วันจันทร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

รวมมิตร คมนาคม เป่านกหวีดยกระดับความปลอดภัยคนไทย

ในปีมะเส็ง 2556 ที่เพิ่งผ่านพ้นมานั้น ได้ถูกขนานนามจากเสียงชาวประชายกให้เป็นปีเดือดแห่งการคมนาคมอย่างแท้จริง เพราะตลอดทั้งปีแทบจะเกิดอุบัติเหตุ เรื่องวุ่นๆ บาดเจ็บล้มตายกันเพียบ เป็นข่าวใหญ่โตแบบรายวันเพราะเดี๋ยวไม่เกิดรถคว่ำ ก็รถตู้ประสานงา ต่อมาไม่กี่อึดใจก็รถไฟตกราง อีกสักพักก็เรือล่ม หรือแม้กระทั่งเครื่องบินตกหลุมอากาศ ไถลออกนอกรันเวย์ก็ยังมี เรียกว่าครบสูตรสารพัดอุบัติเหตุ ทั้งราง บก น้ำ อากาศ จัดเต็มเขย่าประสาท ให้คนเดินทางขวัญผวาไปตามๆกันตลอดในปีงูเล็ก

จนทำให้เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นร้อนระดับชาติ ที่กระทรวงคมนาคมต้องคอยหาทางแก้กันวุ่นตลอดทั้งปี โดยหัวเรือใหญ่อย่าง “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” รมว.คมนาคม ต้องเรียกประชุมสรรพกำลัง ระดมสมองกันขนาดหนัก งัดทั้งไม้หนักไม้เบามาปรามแล้ว แต่ก็แก้ไม่ตก จนถึงขนาดต้องสั่งแกมบังคับ ให้ข้าราชการกระทรวงหูกวางระดับ 9 ขึ้นไป ให้เลิกขึ้นรถหรูซะ แล้วไปขึ้นรถเมล์ รถสาธารณะทันที เพื่อช่วยเป็นหูเป็นตา ดูแลสารทุกข์สุกดิบการเดินทางให้พี่น้องประชาชน

ต่อมายังเกิดปรากฏการณ์ “เฟซบุ๊ก ฟีเว่อร์” ครองตำแหน่งเป็น รมต.ขวัญใจประชาชนในชั่วพริบตา เพราะหลัง รมว.ชัชชาติลงทุนเปิดเฟซบุ๊กรับเรื่องร้องเรียนปัญหาการคมนาคมก็ได้รับเสียงตอบรับล้นหลามจากทั่วฟ้าเมืองไทย กระหน่ำโพสต์ร้องเรียน จนยอดวิว ยอดไลค์พุ่งกระฉูดทะลุหลักหมื่น

แถมยังถูกอกถูกใจกับวิชา “วิ่ง สู้ ฟัด สไตล์เฉินหลง” ของ “ชัชชาติ” ที่ลงทุนแบกเป้ลุยงานเอง ไม่ใช้สแตนด์อิน ทั้งโหนรถเมล์ กระเตงรถตู้ โดดลงเรือ กระโจนขึ้นรถไฟ เพื่อรับฟังปัญหาตามเสียงเรียกร้องกันแบบถึงลูกถึงคน

อุบัติเหตุที่ฮิตติดชาร์ตในปีที่ผ่านมา เดายังไงก็หนีไม่พ้น “รถไฟไทย” ที่ขยันตกรางเช้าเย็นหลังอาหาร จนไปไหนมาไหนต้องถามกันเลยว่า “วันนี้รถไฟตกรางกันอีกหรือเปล่า” เพราะสุดที่จะทนจริงๆ กับสภาพรางผุพังเก่าเป็นร้อยปี แถมหัวรถจักรก็ปะผุวิ่งไปซ่อมไป

ส่วนอันดับรองลงมาเป็นอุบัติเหตุบนท้องถนน ซึ่งปีที่ผ่านมาฟังแล้วต้องหนาว เพราะยอดตายยังทะลุ 14,059 คน หรือวันนึงตายถึง 38 คน ไม่นับบาดเจ็บอีกหลายหมื่น และที่อึ้งทึ่งเสียวกันต่อ ก็คือสาเหตุอุบัติเหตุส่วนใหญ่ คนไทยยังเชื่อมาจากเรื่องเวรกรรม จึงไม่ค่อยระวังเวลาขับขี่เดินทางกันนัก

ดังนั้นในโอกาสขึ้นปีใหม่ 2557 นี้ จึงเป็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งว่า กระทรวงคมนาคมจะงัดไม้ไหน เพื่อมาผ่าตัดใหญ่ ยกเครื่องระบบความปลอดภัยของการขนส่งสาธารณะไทย ให้เกิดอุบัติเหตุน้อยลง โดย “ทีมข่าวเศรษฐกิจไทยรัฐ” พาไปเจาะลึกกันถึงกึ๋นกับคีย์แมนของแต่ละหน่วยงานว่ามีใครจัดเต็มอะไรกันบ้าง.

