วันจันทร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

Internet of Things เมื่อสิ่งของทุกชนิด “ต่อเน็ตและคุยกันเอง”

คอลัมน์ตอนแรกของปี 2557 ช่วงที่วงการไอทียังไม่ค่อยมีข่าวคราวมากนัก ผมขอใช้พื้นที่ตรงนี้แนะนำแนวคิดคำว่า Internet of Things ซึ่งคุณผู้อ่านจะได้ยินคำนี้บ่อยขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคตอันใกล้ครับ

ความหมายของ Internet of Things (หรือบางที่เรียก Internet of Everything) แปลตรงตัวแบบกำปั้นทุบดินว่า “อินเทอร์เน็ตสำหรับสิ่งของ” (บางแห่งเรียก M2M ย่อมาจาก machine to machine)
แต่ถ้าจะอธิบายให้รู้เรื่องนี่ยาวเลยครับ

ต้องย้อนความก่อนว่า อินเทอร์เน็ตที่เราใช้ในปัจจุบันนี้ เป็นอินเทอร์เน็ตที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาสำหรับ “คน” เป็นสำคัญ

เอาง่ายๆ ว่าเราส่งอีเมลหากัน หรือแชตคุยกัน ต้นทางและปลายทางคือ “คน” โดยมีคอมพิวเตอร์ เซิร์ฟเวอร์ สายไฟ สายไฟเบอร์ ฯลฯ ทำหน้าที่เป็นแค่ “ตัวกลาง” ในการส่งข้อมูลเท่านั้น

หรือต่อให้การสื่อสารฝั่งหนึ่งเป็นคอมพิวเตอร์ เช่น เราอ่านข้อมูลจากเว็บไซต์ซึ่งเป็นคอมพิวเตอร์ แต่เนื้อหาบนเว็บไซต์ก็สร้างโดยคน และสร้างขึ้นเพื่อให้คนเข้าไปอ่าน

แต่ในยุคที่เทคโนโลยีก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ คอมพิวเตอร์ฉลาดขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ขนาดเล็กลง ราคาถูกลงมาก ทำให้อุปกรณ์หลายอย่างที่เป็นเครื่องใช้ไม้สอยธรรมดาเริ่มจะมี “ความฉลาด” ของคอมพิวเตอร์ขึ้นมาบ้างแล้ว

Internet of Things คือแนวคิดที่เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์อัจฉริยะเหล่านี้ให้คุยกันได้เองโดยไม่ต้องผ่านคน โดยมีเป้าหมายคือช่วยกันทำงานเพื่อให้คนสะดวกสบายขึ้น โดยที่คนไม่ต้องเข้าไปยุ่งหรือสั่งการเลย

คำอธิบายมันเข้าใจยาก ดูตัวอย่างดีกว่าครับ

ตัวอย่างที่ผมชอบคือ “รองเท้า” เดิมทีรองเท้ากีฬา รองเท้าผ้าใบ ถูกออกแบบโดยใช้เทคโนโลยีด้านวัสดุศาสตร์ชั้นสูงที่ทำให้การสวมใส่สบายมากที่สุด แต่ในภาพรวมแล้วมันก็ยังเป็นแค่ “รองเท้า” อยู่ดี
แต่เมื่อเร็วๆ นี้ ผู้ผลิตรองเท้ากีฬาอย่างไนกี้เริ่มใส่ “ชิปคอมพิวเตอร์” เข้าไปในรองเท้า เพื่อให้มันตรวจวัดสถานการณ์วิ่งของเจ้าของได้ ว่าวิ่งเร็วอย่างไร วิ่งกี่ก้าว ลงเท้าหนักแค่ไหน ฯลฯ เก็บสารพัดสถิติเท่าที่สามารถเก็บได้จากเซ็นเซอร์ต่างๆ

สถิติเก็บไว้อย่างเดียวไม่มีประโยชน์อันใด รองเท้ากีฬาพวกนี้จึงสามารถส่งข้อมูลไปยังอุปกรณ์อื่นๆ ได้ เช่น ส่งสถิติการวิ่งของเราไปบนสมาร์ทโฟนเพื่อแสดงบนจอภาพให้เราเห็นว่าตอนนี้วิ่งไปแล้วกี่ก้าว แล้วคำนวณว่าผลาญพลังงานไปแล้วเท่าไร

