วันจันทร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ทายาทเกษตรกรมืออาชีพ มีกินมีเกียรติรายได้ดีมีสุข

โดย

“...เป็นเพราะคนรุ่นใหม่ไม่เอา... เกษตรกรยัง

เหมือนเดิม แต่เป็นผู้มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป ลูกค้า ธ.ก.ส.สำรวจแล้วอายุ 60 ปีขึ้นไปทั้งนั้นเลย ส่วนลูกๆหลานๆก็ถามเขาว่า ทำไมไม่มาทำ...

เขาก็บอกว่าเรียนหนังสือแล้วไม่มีใครอยากกลับมาทำนา ทำสวน อยากไปกินเงินเดือน ทำงานบริษัท ทำงานห้องแอร์”

เอ็นนู ซื่อสุวรรณ ประธานกรรมการมูลนิธิอาจารย์จำเนียร สาระนาค สะท้อนประเด็นน่าสนใจต่อไปอีกว่า เกษตรกรไทยหนุ่มสาววันนี้มีอยู่ไม่เกิน 10 เปอร์เซ็นต์ที่กลับมาสานต่ออาชีพเกษตร ได้คุยกันว่าคิดอย่างไร ในเมื่อพ่อแม่มีที่ดิน มีสวน มีไร่ มีนาให้...ทำไมไม่ทำ ก็ได้รับคำตอบกลับมาว่า “ทำแล้วกลัวเจ๊ง ทำแล้วแย่ แล้วก็เหนื่อย”

“เห็นพ่อแม่ทำแล้วก็เหนื่อยแทน แล้วเขาก็ไม่เคยลำบาก ปกติพ่อแม่ก็มักจะไม่ให้ลูกลงทำสวน ทำนา ลูกมีหน้าที่เรียนหนังสือ พ่อแม่ทำเอง ลูกตั้งใจเรียนก็แล้วกันให้จบๆไป”

สะท้อนว่า...นี่เป็นปัญหาของประเทศ ยิ่งเรากำลังจะเปิดประตูเศรษฐกิจอาเซียนอีกสองปีข้างหน้า ปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ววันนี้ มีนายทุนต่างชาติเข้ามาซื้อที่ดินเกษตรเยอะเลย โดยเฉพาะจังหวัดชายแดนกัมพูชา ลาว กลัวว่า... ยิ่งทิ้งไว้ปล่อยสถานการณ์ให้ผ่านเลยไป ก็จะยิ่งเสียหายเพราะที่ดินเกษตรไม่ดีนายทุนคงไม่ซื้ออยู่แล้ว

จำเป็นที่สังคมโดยเฉพาะคนหนุ่มสาวจะต้องได้รับรู้ว่าทำเกษตรแล้วมีกิน แล้วมีเกียรติ รายได้ดีเลี้ยงตัวเองได้ แล้วก็มีความสุขด้วย ไม่อย่างนั้นคนเรียนจบไปแล้วก็ไปทำงานกินเงินเดือนกันหมด

“ระบบการศึกษาไทย คนเรียนจบ ร้อยละ 30 เท่านั้นที่สามารถมีเงิน

เดือนกิน แต่อีกร้อยละ 70 ที่เหลือจะต้องไปดิ้นรนกันเอง เราเลยคิดว่าอาชีพ เกษตรไม่ต้องดิ้นรนมาก...หากมีที่ดินเป็นของพ่อแม่อยู่แล้ว”

เอ็นนู บอกว่า ปัญหาอยู่ที่ความกลัว ไม่มั่นใจ ในฐานะประธานมูลนิธิอาจารย์จำเนียร อยู่ที่ ธ.ก.ส. เลยร่วมกับอาจารย์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช คณะเกษตรฯ คิดกันว่าจะช่วยเรื่องนี้กันได้อย่างไร

จึงเกิดแนวคิดหาต้นแบบทายาทเกษตรกรตัวจริงที่ทำเกษตรมา 3 ปี... 5 ปีแล้วก็มีเงินเก็บเป็นแสนเป็นล้านมีความสุข จบปริญญาตรี ปริญญาโท แต่มาทำเกษตรกับพ่อแม่ เรารวบรวมมาได้ 30 คน มีทั้งชาวนา ชาวสวน ชาวไร่ ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ มาจากหลากหลายจังหวัดทั่วประเทศ ได้มาเจอกันพบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนกันที่ศูนย์ภูมิรักษ์ธรรมชาติ ตำบลหินตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก ได้เห็นสิ่งสำคัญว่า “ในหลวงรักการเกษตรขนาดไหน ถ้าเรื่องการเกษตรไม่ดีจริง ในหลวงคงไม่ทำหรอก”