“สมชัย ศิริวัฒนโชค”
ปลัดกระทรวงคมนาคม


“ได้ตั้งเป้าหมายให้ปี 57 เป็นปีแห่งการลดอุบัติเหตุให้ได้ทุกระบบ ทั้งราง ถนน น้ำ และอากาศ และเป็นปีแห่งการยกเครื่องใหญ่ของระบบขนส่งสาธารณะเมืองไทย หลังจากปี 56 ที่ผ่านมา ต้องเกิดอุบัติเหตุขึ้นบ่อยครั้ง โดยปี 57 จะเพิ่มมาตรการเข้มงวด ทั้งระบบรางคือ รถไฟ และถนน โดยให้ใช้ “เทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพช่วยกำกับดูแลและลดอุบัติเหตุ” เพราะตอนนี้เทคโนโลยีต่างๆ ล้ำหน้ามากและราคาก็ถูกลง ขณะที่อุบัติเหตุทางอากาศ และทางน้ำก็มีปัญหาบ้าง ก็ให้นโยบายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปทำให้ได้มาตรฐานปฏิบัติที่วางไว้”

นโยบายเริ่มต้นจะเน้นที่รถไฟก่อน เพราะที่ผ่านมาเกิดเหตุทั้งรถไฟชนคน ชนรถตรงจุดตัดถนน ตรงนี้สาเหตุก็มาจากรั้วกันไม่ดี และที่กั้นเปิดปิดไฟสัญญาณอาจไม่มีครบทุกจุด ก็สั่งให้ไปติดแล้ว ส่วนอุบัติเหตุทางถนน ถ้าย้อนไปดูสถิติการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนในปี 55 ส่วนใหญ่เกิดเหตุจากพฤติกรรมคนขับ มากกว่าเกิดจากปัญหาตัวรถ ดังนั้นจะเน้นจัดระเบียบรถสาธารณะเป็นหลักโดยให้ติดตั้งจีพีเอส เป็นเทคโนโลยีตรวจจับความเร็ว ใครเผลอเหยียบคันเร่งเกิน จะมีศูนย์แจ้งเตือนไปทันที ให้ระวัง

“ประภัสร์ จงสงวน”
ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)


“ตอนนี้ รฟท.พยายามยกเครื่องใหญ่ทั้งหมด เพราะสภาพราง หัวรถจักรเก่ามาก ไปไม่ไหวจริงๆ บางอันใช้มาเป็นร้อยปี แถมซ่อมไม่เต็มร้อย ก็เลยทำให้เกิดเหตุตกรางบ่อย ดังนั้น ในปี 57 รฟท.เลยต้องมีการวางแผนปรับใหญ่ต่อเนื่องจากปีที่แล้ว ทั้งการซ่อมราง ซึ่งตั้งเป้าใน 2 ปี ต้องเปลี่ยนราง เปลี่ยนหมอนไม้ทั่วประเทศให้ครบ

อย่างสายเหนือตอนนี้ซ่อมเสร็จไปแล้ว วิ่งไปเที่ยวเชียงใหม่ได้สบาย ส่วนสายอีสาน ก็เข้าไปปรับเป็นระยะๆ ตอนนี้ก็ทำถึงช่วงบัวใหญ่-หนองคาย ส่วนเส้นทางรถไฟล่องใต้นั้น จะเข้าไปดูว่าในปี 57 จะซ่อมแบบไหนดี ระหว่างปิดซ่อมใหญ่แบบภาคเหนือ หรือทยอยซ่อมไปด้วยเปิดวิ่งไปด้วย แต่วิธีซ่อมไป วิ่งบริการไปจะเสร็จช้า และก็สุ่มเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายมากกว่า”

นอกจากปรับรางแล้ว ในส่วนหัวรถจักรก็มีปัญหาไม่แพ้กัน เพราะตอนนี้มีจำนวนน้อยไม่พอใช้งาน และที่มีก็เก่ามาก วิ่งให้บริการไปชำรุดไป ดังนั้นในปี 56-57 เลยวางแผนสั่งซื้อหัวรถจักรใหม่เข้ามาเพิ่มอีก 77 หัว โดย 20 หัวแรก สำหรับขนส่งสินค้า ซึ่งตอนนี้ได้จัดซื้อไปแล้ววงเงิน 2,100 ล้านบาท และจะทยอยรับของในอีก 1-2 ปีนี้

ส่วนหัวรถจักรสำหรับขนผู้โดยสาร ก็ตามมาติดๆ เช่นกัน ไม่เกินกลางปี 57 น่าจะจัดซื้อรถจักรดีเซลไฟฟ้ารุ่นใหม่ 50 คัน มูลค่า 6,500 ล้านบาทแน่ รวมถึงการจัดหาโบกี้โดยสาร แคร่ขนสินค้าเพิ่มด้วย

นอกจากนี้ รฟท.ยังมีการสร้างความปลอดภัยด้านอื่นๆ อีก อย่างล่าสุด เตรียมลงทุนกว่า 95 ล้านบาท จัดซื้อเครื่องเอกซเรย์ ตรวจร่างกาย และตรวจจับโลหะ ไปติดตั้งไว้สถานีรถไฟ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้ง 17 สถานี เพื่อตรวจรักษาความปลอดภัยเข้ม ป้องกันระเบิด

