วันอาทิตย์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

บริจาค"อวัยวะ"แก่เพื่อนมนุษย์ ที่สุดแห่งการให้...

โดย

“หนึ่งคนให้ หลายคนรับ”

สโลแกนคุ้นหู ติดปาก สำหรับโครงการรณรงค์บริจาคอวัยวะ ซึ่งที่ผ่านมาแม้จะมีการตื่นตัวในเรื่องดังกล่าวเพิ่มมากขึ้น แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะตอบสนองความต้องการของผู้ที่รอรับบริจาคอวัยวะอยู่

สถิติการบริจาคอวัยวะของสภากาชาดไทยในปี 2555 พบว่ามีผู้รอรับการบริจาคอวัยวะ 3,516 ราย แต่มีผู้บริจาคอวัยวะเพียง 136 คน โดยสามารถนำอวัยวะไปปลูกถ่ายช่วยเหลือผู้ป่วยได้ 334 คน

คิดเป็นสัดส่วนผู้บริจาค  2  คนต่อประชากร 1  ล้านคน  ซึ่งถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับประเทศที่มีอัตราการบริจาคอวัยวะสูงสุด ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 35-40 คนต่อประชากร 1 ล้านคน

อุปสรรคสำคัญประการหนึ่งของการบริจาคอวัยวะ คือ การขาดความรู้ความเข้าใจถึงภาวะ “สมองตาย”  ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดปัจจัยหนึ่งของทั้งการบริจาคและการนำอวัยวะไปใช้


เรื่องนี้  นพ.ชาญวิทย์  ทระเทพ  รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข อธิบายว่า ในทางการแพทย์ถือว่า  ผู้มีภาวะสมองตายเป็นผู้ที่เสียชีวิตแล้ว  เพราะผู้ป่วยจะไม่มีความรู้สึก ไม่รับรู้ สมองไม่สามารถสั่งการใดๆได้อีกอย่างถาวร แม้จะใช้เครื่องช่วยหายใจหรือยากระตุ้นใดๆ  ซึ่งเมื่อมีภาวะสมองตาย ร่างกายส่วนที่เหลือจะหยุดทำงานภายใน 3-5 วัน

“การวินิจฉัยภาวะสมองตายส่วนใหญ่แล้วจะใช้เกณฑ์มาตรฐานสากล ซึ่งได้รับการรับรองและควบคุมโดยแพทยสภา ประเด็นสำคัญ คือ การบริจาคอวัยวะทำได้ในช่วงแรกของสภาวะสมองตายเท่านั้น  หากพ้นช่วงดังกล่าวไป แล้ว  อวัยวะก็จะเสื่อมหน้าที่และไม่สามารถนำไปปลูกถ่ายช่วย เหลือผู้ป่วยอื่นได้”  คุณหมอชาญวิทย์บอก พร้อมกับเสริมว่า ส่วนใหญ่แล้ว แม้จะเกิดภาวะสมองตายแล้วก็ตาม แต่ญาติพี่น้องหรือครอบครัวของผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะสมองตายส่วนมาก ยังคาดหวังว่าจะมีปาฏิหาริย์ที่ผู้ป่วยจะฟื้นคืนชีวิตมา หรือทำใจไม่ได้จึงไม่ยอมบริจาค แต่ความจริงก็คือ ยังไม่เคยมีผู้ป่วยรายใดที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะสมองตายแล้วจะสามารถฟื้นกลับคืนชีวิตมาได้อีก

นอกจากความหวัง ความเชื่อในภาวะปัจจุบันแล้ว ยังมีความเชื่อในเรื่องของการเกิดใหม่อีก  คุณหมอชาญวิทย์   บอกว่า  ญาติผู้ป่วยที่มีภาวะ สมองตายจำนวนมาก ที่คิดว่าหากบริจาคอวัยวะแล้วจะทำให้การเกิดใหม่ในชาติหน้าของผู้เสียชีวิตจะมีอวัยวะไม่ครบ 32 ซึ่งเป็นความเชื่อที่เป็นอุปสรรคและทำให้ประเทศ ไทย ซึ่งแม้จะเป็นเมืองพุทธศาสนาแต่กลับมีภาวะขาดแคลนการบริจาคอวัยวะมากกว่าประเทศที่ไม่ใช่เมืองพุทธ

เกี่ยวกับเรื่องนี้ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) เคยให้ความเห็นไว้ว่า การบริจาคอวัยวะเป็นทานชั้นสูงเพราะเป็นทานที่ต้องทำด้วยความเมตตากรุณา อยากให้ผู้อื่นได้รับประโยชน์ มีความสุข และพ้นจากทุกข์ หากปฏิบัติถูกต้องตามหลักคุณธรรม ด้วยบุญกุศลจริง ยิ่งส่งผลให้มีอวัยวะมีความสมบูรณ์แข็งแรงมากขึ้น

