วันศุกร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เปิดแผนขยายอาณาจักรสุวรรณภูมิ

หลังจากที่ “ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ” เปิดให้บริการครั้งแรกมาตั้งแต่วันที่ 28 กันยายน 2548 รองรับผู้โดยสารได้มากถึง 45 ล้านคน/ปี และขณะนี้ผ่านมากว่า 8 ปี จำนวนผู้โดยสารก็ได้เพิ่มมากขึ้นจนเกินขีดความสามารถในการรองรับ ซึ่งตามแผนการพัฒนาท่าอากาศยาน ทาง บริษัท ท่าอา-กาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ได้มีการเตรียมการรองรับที่จะขยายขีดความสามารถท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ให้ทันกับปริมาณผู้โดยสารที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง

ซึ่งตามแผนการขยายขีดความสามารถ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ “นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เปิดเผยรายละเอียด ถึงแนวทางพัฒนาขยายขีดความสามารถท่าอากาศยานว่า การพัฒนาท่าอากาศยานจะเป็นตัวขับเคลื่อนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งจะช่วยเพิ่มการแข่งขันของประเทศในเวทีการค้าโลก และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ดังนั้น ทอท.จึงวางแผนให้มีทิศทางที่ชัดเจนทั้งระยะสั้นและระยะยาว

ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมจึงได้มอบหมายให้บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. จัดทำแผนวิสาหกิจสำหรับปี 2558-2562 โดยกำหนดวิสัยทัศน์ (Vision) ในการดำเนินงานว่า “ทอท.เป็นผู้ดำเนินการและจัดการท่าอากาศยานที่ดีระดับโลก” (AOT Operates The World’s Smartest Airports) พร้อมกำหนด 5 ยุทธศาสตร์ในการดำเนินงานคือ 1.พัฒนาท่าอากาศยานและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ดีระดับโลก

2.พัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในระดับ Most Intelligent Airport 3.พัฒนาคุณภาพบริการความสะดวกสบายและความปลอดภัยท่าอากาศยาน 4.การกํากับดูแล กิจการที่ดีเลิศและมีประสิทธิภาพสูง และ 5.สร้างความเติบโตและมีผลกําไรอย่างสมเหตุสมผล

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์ที่กำหนดไว้ ทอท.จำเป็นต้องเร่งรัดโครงการพัฒนา “ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และท่าอากาศยานดอนเมือง” เพื่อเพิ่มศักยภาพการให้บริการ รองรับปริมาณจราจรทางอากาศในอนาคต รวมถึงเป็นการเพิ่มความสามารถแข่งขันให้ทันต่อสภาวการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด

ในส่วนของ “ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ” มีโครงการพัฒนาขยายขีดความสามารถท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ตั้งแต่ปี 2554-2560 โดยจะเริ่มโครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ระยะที่ 2 มูลค่ากว่า 62,503 ล้านบาท ซึ่งตามแผนจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างปี 2553-2559 เมื่อดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จจะเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารเป็น 60 ล้านคนต่อปี จากเดิมปัจจุบันรองรับปริมาณผู้โดยสารที่ 45 ล้านคน/ปี ใช้เวลาดำเนินการ 6 ปี

ซึ่งแผนขยายขีดความสามารถประกอบด้วย กลุ่มงานอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 ซึ่งจะสามารถจอดเครื่องบินเอ 380 ได้กว่า 8 หลุม และจอดเครื่องบินโบอิ้ง 747 ได้ 20 หลุมจอด, ก่อสร้างส่วนต่อเชื่อมอุโมงค์ด้านทิศใต้และระบบขนส่งผู้โดยสารเชื่อมต่อการเดินทางระหว่างอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศและอาคารเครื่องบินรองหลังที่ 1 รวมถึงขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศตะวันออกรองรับผู้โดยสารระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นอีก 60,000 ตารางเมตร