อย่างไรก็ตาม  ยังได้วางแผนเพิ่มประสิทธิภาพของพนักงาน ยอมรับว่า ที่ผ่านมาการทำหน้าที่ของพนักงานหย่อนยานไปบ้าง แต่ก็เข้าใจว่าผู้ปฏิบัติงานอาจจะเหนื่อยและหนักไป ดังนั้นจึงอยากปรับให้ทุกอย่างดีขึ้น จึงมีนโยบายที่จะให้ รฟท. เปิดอบรมนายสถานี คนขับ และผู้ดูแลตามจุดไม้กั้น เพื่อให้กลับมาทำหน้าที่ตามคู่มือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ไม่ให้เกิดเหตุเหมือนขบวนปฐมฤกษ์รถไฟสายเหนือ ที่ตกรางเพราะการสับรางผิดพลาดของเจ้าหน้าที่อีก

“วรเดช หาญประเสริฐ”
อธิบดีกรมการบินพลเรือน


ในปี 57 กรมได้ให้ความสำคัญต่อการดูแลความปลอดภัยเต็มที่ และตั้งเป้าลดอุบัติเหตุให้เหลือเป็นศูนย์ โดยมีแผนคร่าวๆ ไว้ 2 ส่วน คือ เน้นดูด้านการบิน และสนามบิน โดยด้านการบินจะเข้าคุมมาตรฐานนักบินกับตัวเครื่องบินให้เป็นไปตามคู่มือที่กำหนดไว้ ไม่ว่าจะเป็นความเชี่ยวชาญของนักบิน สุขภาพ จิตวิทยา ชั่วโมงบินต่างๆ

และในส่วนของตัวเครื่องบินนั้น จะมีการตรวจบำรุงรักษาให้เป็นไปตามคู่มือกำหนด ตามมาตรฐานสากลขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ไอซีเอโอ) หากไม่ผ่านก็ห้ามบินทันที ถัดมาเรื่องสนามบิน เป็นจุดที่เข้มงวด ได้ส่งเจ้าหน้าที่ออกไปตรวจสภาพสนามบินทั่วประเทศเสมอ ทั้งของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) 6 แห่ง กรมการบินพลเรือนอีก 28 แห่ง ว่าเป็นไปตามมาตรฐานวิศวกรรมการบินหรือไม่

นอกจากนี้ ที่ขาดไม่ได้ก็คือ การกู้ภัยเหตุฉุกเฉิน โดยทุกปีกรมการบินพลเรือน จะซุ่มซ้อมกับหน่วยงานทหารให้ได้ตามมาตรฐานไอซีเอโอ เช่น เมื่อเกิดเหตุ รถดับเพลิงอากาศยานต้องเข้าถึงเขตอากาศยานไม่เกิน 3 นาที เรื่องเหล่านี้บางครั้งก็สุดวิสัย แม้ไม่อยากให้เกิดแต่ก็ต้องระวังไว้ก่อน เพื่อความปลอดภัย

“โอภาส เพชรมุณี”
รักษาการผู้อำนวยการ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.)


เรื่องอุบัติเหตุของรถเมล์ปีที่ผ่านมา ไม่ค่อยร้ายแรงอะไร แต่ยอมรับว่าปัญหาอยู่ที่การบริการ ขสมก.มากกว่า และที่ผ่านมาถูกร้องเรียนเข้ามามาก ทั้งบริการไม่สุภาพ รถเสียบ่อย รถน้อยคอยนาน พออากาศร้อนรถปรับอากาศแอร์ไม่เย็น แต่พอฝนฉ่ำน้ำก็หยดลงอีก ซึ่งผมในฐานะคนดูแลหน่วยงานก็ขอน้อมรับคำติชม

“แต่เวลาแก้ปัญหาก็ไม่ใช่ง่าย และอยากขอความเห็นใจกันบ้าง เพราะตอนนี้สภาพรถเมล์ที่ใช้วิ่งใน กทม.มันเก่าจริงๆ นับอายุรถปรับอากาศก็ใช้งานมาถึง 15 ปี ส่วนรถร้อนยิ่งไม่ต้องพูดถึง ใช้มาไม่ต่ำกว่า 25 ปี ขณะที่รถเมล์ประเทศอื่นๆ ใช้เฉลี่ยไม่เกิน 10 ปีเท่านั้น เรื่องนี้ไม่ได้นิ่งนอนใจ ขสมก.พยายามดันโครงการซื้อรถเมล์เอ็นจีวี 3,183 คัน จนผ่าน ครม.แล้ว เชื่อว่าหากทำสำเร็จได้รถเมล์ใหม่เข้ามา ปัญหาบริการแย่ อุบัติเหตุ รถเถื่อนจะเบาบางลง”

ส่วนปัญหาพฤติกรรมคนขับ ที่มีข่าวกระเป๋ารถเมล์ฮาร์ดคอร์ ทะเลาะกับผู้โดยสารบ่อยนั้น ยอมรับว่ามีอยู่จริง และเพื่อยกระดับการบริการ ขสมก.จึงได้จัด “เรตติ้ง” รถเมล์ โดยทำแยก 3 กล่อง เป็นบริการดี ปานกลาง แย่ ให้ผู้โดยสารหย่อนตั๋วลงไป หากได้คะแนนต่ำก็เรียกมาอบรม ซึ่งผลทดลองดีขึ้น พนักงานสุภาพขึ้น โดยเฉพาะในส่วนคนขับ กระเป๋า.

