วันอังคารที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ธปท.ปัดประเมินผลกระทบ กปปส.ชัตดาวน์ กทม.

ธปท. รับยังไม่สามารถประเมินผลกระทบกรณี กปปส. ปิด กทม.ได้ แต่เชื่อรัฐและเอกชนเคยผ่านเหตุมามากปรับตัวได้ ส่วนบาทอ่อนหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ไม่กระทบเงินเฟ้อ...

เมื่อวันที่ 2 ม.ค. 57 นางรุ่ง มัลลิกะมาส โฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยอมรับว่า ยังไม่สามารถประเมินผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจได้ หากกลุ่ม กปปส. ปิดกรุงเทพฯ ในวันที่ 13 ม.ค. 57 โดยมีแนวโน้มที่เป็นไปได้ทั้งเชิงบวกและเชิงลบ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์จริง เมื่อเทียบกับการคาดการณ์ของตลาด ว่าจะแย่กว่าหรือดีกว่า แต่เชื่อว่าไทยก็เคยผ่านเหตุการณ์ต่างๆ มามาก ทั้งวิกฤติการเมืองและน้ำท่วม จึงมั่นใจว่าทั้งภาครัฐและเอกชนมีศักยภาพด้านการดำเนินงานให้มีความต่อเนื่องได้

ส่วนสถานการณ์ค่าบาทที่อ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง เป็นผลมาจากปัจจัยทั้งภายในและภายนอก ปัจจัยแรกมาจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ เริ่มฟื้นตัวดีขึ้น จึงมีสัญญาณว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะค่อยๆ ปรับลดมาตรการอัดฉีดเม็ดเงิน หรือ คิวอี ลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น ปัจจัยที่ 2 มาจากความเบาบางของตลาด ปัจจัยที่ 3 ในช่วงเดือน ม.ค. จะเป็นช่วงเวลาที่กองทุนต่างๆ มีการปรับสัดส่วนการลงทุน ทำให้ช่วงนี้ทิศทางการลงทุนมีความเปลี่ยนแปลง และปัจจัยที่ 4 มาจากสถานการณ์ทางการเมือง มีผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ทั้งนี้ โฆษก ธปท. ยังไม่กังวลว่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงจะส่งผลต่อภาวะเงินเฟ้อ เพราะมองว่าสัดส่วนสินค้านำเข้าของผู้บริโภคมีไม่สูง แค่ประมาณ 20% และภาวะเงินเฟ้อปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำ ส่วนผลที่มีต่อภาคการส่งออกจะทำให้สภาพคล่องของผู้ประกอบการสูงขึ้น และมีความเป็นไปได้ที่กำไรจะเพิ่มขึ้นในรูปของเงินบาท

สำหรับราคาพลังงาน ทั้งก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) และค่าไฟฟ้าอัตโนมัติ (เอฟที) ที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น จะทำให้ราคาสินค้าแพงขึ้น และกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อหรือไม่นั้น ยอมรับว่าต้นทุนบางส่วนสูงขึ้น แต่ถ้ามองในแง่ของดัชนีราคาผู้ผลิต (พีพีไอ) ยังถือว่าอยู่ในระดับต่ำ ต้นทุนโดยรวมยังไม่สูงมาก แต่การที่ผู้ผลิตจะส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภคนั้น ต้องประกอบกับแรงความต้องการของตลาดด้วย ถ้าคนไม่จับจ่ายใช้สอย โอกาสที่ผู้ประกอบการจะขึ้นราคาสินค้าคงทำได้ยาก

ส่วนภาวะหนี้ครัวเรือน ล่าสุดในเดือน ต.ค. -พ.ย. 56 ปรับเพิ่มขึ้นจาก 79.2 เป็น 80.1 เนื่องจากสินเชื่อชะลอลง ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดี ที่สินเชื่ออุปโภคบริโภคที่ไม่มีหลักประกัน ปี 56 โตถึงร้อยละ 30 ปัจจุบันชะลอลงมาเหลือที่ร้อยละ 10 ขณะเดียวกัน เมื่อเทียบกับจีดีพีอาจเพิ่มขึ้นมาบ้าง แต่ยังไม่มีอะไรน่ากังวล เพราะหนี้ที่เกิดขึ้นมักเกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว ถือเป็นเรื่องปกติ และตอนนี้พฤติกรรมของผู้กู้และผู้ปล่อยกู้มีความระมัดระวังมากขึ้นกว่าปีก่อน ขณะที่การลดดอกเบี้ยของ กนง. เชื่อว่าไม่มีส่วนช่วยกระตุ้นให้คนไปกู้เพิ่ม แต่จะเข้าไปช่วยลดภาระลูกหนี้มากกว่า ฉะนั้น ภาพรวมหนี้ครัวเรือนจึงมีสัญญาณที่ดีขึ้น พร้อมกันนี้ภาวะหนี้เสียโดยรวมยังไม่เพิ่มขึ้น แต่ที่อาจจะเพิ่มขึ้นคือ สินเชื่อรถยนต์.