ้นมาเพราะเป็นผู้ต้องหาเนื่องจากไปเอาของเขา พอถึงเวลามาฝ่ายผู้เสียหายบอกว่าไม่เข้าข้าง ฝ่ายผู้ต้องหาก็โมโหที่เอาตัวเองไปเข้าคุก ทั้งๆ ที่เราทำตามกฎหมาย แต่ก็จะถูกฝ่ายหนึ่งพอใจและไม่พอใจเสมอ"

รอง ผบ.ชน. กล่าวย้ำว่า อยากจะให้เข้าใจอาชีพตำรวจให้มากขึ้น ส่วนเรื่องปฏิรูปวงการตำรวจในการกระจายงาน กระจายอำนาจก็ไม่มีปัญหา ทั้งหมดทั้งมวลต้องไม่ลืมว่า กฎหมายต้องเป็นกฎหมาย ตำรวจมีหน้าที่ก็ต้องให้อำนาจในการบังคับใช้ด้วย ซึ่งที่ผ่านมาตำรวจมีหน้าที่ อย่างไปจับคนร้ายก็ต้องรอให้เขายิงก่อนถึงจะยิงสวนได้ หรือกรณีวิสามัญคนร้ายตำรวจก็มีความผิด ไม่เหมือนกับเมืองนอกที่มีกฎหมายคุ้มครอง และเมื่อบ้านเมืองสงบ กฎหมายเป็นกฎหมาย จะปฏิรูปอะไร ตำรวจจะอยู่ตรงไหนไม่สำคัญ อยู่ที่ความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง.

2 ผู้เชี่ยวชาญ หมอพรทิพย์ ชูวิทย์ ชี้ตรงกันวันนี้เข้าสู่ยุคเสื่อมศรัทธาตำรวจไทยเต็มขั้น ซัดประชาชนเป็นต้นตอวงจรนี้ ย้ำต้องปฏิรูปวงการตำรวจ ขณะที่ 2 โฆษกตำรวจชื่อดัง ย้ำปฏิรูปได้ แต่กฎหมายต้องเป็นกฎหมายก่อน... 3 ม.ค. 2557 19:20 ไทยรัฐ