“วุฒิชาติ กัลยาณมิตร”
กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด


สถิติอุบัติเหตุที่ผ่านมาก็ไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่ บขส.ก็พยายามเพิ่มความปลอดภัยดูแลผู้โดยสารเต็มที่ อย่างในปี 57 นี้ บขส.บังคับให้รถบัส รถตู้โดยสารสาธารณะกว่า 13,000 คัน ต้องติดตั้งเครื่องตรวจจับความเร็วจีพีเอสให้หมด จะไม่ผ่อนผันอีกแล้ว เพราะเรื่องความเร็วนี่สำคัญ บางทีไม่ประมาทแต่ขับเร็วก็เสี่ยงได้เหมือนกัน

และในปีหน้า บขส.ยังไปร่วมมือกับบริษัทรถชั้นนำพวกเมอร์เซเดส เบนซ์, วอลโว่ และสแกเนีย จับคนขับรถ บขส.ไปเทรนนิ่งเพิ่ม เพื่อใช้รถรุ่นใหม่ให้เก่งขึ้น  เพราะแต่ละปีเรามีนโยบายเปลี่ยนรถรุ่นใหม่เข้ามาเรื่อยๆ อย่างปี 57 วางแผนนำเข้ารถรุ่นใหม่ 15 เมตร มาอีก 100 คัน แทนรถเก่า 2 ชั้น ซึ่งพอรถใหม่ก็จะมีเทคโนโลยีใหม่ตามเข้ามา ก็เลยต้องฝึกเรื่อย เพราะบางเทคโนโลยีก็ช่วยเซฟ สร้างความปลอดภัยให้ผู้โดยสารได้เยอะ

ส่วนการดูแลผู้โดยสาร ปีนี้รณรงค์ให้คาดเข็มขัดต่อเนื่องเวลาเดินทาง เพราะที่ผ่านมาคนยังเข้าใจผิด หากคาดแล้วจะหนีออกยาก ซึ่งจริงๆแล้วไม่ใช่ นอกจากนั้นยังมีอีกไอเดียใหม่ของ บขส.คือ จะติดกล้องวงจรปิดให้ครบ 900 คันในกลางปี 57 เพื่อดูแลผู้โดยสารในรถ.

“อัฌษไธค์ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต”
อธิบดีกรมการขนส่งทางบก


ปีนี้กรมได้จัดเต็มเน้นนโยบายความปลอดภัย ในรถสาธารณะเต็มที่ เข้าไปยกเครื่องแบบครบวงจรกันเลยทีเดียว ตั้งแต่เรื่องการตรวจจับความเร็วรถ เพราะสาเหตุของอุบัติเหตุ เกิดจากปัญหาการขับเร็ว ขับประมาทกันทั้งนั้น ดังนั้นในปี 57 จะบังคับให้รถสาธารณะ รวมถึงรถบรรทุกวัสดุอันตราย ต้องติดจีพีเอสทั้งหมด และขอเตือนบรรดาโชเฟอร์นักซิ่ง ทั้งรถทัวร์ รถบรรทุก รถตู้ ระวังไว้เลย ขนส่งเอาจริงหากเผลอเหยียบคันเร่งเพลิน ระบบจะส่งข้อมูลมาศูนย์ควบคุม และรีบแจ้งเตือนกลับไปทันที

นอกจากนี้ กรมจะตั้งศูนย์ทะเบียนประวัติคนขับรถสาธารณะ สำหรับแท็กซี่ รถตู้ รถทัวร์ รถบรรทุกวัตถุอันตราย ป้องกันไม่ให้มิจฉาชีพ หรือคนขับที่มีพฤติกรรมแย่เข้ามาทำอาชีพนี้อีก เพราะเมื่อตั้งศูนย์นี้เจ้าของรถต้องส่งประวัติคนขับเข้ามาเชื่อมโยงกับส่วนกลางว่าติดแบล็กลิสต์ มีประวัติอาชญากรรมร้ายแรงหรือไม่ หากติดก็ห้ามขับ

ส่วนการแก้ปัญหารถตู้เถื่อน รถตู้ผีที่เกลื่อนเมืองนั้น ในปี 57 จะนำร่องจัดระเบียบในวินรถตู้รอบอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ที่ยังจอดตามไหล่ทางไม่เป็นระเบียบ ต่อไปก็จะย้ายวินเหล่านี้มารวมในพื้นที่ใต้ทางด่วนอนุสาวรีย์ชัย ฝั่งพหลโยธินให้หมด ให้เป็นจุดจอด ท่าปล่อยรถ เหมือนเป็นสถานี บขส.ของรถตู้ ซึ่งรถตู้เถื่อนจะเข้าไม่ได้.