ถ้าในอนาคต แว่นตามีจอภาพแบบ Google Glass เริ่มแพร่หลาย เราอาจยิงสถิติจากรองเท้ามาขึ้นจอภาพให้ดูตอนวิ่งได้เลยว่าจังหวะการวิ่งของเรา ณ ขณะนั้นเป็นอย่างไรบ้าง คอมพิวเตอร์สามารถคำนวณให้เสร็จสรรพว่าเราต้องวิ่งอีกมากน้อยแค่ไหน วิ่งช้าไปหรือเร็วไป

นี่เป็นแค่ตัวอย่างเดียวของ Internet of Things นะครับ ถ้าลองจินตนาการแบบเปิดใจกว้างๆ คิดว่ามีอุปกรณ์อะไรบ้างในชีวิตประจำวันที่ “คิดเองไม่ได้” แล้วสมมติว่าเราสามารถยัด “สมอง” ไปให้มันได้ในอนาคต ก็จะมีอะไรสนุกๆ ที่พลิกโฉมโลกได้อีกมากมาย

แนวคิด Internet of Things มีมานานแล้ว แต่เพิ่งเริ่มจะเป็นจริงได้เพราะเทคโนโลยีพัฒนามาถึงระดับที่พอเหมาะ และต้นทุนในการผลิตฮาร์ดแวร์ขนาดเล็กๆ ก็ถูกกว่าในอดีตมาก

ปัญหาต่อไปที่วงการ Internet of Things จะต้องแก้ไขให้ได้คือ สร้าง "มาตรฐานกลาง" สำหรับอุปกรณ์สารพัดชนิด ร้อยพ่อพันแม่ ให้สามารถคุยเป็นภาษาเดียวกันได้

ตอนนี้เวลาเราใช้อุปกรณ์พกพาต่อเน็ต ส่วนใหญ่ก็เชื่อมต่อผ่าน Wi-Fi ซึ่งเป็นมาตรฐานกลางที่ทุกคนยอมรับกันอยู่แล้ว คอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต กล้องดิจิทัล สามารถคุยกันเองผ่าน Wi-Fi ได้เป็นอย่างดี

แต่ปัญหาของ Wi-Fi คือกินพลังงานเยอะเกินไปสำหรับอุปกรณ์ประเภทใส่ถ่านก้อนเดียว แล้วควรอยู่ได้นานเป็นปีๆ เพราะเรื่องอัตราการกินไฟนั้นสำคัญมากสำหรับอุปกรณ์ภาคสนามที่ต้องไปติดตั้งอยู่กลางแจ้งเพื่อรับข้อมูล

วงการไอทีจึงพยายามพัฒนาวิธีการสื่อสารไร้สายแบบใหม่ที่ทำงานได้เหมือน Wi-Fi แต่กินไฟน้อยลงมากๆ แถมเป็นมาตรฐานเปิดที่อุปกรณ์ใดๆ ก็ตามในโลกที่ถูกคิดขึ้นมาสามารถนำไปใช้งานได้ทันที
ตอนนี้มีกลุ่มบริษัทหรือองค์กรไอทีหลายรายเริ่มผนึกกำลังเป็นพันธมิตรกันเพื่อสร้างมาตรฐานการเชื่อมต่อ ตัวอย่างชื่อมาตรฐานใหม่ๆ แบบนี้ ได้แก่ MQTT หรือ AllSeen ซึ่งคงต้องรออีกสักพักถึงจะรู้ว่ามาตรฐานไหนจะชนะและกลายเป็นมาตรฐานของอุปกรณ์ไฮเทคยุคหน้า เอาไว้คุยกัน


มาร์ค Blognone

 

มาร์ค Blognone

คอลัมน์ตอนแรกของปี 2557 ช่วงที่วงการไอทียังไม่ค่อยมีข่าวคราวมากนัก ผมขอใช้พื้นที่ตรงนี้แนะนำแนวคิดคำว่า Internet of Things ซึ่งคุณผู้อ่านจะได้ยินคำนี้บ่อยขึ้นเรื่อยๆ... 2 ม.ค. 2557 08:43 ไทยรัฐ