นายชัชชาติกล่าวต่อว่า ซึ่งนอกจากโครงการพัฒนาระหว่างปี 2554-2560 แล้ว ทอท.จะดำเนินงานควบคู่กับการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ระยะที่ 3 ด้วย เริ่มตั้งแต่ปี 2557-2561 เพื่อรองรับผู้โดยสารได้ 75 ล้านคนต่อปี ประกอบด้วย การก่อสร้างทางวิ่งเส้นที่ 3 คาดว่าจะแล้วเสร็จปี 2562, การขยายอาคารผู้โดยสารไปทางด้านทิศตะวันตก, การก่อสร้างอาคารที่จอดรถและสำนักงานสายการบิน การก่อสร้าง curb ที่ 3 ด้านหน้าอาคาร รวมถึงการปรับปรุงคุณภาพดินเพื่อเตรียมการก่อสร้างทางวิ่งเส้นที่ 4

นอกจากนั้น ทอท.ยังอยู่ระหว่างก่อสร้างอาคารปฏิบัติการและระบบลำเลียงกระเป๋าสัมภาระเปลี่ยนเที่ยวบิน (Transfer Baggage Terminal) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการขนถ่ายสัมภาระผู้โดยสารให้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น คาดว่าจะแล้วเสร็จ พ.ค.2557

อย่างไรก็ตาม ทอท.ยังมีแผนพัฒนาคลังสินค้าเขตปลอดอากรในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยอยู่ระหว่างการจัดทำแผนแม่บทและแผนปฏิบัติการ รวมทั้งมีโครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ระยะที่ 4-5 เพื่อให้สามารถรองรับผู้โดยสารได้ 120 ล้านคนต่อปี

นายชัชชาติกล่าวต่อว่า “ส่วนการพัฒนาท่าอากาศยานดอนเมือง” นั้น ทอท.มีแนวคิดให้ดอนเมืองเป็นท่าอากาศยานเปิดให้บริการแบบเต็มรูปแบบสามารถรองรับสายการบินที่มีการต่อเครื่อง นอกเหนือจากรองรับเพียงสายการบินต้นทุนต่ำ และเที่ยวบินที่เป็นแบบจุดต่อจุด จึงต้องพัฒนาเพื่อเพิ่มศักยภาพรองรับผู้โดยสารได้ประมาณ  30 ล้านคนต่อปี เป็นผู้โดยสารระหว่างประเทศ 8 ล้านคน และผู้โดยสารในประเทศ 22 ล้านคน

สำหรับรายละเอียดแผนการพัฒนาท่าอากาศยานระยะที่ 2 และ 3 ประกอบด้วย การปรับปรุงอาคารผู้โดยสารหมายเลข 2 การปรับปรุง South Corridor และ Pier หมายเลข 5 การปรับปรุงอาคารจอดรถยนต์ 7 ชั้น โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการ คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2557

ส่วนการพัฒนาท่าอากาศยานดอนเมืองระยะที่ 3 ปี 2557-2559 จะเพิ่มขีดความสามารถให้รองรับผู้โดยสารเป็น 39 ล้านคนต่อปี แบ่งเป็นผู้โดยสารระหว่างประเทศ 16 ล้านคน และผู้โดยสารในประเทศ 23 ล้านคน

นอกจากนั้น นายชัชชาติ ยังได้กล่าวถึง ภาพรวมธุรกิจท่าอากาศยาน ซึ่งขยายตัวตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่เติบโตเฉลี่ยปีละ 3% ขณะที่การเติบโตของเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มีอัตราการเติบโตปีละ 4%

ส่วนในภูมิภาคอาเซียนได้มีการคาดการณ์ว่าจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 4.6% ต่อปี จนถึงปี 2573 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยและประเทศสมาชิกอาเซียนว่าจะมีทิศทางที่ดีขึ้นในอนาคต

นายชัชชาติกล่าวต่อว่า ส่วนอุตสาหกรรมท่าอากาศยานทั่วโลกได้มีอัตราการเติบโตของรายได้ ระหว่างปี 2550-2554 ประมาณ 4.3% โดยปัจจุบันมีมูลค่าประมาณ 3.6 ล้านล้านบาท และคาดการณ์ว่าการเติบโตของรายได้จากท่าอากาศยานในอนาคตจนถึงปี 2560 จะอยู่ที่ 3.85% ขณะที่รูปแบบการสร้างรายได้ของธุรกิจท่าอากาศยานมีการปรับเปลี่ยนไปสู่รายได้จากกิจการที่ไม่เกี่ยวกับการบินมากขึ้น