“ศรศักดิ์ แสนสมบัติ”
อธิบดีกรมเจ้าท่า


การทำงานด้านความปลอดภัยและลดอุบัติเหตุทางน้ำในปี 57 จะเน้นการบูรณาการร่วมมือกันหมด ตั้งแต่ภาครัฐ เอกชน และท้องถิ่น เพื่อเป้าหมายลดอุบัติเหตุให้ได้ตั้งแต่การเดินทางในคลอง แม่น้ำ จนถึงทะเล ส่วนเรือโดยสารที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่นในคลองแสนแสบและเจ้าพระยา อันดับแรกเลยจะเข้าไปตรวจสภาพเรือก่อนเพราะหลายลำใช้มานาน ดังนั้นเจ้าท่าจะให้วิศวกรเข้าไปดูว่ามั่นคง แข็งแรงแค่ไหน

ขณะที่การดูแลท่าเรือในคลองแสนแสบและเจ้าพระยา จะเข้าไปปรับปรุงครั้งใหญ่ให้ปลอดภัย ทั้งติดไฟ ทำป้าย ทาสี ตีเส้นให้ชัด และมีเสื้อชูชีพเตรียมไว้ช่วยคนพลัดตกน้ำ และในปี 57 ได้สั่งให้ขยายท่าเรือให้พอดีกับตัวเรือ

ส่วนเรือบริการท่องเที่ยวทางทะเล หลังจากนำร่องใช้พัทยาโมเดลปี 56 ไปแล้ว ในปี 57 ตั้งเป้าจะขยายไปใช้ดูแลความปลอดภัยทางทะเลอีก 10 จังหวัด ตามแหล่งที่มีนักท่องเที่ยวมากๆ เช่น ภูเก็ต เกาะสมุย เกาะพะงัน กระบี่ ระยอง โดยเข้าไปจัดโซนนิ่งแยกประเภทของเรือให้ชัด เช่น โซนเจ็ตสกี โซนเรือกล้วย โซนเล่นน้ำ เพราะที่ผ่านมายังมั่วอยู่ และที่สำคัญยังได้มอบอำนาจ “เจ้าท่า” ให้หน่วยงานท้องถิ่น ผู้ว่าราชการจังหวัดเข้าไปช่วยตรวจสอบเรือที่ทำผิดกฎหมายตามแหล่งท่องเที่ยว ทั้งเรือขับเร็ว ขับประมาท บรรทุกเกิน เพื่อช่วยเป็นหูเป็นตา ให้ดูแลทั่วถึงกว่าเดิมๆ.

รถไฟ “แชมป์ตกราง สามเวลา”

เอาไปเลย เอาไป ยกแชมป์ไปได้เลย กับอุบัติเหตุรถไฟในปี 56 ที่เกิดขึ้นถี่ยิบ ขยันตกเช้า กลางวัน เย็น 3 เวลาหลังอาหาร เฉลี่ยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ยิ่งไปดูสถิติที่ผ่านมาก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะในปี 56 แค่ช่วง 11 เดือน ก็แทบทำลายสถิติตกรางสูงสุดในประวัติศาสตร์แล้ว ยอดพุ่งกระฉูดไปถึง 125 ครั้ง ตายไป 3 คน มากกว่าปี 55 ที่ตกรางแค่ 89 ครั้ง ปี 54 ตกราง 113 ครั้ง ปี 53 ตกราง 102 ครั้ง และปี 52 ตกราง 94 ครั้ง

แต่พอมามองภาพรวมอุบัติเหตุรถไฟทั้งหมด รวมทั้งคนตกรถ รถไฟชนคน รถไฟชนรถไปแล้ว แม้ภาพรวมปี 56 จะดูเหตุลดลงเหลือ 522 ครั้ง เจ็บ 239 ราย เสียชีวิต 99 ราย น้อยกว่าปี 55 ที่เกิด 577 ครั้ง เจ็บ 255 ราย ตาย 104 ราย รวมถึงปี 54 ที่เกิดเหตุ 609 ครั้ง เจ็บ 334 ราย ตาย 129 ราย แต่ก็ไม่ต้องดีใจไป เพราะสาเหตุมาจากคนไทยเริ่มผวากับอุบัติเหตุรถไฟ จนทำยอดโดยสารรถไฟลดลงต่อเนื่อง แถมยังมีการปิดซ่อมอีกหลายวัน จนทำให้เที่ยวรถวิ่งน้อยลง

และพอไปถามไถ่ต้นเหตุ ฟังแล้วก็ยิ่งอเนจอนาถใจ เพราะเหลือทนจริงๆ กับสภาพรถไฟ ทั้งราง ทั้งคน ทั้งหัวรถจักรที่เก่ากึ๊ก จนแทบจะเก็บเข้าพิพิธภัณฑ์โชว์กันได้แล้ว แถมรางบางช่วงใช้มาเกือบร้อยปี มีค่าทางประวัติศาสตร์มากกว่านำมาใช้งานจริง ขณะที่หัวรถจักรที่ใช้อยู่ก็เสียไปเกือบครึ่ง แต่ที่ใช้ได้อยู่ก็ออกอาการ “เช้าโก้-เย็นแก้” กันตลอด

โดยเฉพาะสายขึ้นเหนือ ที่สุดจะเยียวยาจริงๆ ในปีนี้เกิดเหตุตกรางถี่ยิบ เป็นข่าวแบบรายวัน ถึงขนาด รมว.ชัชชาติ และประภัสร์ ผู้ว่าการ รฟท. อดรนทนไม่ไหว ต้องประกาศปิดสายเหนือซ่อมใหญ่ถึง 75 วัน ตั้งแต่สถานีรถไฟศิลาอาสน์ จ.อุตรดิตถ์ ถึง จ.เชียงใหม่ สั่งยกเครื่องถอนยวงรางเดิมทั้งหมด เปลี่ยนใหม่รางเหล็ก ไม้หมอน สภาพผิวดินทั้งหมด ให้กลับมาพร้อมใช้แบบด่วนจี๋