เมื่อได้มาอยู่ร่วมกัน...ก็รู้สึกภาคภูมิใจ แลกเปลี่ยนกัน เรื่องไหนดี เรื่องไหนยังไม่ได้คิดมาเป็นเครือข่ายกัน มีอะไรจะได้ช่วยเหลือกัน วันสุดท้ายก็บอกว่า น้องๆเก่งกันทุกคน เอาตัวรอดได้แล้ว ไม่อยากช่วยคนอื่น หรือมีเยอะเลยนะที่เป็นแบบเดียวกับน้อง แต่กลัว ช่วยสอน เป็นพี่เลี้ยงให้ได้ไหม พวกเขาก็ยินดี อยากมีพวกเยอะๆ เป็นการเปิดตัวครั้งแรกของโครงการหลักสูตรฝึกอบรมร่วมกัน “โครงการฝึกอบรมทายาทเกษตรกรมืออาชีพ”

ต้องขีดเส้นใต้เน้นคำว่า “มืออาชีพ”...เอาไว้ คำนี้ไม่ใช่มีไว้ให้สวยหรู หากแต่ความเป็นมืออาชีพ คือ ทำแล้วต้องเท่ มีเงิน ไม่ลำบากยากจน รู้จักวางแผนเหมือนนักธุรกิจ นำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ รู้จักตลาด รู้จักแปรรูป

“วันนี้เราได้หลักสูตรมาแล้ว สำคัญที่สุดผู้ที่จะเข้าร่วมได้ต้องเป็นเกษตรกรที่เป็นตัวจริง เสียงจริง ทำจริง ไม่ไปเรียนรู้ที่มหาวิทยาลัยไหน ไม่ไปเรียนรู้ที่อื่น แต่เรียนรู้อยู่ในแปลงนา แปลงไร่ แปลงสวน ของพ่อแม่ตัวเองนั่นแหละ แต่ข้อสำคัญคือต้องตั้งใจจริง เอาจริง ไม่มีการถอยหนีในช่วงระยะเวลา 9 เดือน”

เราจะเริ่มต้น 2 ส่วน ส่วนแรก...ปฐมนิเทศเพื่อให้กำลังใจ สร้างความเชื่อมั่นว่าทำได้จริง อยู่ร่วมกัน 5 วัน ระหว่างวันที่ 1-5 เมษายน2557 ที่ศูนย์ภูมิรักษ์ธรรมชาติ จังหวัดนครนายก กับรุ่นพี่ บอกเล่าประสบการณ์เรียนรู้จากรุ่นพี่ น้องๆเลือกพี่คนไหนจับคู่กัน เพื่อเป็นพี่เลี้ยงกันไปจนจบ แล้วก็คิดว่าตัวเองจะทำอะไร ที่จะทำให้ดีขึ้นอย่างไร

ออกแบบชีวิตตัวเอง รูปแบบทำได้ไม่จำกัดเพื่อเพิ่มเติมความรู้ สามารถยืดหยุ่นได้ แต่มีข้อตกลงว่า ห้ามออกจากแปลง ต้องอยู่จริง ไม่ใช่ทำได้ 2-3 เดือนก็หายไป ถ้าเป็นอย่างนี้จะถูกคัดชื่อออก

“เราให้เรียนฟรี ไม่คิดอะไร ต้องทุ่มเท มีใจรัก ลงแรงจริงโดยมีข้อตกลงล่วงหน้าว่า ถ้า 9 เดือนทำแล้วดีขึ้น ต้องยินดีที่จะเป็นพี่เลี้ยงให้กับน้องๆในรุ่นต่อไป”

เผื่อเอาไว้ปีหน้าโครงการนี้จะได้จัดได้ทั่วถึงทุกภาค เพราะมีรุ่นพี่มากขึ้น เยอะขึ้นเรื่อยๆ เอ็นนู บอกอีกว่า ในการคัดเลือกทายาทเกษตรกรมืออาชีพ เราจะประกาศรับสมัคร 2 เดือนระหว่างเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ 2557 ติดต่อได้ที่ ธ.ก.ส.ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือจะไปที่ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ 84 แห่งทั่วประเทศก็ได้

คุณสมบัติผู้สมัครจะต้องอายุไม่เกิน 40 ปี ไม่รับเยอะกว่านี้ เพราะอย่างน้อยก็ทำการเกษตรได้อีก 20 ปี สร้างเกษตรกรรุ่นใหม่จริงๆ แล้วก็ระบุพื้นที่นา สวน ไร่ ว่าพ่อแม่ยินดีแบ่งที่ดินให้ลูกทำจริงๆ แล้วจะช่วยเหลืออย่างไร โดยลงชื่อรับรองชัดเจน เพื่อสร้างเกษตรกรจริงๆ ไม่ให้ทิ้งถิ่นฐานบ้านเกิดตัวเองไปไหน