เช่นเดียวกับความเห็นของ พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี ที่บอกว่า “การให้อวัยวะเป็นทานชนิดหนึ่งที่เรียกกันว่าทานชั้นสูงในบวรพุทธศาสนาและเป็นสิ่งที่เราควรทำ  เพราะวันหนึ่งร่างกายของเราเมื่อแตกดับไปแล้วจะกลายเป็นสิ่งที่ไร้สาระ แต่ถ้าเรานำอวัยวะของเรามาให้เป็นทานก็เท่ากับว่าเรารู้จักถือเอาสาระจากสิ่งซึ่งกำลังเข้าไปสู่สภาวะไร้สาระ บุคคลที่รู้จักการเอาสาระจากสิ่งที่ไร้สาระนับว่าเป็นปัญญาชนชั้นยอด

มิรันตี  วันหวัง  สาวน้อยวัย 18 ได้เล่าประสบการณ์การได้รับบริจาค อวัยวะของตนเองเมื่อ  5  ปี ที่ผ่านมาว่า ตอนอายุ 13 ปี หนูเป็นโรคหัวใจโต  คุณหมอบอกว่าโตมาถึงซี่โครงซี่ที่ 7 ทับปอดไปครึ่งหนึ่ง  ทำให้หายใจเอง ไม่ได้  ต้องใช้ยากระตุ้นหัวใจ  เพราะหัวใจของหนูเหมือนหัวใจของคนอายุ 80 ปี ตอนนั้นคุณหมอบอกว่าอยู่ ได้ไม่เกิน 3 เดือน ระหว่างรักษาตัวต้องนอนอยู่โรงพยาบาลตลอด ไม่ได้กลับบ้านเลย เคยทำสเต็มเซลล์โดยเอาไข กระดูกสันหลังฉีดเข้าเส้นเลือด ใหญ่ไปที่หัวใจแต่ก็ไม่ได้ผล ผ่านไป 2 ปีจึงตัดสินใจขอรับบริจาคอวัยวะ และเป็นความโชคดีของหนู เพียง 2 อาทิตย์ก็ได้รับบริจาค ดีใจมาก รู้สึกเหมือนได้ชีวิตใหม่ ต้องขอบคุณผู้บริจาคและทุกฝ่ายที่ทำให้หนูมีชีวิตต่อไป

ขณะที่  ฐานรัตน์  นรินทร์สุขสันติ วัย 16 ปี เล่าว่า ตอนอายุ 4 เดือน มีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ท้องโต และการเจริญเติบโตทางร่างกายผิดส่วนไม่เหมือนเด็กคนอื่น หาสาเหตุกันนาน ในที่สุดคุณหมอก็พบว่าเป็นโรคท่อน้ำดีตีบตัน ทำให้ตับใช้งานไม่ได้ คุณหมอได้แนะนำให้ติดต่อสภากาชาดไทยเพื่อขอรับบริจาคตับ จนกระทั่งมีผู้บริจาคตับ ทำให้ได้รับการปลูกถ่ายตับตอนอายุขวบกว่า หลังจากนั้นอาการก็ดีขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งถ้าไม่มีผู้บริจาคตับให้หนูในวันนั้น หนูก็คงไม่มีชีวิตรอดมาถึงวันนี้ ต้องขอขอบคุณผู้ที่บริจาคตับให้  ถือว่าท่านได้ทำบุญที่ยิ่งใหญ่มาก

สุภาภรณ์  ศรีตั้งศิริกุล  หัวหน้าศูนย์ประสาน งานการปลูกถ่ายอวัยวะ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ในฐานะพยาบาลที่ทำหน้าที่ประสานงานการปลูกถ่ายอวัยวะมานานถึง 32 ปี เล่าให้ฟังว่า แรงจูงใจที่ทำให้มาทำงานตรงนี้เกิดจากการได้เห็นความทุกข์ทรมานของผู้ป่วยที่รอรับบริจาคอวัยวะ ทำให้เรารู้สึกว่าอยากให้ผู้ป่วยได้มีชีวิตใหม่ แม้ว่างานตรงนี้จะหนัก ต้องอดทน ต้องมีความตั้งใจสูงมาก แต่เมื่อเราได้เห็นชีวิตใหม่ที่สดใสหลังจากการปลูกถ่ายอวัยวะสำเร็จ ก็รู้สึกว่ามันคุ้มค่ามาก ทุกวันนี้มีผู้รอรับบริจาคอวัยวะเยอะ มาก โดยเฉพาะไตจะมีผู้ขอรับบริจาคมากที่สุด

ปีใหม่นี้ หากไม่รู้ว่าจะทำบุญอะไรดี ขอเชิญชวนมาร่วมกันบริจาคอวัยวะแก่เพื่อนมนุษย์ เพื่อต่อชีวิตต่อลมหายใจของผู้ป่วยที่รอความหวัง ถือว่าเป็นทานบารมีที่ยิ่งใหญ่ และเป็นที่สุดแห่งการให้ครั้งสุดท้ายของชีวิต ผู้สนใจสามารถติดต่อได้ที่ ศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทย อาคารเทิดพระเกียรติสมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ
สุวฑฺฒโน) ชั้น 5, ถนนอังรีดูนังต์, เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ, 10330 โทร.0-2256-4045-6 หรือสายด่วน 1666

3 ม.ค. 2557 11:22 ไทยรัฐ