ทางผู้ว่าการ “ประภัสร์ จงสงวน” ก็ลงทุนการันตีด้วยตำแหน่งเลยว่า “หากซ่อมเสร็จแล้วยังตกรางอีกจะขอลาออก แต่เดชะบุญ หรือบาปไม่รู้ เพียงยังไม่สิ้นกลิ่นลมปาก ในเที่ยวรถเปิดเส้นทางปฐมฤกษ์ ขณะที่ผู้ว่าการ รฟท.นั่งร่วมขบวนไปด้วย รถไฟเจ้ากรรมก็ดันมาตกรางโชว์ที่ จ.ลำพูน อีก งามหน้าไปตามๆ กัน ดีหน่อยต้นเหตุรอบนี้เกิดจากปัญหาคน เพราะนายสถานีมัวเลินเล่อสับรางพลาด เลยถูกย้ายด่วน เซ่นอุบัติเหตุไปตามระเบียบ”

แต่แม้จะแก้ปัญหาขึ้นเหนือไปได้ แต่ปัญหารถไฟไทยคงไม่จบลงง่ายๆ แน่ๆ เพราะก็ยังเหลือคิวปัญหาอีกสารพัดให้คอยตามเช็ด ตามแก้อยู่ ไม่ว่าจะเป็นรถไฟสายล่องใต้ ที่จ่อถึงคิวซ่อมรางใหญ่ในปี 57 รวมถึงปัญหาหัวรถจักร ที่วันนี้ชำรุดทรุดโทรมสุดๆ วิ่งไปนอตหลุดไป จนชาวบ้านชาวช่องขยาดไม่อยากเสี่ยงใช้บริการ

ยังไม่นับบริการ “รถไฟความเร็วต่ำ-โลว์สปีดเทรน” อันสุดแสนคลาสสิกแบบ “ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง” สถิติมันฟ้องความเร็วตอนนี้ ช้าเป็นเต่าคลานวิ่งเฉลี่ยไม่เกิน 40 กม.ต่อ ชม. ไวกว่าปั่นจักรยานหน่อยเดียวเท่านั้น แถมเวลาเดินทางไกลกันที พ่อเจ้าประคุณ ต้องขอนัดเผื่อเวลาล่วงหน้าไม่ต่ำกว่า 3-6 ชั่วโมง

เพราะรถไฟเล่นเลตทุกขบวน ตั้งแต่ยังไม่เคลื่อนออกต้นทาง จนถึงสถานีปลายทาง ดังนั้น หากใครคิดนั่งรถไฟไปทำธุระสำคัญ ไม่จำเป็นอย่านั่งเลย เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือนกัน เว้นแต่อยากนั่งดื่มด่ำบรรยากาศรถไฟสายเก่า หรือไปทัวร์ทัศนศึกษา เรียนรู้เส้นทางประวัติศาสตร์ แบบนี้ก็ไม่ว่ากัน

ด้านความสะอาด สุขอนามัย ก็เป็นอีกปัญหาอมตะนิรันดร์กาล ที่อยู่คู่กับรถไฟไทยมานานไม่แพ้ใคร ขึ้นไปทีต้องเจอะ สิ่งสกปรก กลิ่นตลบ ติดฝังแน่นเป็นเอกลักษณ์ ก่อนผู้โดยสารบางคนจำความได้เสียอีก โดยเฉพาะกลิ่นห้องน้ำต้องบอกว่า สุดแสนคลาสสิกจริงๆ “ยิ่งนั่งนาน กลิ่นยิ่งแรง”

เพราะน้ำน้อยใช้สอยไม่พอ ถ้าช่วงวิ่งทางไกลน้ำหมดเมื่อไร คราวนี้แหละ ตัวใครตัวมัน ต้องรีบหยิบยาดม ยาหม่องมาอุดจมูกแทบไม่ทัน กลิ่นตลบอบอวล ทั้งทุกข์หนัก-ทุกข์เบาผสมปนเปมั่วไปหมด เล่นเอากว่าจะถึงปลายทาง เยื่อหุ้มโพรงจมูกแทบอักเสบพอดี ขนาดนายกฯ หญิง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไปลองนั่งรถไฟ ขบวนพิเศษแอร์เย็นฉ่ำไม่กี่ชั่วโมง ยังออกอาการกรี๊ดสลบ สั่งให้ รฟท.ไปจัดแจง เร่งแก้ปัญหากลิ่น ปัญหาความสะอาดห้องน้ำกันแบบเร่งด่วน

ส่งท้ายกับปัญหาของคนเบี้ยน้อยหอยน้อยอาศัยรถไฟฟรี ยังต้องโดนแจ็กพอตเพิ่มอีก กับภัย “คนจร คนเมา บนรถไฟฟรี” เพราะโพลสำรวจความเห็นผู้โดยสารเกิน 85% ชี้ชัดๆ ให้รัฐเร่งแก้เลยว่า ปัญหาคนเมาบนรถไฟเป็นเรื่องใหญ่จริงๆ เพราะนอกจากส่งเสียงดัง โหวกเหวกน่ารำคาญแล้ว ยังชอบทะเลาะวิวาทกันบ่อยอีก โดยเฉพาะกับบรรดาสาวๆ ที่ขึ้นรถไฟคนเดียว ต้องระมัดระวังตัวเป็นพิเศษ เพราะอาจโดนขี้เมาลวนลาม คุกคามทางเพศด้วย

