วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
โดย
4 ม.ค. 2557 05:15 น.
สัมผัสหนาวแรกใน...ตองยี อลังการแห่ง..."เจดีย์กั๊กกู่"

สัมผัสหนาวแรกใน...ตองยี อลังการแห่ง..."เจดีย์กั๊กกู่"

โดย
4 ม.ค. 2557 05:15 น.
  • Share:

กลุ่มพระเจดีย์กั๊กกู่...ที่เมืองกั๊กกู่

หนาวแรกของปีนี้เริ่มต้นที่เมืองตองยี เมืองหลวงของรัฐฉาน ซึ่งอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 4,712 ฟุต ชื่อเมืองตองยี มาจากภาษาพม่า “ตอง”  แปลว่า ภูเขา ส่วน ยี หรือ จี แปลว่า ใหญ่ แปลรวมๆเมืองนี้น่าจะหมายถึงเมืองที่มีภูเขา ลูกใหญ่โอบล้อมอยู่นั่นเอง คนไทยรู้จักชื่อเมืองนี้ในอีกชื่อหนึ่งว่า เมืองตองคัง


เราแวะชมวิถีชีวิตของผู้คนที่ตลาดเมืองตองยี ตื่นตาตื่นใจกับอะโวคาโดลูกโต และส้มสีทองผลยักษ์ ที่สาวๆรุ่น 60 กระเตาะในคณะของเราอดใจไม่ไหว ต้องซื้อติดไม้ติดมือกันไปถุงใหญ่

“ทั้งถูก ทั้งดีแบบนี้ ไม่ซื้อไม่ได้” พี่สุดใจ ขาลุยหัวใจวัยรุ่น 17 แต่อายุจริงย่างเข้า 70 ปีนี้ บอก ขณะที่พี่ อัมพร นักธุรกิจที่มีงานอดิเรกเป็นนักเดินทางขั้นเทพในคณะของเราลงไปถ่ายรูปกับแม่ค้าในตลาดเป็นที่สนุกสนาน

นอกจากจะเป็นเมืองหลวงของรัฐฉานแล้ว...ตองยี  ยังเป็นเมืองประวัติศาสตร์ที่มีความเกี่ยวข้องกับไทยไม่น้อย เพราะเป็นเมืองที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ยกทัพมาตีเมืองกับพระมหาอุปราชและเจ้าเมืองแปร


ในสายตาของผู้มาเยือน เสน่ห์ของเมืองตองยี นอกจากความน่ารักของเมืองแล้ว มิตรไมตรีจิตของผู้คนก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะจากซีกโลกตะวันตก และดินแดนอาทิตย์อุทัยอย่างญี่ปุ่นให้หลั่งไหลมาเยือนอย่างไม่ขาดสาย แต่สำหรับคนไทยแล้ว ยังไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวมากนัก ส่วนใหญ่แล้วคนไทยนิยมที่จะไปเที่ยวที่อินเล ซึ่งมีทะเลสาบใหญ่อยู่ห่างจากตองยีไปประมาณ 25 กิโลเมตรมากกว่า

การท่องเที่ยวในประเทศพม่านั้น นอกจากคนพม่าหรือเมียนมาร์แล้ว ยังมีชนเผ่ามากกว่า 100 ชนเผ่า อาศัยอยู่ในรัฐต่างๆ เช่น รัฐคะฉิ่น มีอยู่ถึง 12 ชนเผ่า รัฐกะยา มี 9 ชนเผ่า รัฐฉิ่น มี 53 ชนเผ่า รัฐกะเหรี่ยง มี 11 ชนเผ่า รัฐฉาน มี 33 ชนเผ่า และ รัฐมอญ มี 1 ชนเผ่า


สำหรับชนเผ่าที่มีมากที่สุดในเมืองตองยี คือ ชนเผ่าปะโอ ที่เหลือนอกนั้นก็มีทั้งชาวปะหล่อง ดะบุ พม่า ไทใหญ่ หรือไตโหลง กะเหรี่ยง ว้า อยู่ประปราย