ครั้งนี้คัดกรองใบสมัครได้ 50 คนแล้วจะแจ้งกลับ ส่วนเกินกว่านั้น

ก็เป็นรุ่นต่อๆไป ในขั้นปฏิบัติก็จะติดต่อกัน ปรึกษาพี่เลี้ยงผ่านเฟซบุ๊กรายงานผลทุก 1 เดือน ส่วนใครจะตามไปดูปัญหาถึงแปลงสวน ไร่ นา ก็สามารถทำได้ แล้วทุก 3 เดือน พี่น้องคู่ปรึกษาจะต้องมาเจอกัน 1 ครั้ง แลกเปลี่ยนกันให้กำลังใจซึ่งกันและกัน

พอครบ 9 เดือน อาจารย์จะประเมินผลที่รายงานมาทุกเดือน เจอกันทุก 3 เดือนมีการพัฒนาจริงหรือเปล่า เพราะต้องจดบัญชีครัวเรือน ต้นทุนไร่ นา การทำฟาร์ม ถ้าใช้ได้ “ผ่าน” ก็จะได้รับวุฒิบัตรจากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ว่าเป็นเกษตรกรมืออาชีพ...50 คนแรกในโครงการจะเป็นกรณีตัวอย่างในงานวิจัย เป็นเอกสารองค์ความรู้เอาไว้สอนคนอื่นได้ต่อไป เอ็นนู เชื่อมั่นว่า โครงการนี้น่าจะประสบความสำเร็จ จะเป็นอนาคตของประเทศชาติ

เกษตรกรกลุ่มนี้อายุยังไม่มาก เรื่องเทคโนโลยีรอบตัว รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงต่างๆน่าจะรับได้มากกว่ารุ่นพ่อรุ่นแม่ ทุกคนมีมือถือ...เปิดเว็บฯ หาข้อมูลในอินเตอร์เน็ต ติดต่อสื่อสารกันได้ไม่ยาก  แม้จะอยู่ไกลกัน

“เกษตรกรในอนาคต ไม่ต้องปลูกพืชเชิงเดี่ยว ต้องปลูกแบบผสมผสานอย่างในหลวง จะให้มีรายได้รายวันจะปลูกอะไร จะให้มีรายได้รายสัปดาห์ จะปลูกอะไร รายได้รายเดือนทุก 3 เดือน... 6 เดือน หรือทุก 1 ปี จะปลูกอะไร เพื่อจะได้มีรายได้เข้ามาตามที่วางแผนเอาไว้ เป็นการสอนวิชาบริหารการจัดการไร่นา ภาคปฏิบัติ”

แล้วเขาเองเป็นคนบอกเองว่าเขาไม่รู้อะไร...อยากรู้อะไร...ตัวผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ต่างจากการอบรมทั่วไปที่จะมาบอกเราว่าเขาจะสอนอะไร บางเรื่องเรารู้แล้วไม่อยากเรียนแต่ถูกบังคับเรียน

“ระบบเศรษฐกิจทุนนิยม” เงินเป็นใหญ่...อาชีพเกษตรกร รายได้กว่าจะได้มาแต่ละบาทแต่ละสตางค์ยากเย็นเหลือเกิน เอ็นนู มองว่าถ้ามีการวางแผนแล้วทำให้เหมาะกับวิสัยตัวเอง เหมาะกับทรัพยากรในไร่นาตัวเอง ไปรอดแน่นอน “ส่วนใหญ่...ที่มีปัญหาก็คือการปลูกตามๆกัน เห็นเขาทำรวย ก็ทำตาม...ทำไปตามๆกัน ตัวเองก็ ไม่เก่ง ไม่รู้ ลงทุนจ้างทำ ทั้งที่ไม่รู้ว่าดิน น้ำ ตัวเองเป็นอย่างไร มีปัญหา อุปสรรค มีข้อจำกัดอย่างไรบ้าง”

เอ็นนู ซื่อสุวรรณ ประธานกรรมการมูลนิธิอาจารย์จำเนียร ย้ำทิ้งท้าย หัวใจสำคัญการเกษตรต้องวางแผน ต้องจดการเปลี่ยนแปลงแต่ละเรื่องเป็นอย่างไร ค่าใช้จ่ายเป็นอย่างไร ต้องรู้จะไปขายที่ไหน ปลูกแล้วตลาดเราคือใคร อยู่ตรงไหน...อนาคตก็สดใส ไม่เคยวางแผนถึงแย่ ยิ่งทำยิ่งจน ทำไปก่อน ปลูกไปก่อน ไปตายเอาดาบหน้า...

อนาคตเกษตรกรไทยในวันข้างหน้า...จะสืบทายาทส่งต่อไปถึงมือลูกหลานไทยได้มากน้อยขนาดไหน ชวนให้ติดตามเหลือเกิน.

 

2 ม.ค. 2557 10:09 ไทยรัฐ