ซึ่งจากข้อมูล “สภาท่าอากาศยานระหว่างประเทศ” แสดงให้เห็นว่าจํานวนผู้โดยสารทางอากาศทั่วโลกมีอัตราการเติบโตระหว่างปี 2547-2554 ถึง 5.4% ต่อปี แบ่งเป็นผู้โดยสารที่เดินทางมาจากเอเชียแปซิฟิกมากที่สุด คิดเป็น 29% ตามมาด้วยยุโรปและอเมริกาเหนือ คาดว่าการเติบโตในระยะ 20 ปีจะเพิ่มขึ้น 4.5% ต่อปีในปี 2568

นอกจากนั้น รูปแบบอากาศยานและการให้บริการก็มีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน โดยปัจจุบันมีสายการบินที่ให้บริการทั่วโลกกว่า 900 สายการบิน มีจำนวนอากาศยานทั่วโลกประมาณ 19,890 ลํา ส่วนใหญ่ผลิตโดยบริษัทโบอิ้ง และอากาศยานที่ให้บริการ 63% เป็นอากาศยานประเภททางเดินเดียว (Single-aisle Airplane) โดยโบอิ้งคาดว่าภายในปี 2574 จำนวนอากาศยานจะเพิ่มขึ้นอีก 2 เท่า เฉพาะอากาศยานประเภททางเดินเดียวจะเพิ่มขึ้นถึง 117%

ขณะเดียวกัน ความต้องการเดินทางด้วยเที่ยวบินระยะไกล (Long Haul) ในระยะ 20 ปีข้างหน้าจะเติบโตประมาณ 5.2% ต่อปี สายการบินจึงเริ่มสั่งซื้อเครื่องบินประเภท 2 ทางเดิน (Twin-aisle Airplane) มากขึ้น ซึ่งจะนําไปสู่ปริมาณการจราจรทางอากาศที่คับคั่งมากยิ่งขึ้นในอนาคต

ดังนั้น ท่าอากาศยานทั่วโลกจึงต้องเตรียมวางแผนการลงทุนพัฒนาขยายขีดความสามารถในการรองรับให้เพียงพอและมีประสิทธิภาพ

นอกจากนั้น ยังมีปัจจัยสนับสนุนจากการเติบโตของอุตสาหกรรมการท่อง-เที่ยว ซึ่งองค์การการท่อง- เที่ยวโลก (UNWTO) คาดว่าการเติบโตของจำนวนนักท่องเที่ยวทั่วโลกเฉลี่ยระหว่างปี 2553-2573 คิดเป็น 3.3% ต่อปี หรือคิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 43 ล้านคนต่อปี และคาดว่าภายในปี 2573 นักท่องเที่ยวจะเพิ่มสูงถึง 1,800 ล้านคน โดยประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะมีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มมากขึ้น

สําหรับประเทศไทยจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามามีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง คาดว่าในปี 2559 จะมีนักท่องเที่ยวประมาณ 19 ล้านคน โดยนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ 85% เดินทางเข้ามาทางอากาศ

นอกจากนั้น การเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 ยังเป็นปัจจัยที่ผลักดันให้ประเทศสมาชิกอาเซียนให้ความสำคัญกับการพัฒนาท่าอากาศยานภายในประเทศค่อนข้างมาก เพราะจะมีการเดินทางภายในภูมิภาคเอเชียมากยิ่งขึ้นเป็น 120 ล้านคนในปี 2558 ซึ่งไทยอาจเจอคู่แข่งหลายด้าน จึงต้องเตรียมความพร้อมโดยการพัฒนาท่าอากาศยานหลักของประเทศ.


ทีมเศรษฐกิจ

2 ม.ค. 2557 10:43 ไทยรัฐ