ฟังแล้วก็น่าสยองกับปมอุบัติเหตุ และบรรยากาศแย่ๆ บนรถไฟไทย แต่ปัญหาเหล่านี้ ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ข้ามคืน แต่ล้วนมาจากปัญหาหมักหมม ที่การรถไฟแห่งประเทศไทยถูกทอดทิ้งมานาน น่าจะถึงเวลาเสียที ที่จะต้องสังคายนา ปรับปรุงกันยกใหญ่ หากไม่ต้องการให้องค์กรม้าเหล็กที่เคยรุ่งเรืองในอดีต กลายเป็นม้าผุสนิมกิน เหมือนปัจจุบัน

บขส. “รถทัวร์ซิ่งสยอง”

อุบัติเหตุจากรถสาธารณะขนาดใหญ่ จำพวกรถธรรมดาและรถปรับอากาศทัวร์ ทั้งรถ บขส. และรถร่วมบริการ รุนแรงไม่เป็นสองรองใคร เพราะปี 56 เรียกทุบสถิติเกิดเหตุ ทั้งความรุนแรง และมีข่าวฉาวไปทั่วไทย ขจรไกลไปทั่วโลก สถิติในปี 56 เพียงแค่ถึงเดือน พ.ย. ก็ทำลายสถิติย้อนหลัง 3 ปีกระจุย เพราะเกิดอุบัติเหตุมากถึง 319 คัน ผู้โดยสารบาดเจ็บไป 2,348 ราย และตายทะลุ 301 ราย สูงกว่าปี 55 ที่เกิดทั้งรถธรรมดาและรถปรับอากาศไป 229 ครั้ง เสียชีวิต 185 ศพ บาดเจ็บอีก 2,196 คน ขณะที่ปี 54 เกิดอุบัติเหตุ 201 คัน เสียชีวิตไป 189 ราย และบาดเจ็บ 2,351 ราย

ต้นตอของอุบัติเหตุ ก็เกิดจากหลากหลายสาเหตุ ทั้งคนขับรถประมาทเลินเล่อ บางทีขับไปคุยโทรศัพท์ไป รองลงมาก็จากสภาพรถ–ถนนหนทางไม่สมบูรณ์ เป็นหลุมเป็นบ่อ แถมเวลาขึ้นลงเขา ทางลาดชัน คนนั่งรถทัวร์ไทยบอกต้องมีเสียวท้องน้อยกันประจำ โดยเฉพาะบรรดาพวกรถ 2 ชั้น ที่แม้จะการันตีว่าผ่านตรวจสอบการลาดเอียงแล้ว แต่หลายคนก็บ่นว่านั่งไปโยกไปตลอด จนตอนนี้หลายๆ บริษัทก็ทยอยปลดระวางรถ 2 ชั้นกันแล้ว หันมาใช้รถยาวชั้นเดียวแทน ที่ศูนย์ถ่วงดีกว่า

สำหรับเหตุโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ของรถทัวร์ประจำปี 56 ต้องบอกว่าโหดสุดในรอบ 6 ปี เหตุเกิดจากรถบรรทุกพ่วง 22 ล้อเสียหลัก พุ่งข้ามเกาะกลางถนนประสานงารถบัสปรับอากาศ 2 ชั้น ของ บขส.สายร้อยเอ็ด-กรุงเทพฯ จนรถเสียหายพังยับ เกิดเพลิงลุกไหม้ มีผู้โดยสารบาดเจ็บ 10 กว่าราย เสียชีวิตถึง 19 ศพ โดยเหตุโศกนาฏกรรมครั้งนี้ เป็นรองแค่รถทัวร์เบรกแตกตาย 30 ศพ ในปี 50 เท่านั้น

ที่แย่กว่านั้น ชื่อเสียงของความไม่ปลอดภัยในรถทัวร์ไทย ยังเหม็นเน่าไกลไปต่างแดน ทำลายภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยเสียป่นปี้อีก เพราะหลังจากเกิดเหตุเสียชีวิต 19 ศพไม่นาน ก็เกิดอุบัติเหตุรถทัวร์ตามมาอีกหลายต่อหลายหน โดยเฉพาะกับรถทัวร์นักท่องเที่ยวรัสเซีย ที่พุ่งพลิกคว่ำตกข้างทาง ริมทางหลวงชลบุรี-พัทยา จนเจ็บระนาว 30 ราย สาหัส 4 ราย เรื่องนี้ก็ทำเอาสหพันธ์ผู้ประกอบการท่องเที่ยวของรัสเซียทนไม่ไหวฉุนขาดขู่จะแบนห้ามชาวรัสเซียที่ปีหนึ่งบินมาเที่ยวไทยหลายๆแสนทั้งหมด

ร้อนไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกระทรวงคมนาคม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ต้องงัดมาตรการล้อมคอกกันจ้าละหวั่น จัดโครงการขายฝัน ฟื้นความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวต่างชาติแบบด่วนจี๋