อีกอย่างที่เป็นประวัติศาสตร์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับประเทศไทยสำหรับเมืองตองยี ก็คือ เมืองนี้เป็นเมืองที่ประเทศไทยได้ส่งกองทัพเข้าไปยึดในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ก่อนที่จะส่งมอบเมืองคืนให้กับกองพลอินเดียที่ 7 เมื่อปี 2488 ในสมัยที่นายควง อภัยวงศ์ เป็นนายกรัฐมนตรี และเมื่อพม่าตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ อังกฤษได้รวมเอาตองยีเข้าเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของประเทศพม่า

ฟังจากคำบอกเล่าของคนที่เคยมาเที่ยวเมืองตองยีเมื่อหลายปีก่อนบอกว่า ยังไม่เจริญมากนัก ถนนหนทางยังเป็นฝุ่นดินแดง แต่ปัจจุบันตองยี

กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ถนนหนทางมีทั้งราดยางและเทคอนกรีต ทำให้การเดินทางสะดวกสบายมากขึ้น ตัวเมืองเริ่มขยายออกไปมาก การค้าขายทั้งจากฝั่งไทยและจีนเริ่มเข้ามามากขึ้น บอกได้เลยว่า ถ้าอยากมาเที่ยวตองยี ต้องรีบมาภายในปีสองปีนี้ หลังจากนั้น ตองยีอาจเปลี่ยนไป เหมือนเมืองปาย เมืองเชียงคานของบ้านเราก็เป็นได้


จากตลาดตองยี เราแวะกินอาหารกลางวันสไตล์ยูนนานกันที่ภัตตาคารโคคา โคล่า อาหารอร่อยทุกอย่าง แถมคนขายยังใจดีให้เข้าไปถ่ายรูปเตาไฟแบบโบราณที่ยังใช้ฟืน และขาหมูสองหม้อโตๆที่เจ้าของร้านบอกว่าทำเองเพื่อนำไปเลี้ยงในงานแต่งงานด้วย

รถบัสขนาด 15 ที่นั่ง วิ่งมาตามถนน ราว 2 ชั่วโมง เราก็มาถึง เมืองกั๊กกู่ (Kakku)

โอ้แม่เจ้า!! เจดีย์สีขาวนับพันๆองค์เรียงรายอยู่เบื้องหน้า ที่นี่คือ กลุ่มพระเจดีย์กั๊กกู่ ซึ่งเป็นโบราณสถานที่ถูกสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 16 ประกอบด้วยเจดีย์ถึง 2,548 องค์

คุณโกะ...สตรีชาวญี่ปุ่นที่ร่วมคณะไปกับเราบอกว่า เจดีย์กั๊กกู่นี้ปรากฏในเอกสารการท่องเที่ยวของญี่ปุ่น ที่เชื้อเชิญให้เดินทางมาชม ราวกับเป็นสิ่งมหัศจรรย์อีกแห่งหนึ่งของโลกเลยทีเดียว


ไกด์เด็กน้อยชาวปะโอ ที่มีอัตลักษณ์ของชนเผ่า คือ การแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีดำและโพกศีรษะด้วยผ้าสีสดใส พาเราเดินชมกลุ่มพระเจดีย์กั๊กกู่พร้อมอธิบายที่มาที่ไป ที่เป็นทั้งประวัติศาสตร์บ้าง ตำนานบ้าง เราก็มานั่งพักที่ร้านกาแฟด้านหน้าของเจดีย์ คราวนี้อะโวคาโดที่ซื้อมาจากตลาดตองยีถูกแปรเปลี่ยน เป็น Smoothie อะโวคาโด รสหวานธรรมชาติ ไม่ต้องใส่น้ำตาล อร่อยอย่าบอกใคร

เรากลับมาพักค้างคืนที่เมืองตองยี เพื่อเตรียมพร้อมเดินทางสู่ เมืองพินดายา (Pindaya) และเมืองกะลอว์ในวันรุ่งขึ้น

จากตองยีไปเมืองพินดายาใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ทิวทัศน์ตลอดสองข้างทางแทบทำให้เราลืมเวลาไปเลย ไร่งาที่ดอกของมันกำลังบานสะพรั่งเหลืองอร่าม เย้ายวนให้ต้องลงไปถ่ายรูป ที่ต้องบอกว่าหากไปอวดใครว่าเป็นยุโรปก็คงจะมีคนเชื่ออยู่บ้าง สีฟ้าสดของท้องฟ้าตัดกับสีเขียวของยอดภูเขา...งดงามราวกับภาพวาดจริงๆ

ระหว่างทางเราแวะรับประทานอาหารกลางวันกันที่เมืองเอาปัน ที่นี่ เราได้ลิ้มชิมรสก๋วยเตี๋ยวสไตล์เวียดนามกับซาลาเปาสไตล์ยูนนาน ที่ดูเหมือนจะผสมผสานกันได้เป็นอย่างดี


2 ชั่วโมงแต่เหมือนแค่อึดใจ เราก็มาถึง ถ้ำพินดายา (Pindaya Caves) ถ้ำเก่าแก่อายุมากกว่า 200 ล้านปี ทุกซอกทุกมุมของถ้ำมีพระพุทธรูปสีทองอร่ามหลากยุคหลากสมัยมากถึงกว่า 8,000 องค์ เรียงรายอยู่ตามผนังถ้ำ

พี่โก๋....กูรูด้านของเก่าของโบราณในคณะของเราบอกว่า บางองค์มีอายุมากนับพันๆปี...ขณะที่บางองค์อาจมีอายุแค่ 30-50 ปีเท่านั้น

สาเหตุที่ถ้ำพินดายามีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่มาก มายขนาดนี้น่าจะมาจากความเชื่อที่ว่าหากใครได้สร้างพระหรือเจดีย์ถวายเป็นพุทธบูชาแล้ว ก็จะได้บุญ ได้กุศล


ภายในถ้ำนอกจากพระที่ปิดทองเป็นจำนวนมากแล้ว มีพระพุทธรูปอยู่ 2 องค์ที่ไม่ควรพลาดการกราบนมัสการบูชา นั่นก็คือ พระพุทธรูปสีดำที่เชื่อกันว่ามีเหงื่อออกมาตลอดเวลาทำให้ไม่สามารถปิดทองได้ และพระพุทธรูปทรงเครื่องกษัตริย์ที่ใครได้กราบไหว้ขอพรแล้ว ก็จะประสบความสำเร็จในเรื่องที่ขอ


ออกจากถ้ำพินดายา เรามุ่งหน้าสู่เมืองกะลอว์ ซึ่งตั้งอยู่บนที่ราบสูงของเทือกเขาชานโย เคยเป็นที่ตั้งของฐานทัพอังกฤษในสมัยอาณานิคม เป็นเมืองที่ได้ชื่อว่าเป็นสวิตเซอร์แลนด์แห่งเมียนมาร์ เพราะมีอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี ในฤดูหนาวประมาณเดือน พ.ย.-ก.พ. อุณหภูมิจะอยู่ที่ประมาณ 5-10 องศาเซลเซียส ขณะที่อุณหภูมิเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ประมาณ 20-25 องศาเซลเซียส ใครที่อยากมาเที่ยวสัมผัสอากาศดีๆแบบนี้ อาจจะเข้าไปดูรายละเอียดได้ ที่ www.ayathaitravel.co.th หรืออีเมล์ Info@ayathaitravel.com

คืนที่สามในรัฐฉาน เราเข้าพักที่โรงแรม Hilltop Villa เมืองกะลอว์

สัมผัสบรรยากาศกลิ่นอายอังกฤษกล่อมให้นอนหลับฝันดี ในค่ำคืนแห่งความสุข บนดินแดนสวิตเซอร์แลนด์แห่งเมียนมาร์....

 

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้