ล่าสุด!มีเหตุร้ายส่งท้ายปี กรณีรถทัวร์ของสมบัติทัวร์ จำกัด เส้นทางขอนแก่น-เชียงราย พุ่งตกเหวบริเวณสะพานห้วยตอง สาย 12 ต.ปากช่อง อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ถือว่าสะเทือนขวัญสุดๆ

ขนส่งทางบก “รถตู้ฝ่านรกแตก”

สถิติอุบัติเหตุรถตู้บนท้องถนนประเทศไทย ในรอบ 3 ปี ยังสูงแบบน่าใจหาย ในแต่ละปีเกิดอุบัติเหตุเฉลี่ยทั่วประเทศไม่ต่ำกว่าปีละ 40-50 ครั้ง บาดเจ็บล้มตายถึง 350-400 คนเลยทีเดียว ยิ่งกว่านั้นเมื่อไปดูสถิติแบบละเอียดใน 3 ปีย้อนหลัง ยังพบว่าตัวเลขบาดเจ็บและเสียชีวิตยังทรงตัวสูงต่อเนื่อง ไม่มีทีท่าลดลง อย่างในปี 54 เกิดอุบัติเหตุ 42 คัน ตาย 62 ราย และบาดเจ็บ 136 ราย ต่อมาในปี 55 สถิติทะยานสูงขึ้น เกิดอุบัติเหตุ 50 คัน เสียชีวิต 50 ราย และบาดเจ็บอีก 300 ราย และล่าสุดในปี 56 ที่สถิติอัพเดตถึงเดือน พ.ย.ก็เกิดอุบัติเหตุอยู่ 55 คัน ผู้โดยสารบาดเจ็บ 218 ราย และเสียชีวิต 35 ราย

ที่สำคัญ เวลาเกิดอุบัติเหตุรถตู้แต่ละครั้ง มักสร้างความสูญเสียอย่างน่าสะพรึง เพราะเกิดชนมาทีนึงก็เสี่ยงที่จะสาหัสหรือเสียชีวิตสูงมาก โดยต้นเหตุใหญ่ๆ ก็มาจากการขับรถที่ฝ่าฝืนกฎหมายของโชเฟอร์ตีนผี ที่ทั้งมีพฤติกรรมหยาบคาย ขับประมาท หวาดเสียว ซิ่งเร็วเกินกำหนด แม้ที่ผ่านมากระทรวงคมนาคมจะนำระบบอาร์เอฟไอดีมาตรวจจับความเร็ว และปรับถึง 5,000-10,000 บาท แต่ก็ได้ผลน้อย เพราะบางคันบอกทันทีว่า “เจ้าของวินเคลียร์ให้แล้ว” เลยไม่สนใจ เหยียบวิ่งทำรอบอย่างเดียว โดยเฉพาะรถตู้ต่างจังหวัด ที่ใครนั่งก็ยังบอกว่าเร็วเหมือนนั่งจรวดเหมือนเดิม

ที่ซ้ำร้ายกว่าปัญหารถส่วนมากยังเป็นรถตู้เถื่อนผิดกฎหมายอีกด้วย พวกป้ายดำ ป้ายฟ้าที่อาศัยจังหวะรถขาด มาแอบรับวิ่งผู้โดยสาร ซึ่งรถเหล่านี้ไม่ได้ผ่านการตรวจสอบอุปกรณ์ดูแลความปลอดภัยพอ เช่น ไร้เข็มขัดนิรภัย เครื่องตรวจจับความเร็ว ทำเอาเวลาเกิดเหตุก็เอาผิดได้ยาก ประกันก็มีไม่ครบ และเหตุเศร้าสลดที่ติดตรึงใจในปี 56 ยกให้เหตุรถตู้ประสานงาชนท้ายรถบรรทุก 18 ล้อ ที่ จ.ฉะเชิงเทรา จนมีคนตาย 9 ศพ เจ็บอีก 7 ราย ต้นเหตุก็มาจากโชเฟอร์ขับรถเร็วประมาทท่ามกลางสภาพอากาศหมอกลง จนไปชนกับรถบรรทุกที่จอดผิดกฎหมายอยู่ข้างทาง.

ขสมก. “โชเฟอร์ตีนผี–กระปี๋ปากจัด”

ถ้าพูดถึงเรื่องสถิติการเกิดอุบัติเหตุ ต้องขออนุญาตปรบมือเบาๆ ให้ ขสมก.สัก 3 ที เพราะสถิติอุบัติเหตุรถเมล์ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมาลดลงแบบเห็นได้ชัด จากปี 53 ที่เคยสูงลิ่วถึง 5,428 ราย บาดเจ็บ 171 ราย เสียชีวิต 26 ราย ก็ทยอยลดลงในปี 54 เหลือ 5,428 ครั้ง ตาย 27 ราย บาดเจ็บ 117 ราย

ต่อมาปี 55 ก็เกิดลดฮวบฮาบเหลือเพียง 3,968 ราย บาดเจ็บ 67 ราย ตาย 25 ราย และ ล่าสุดในปี 56 ยอด 10 เดือน เหลือแค่ 3,451 รายเท่านั้น แถมผู้บาดเจ็บมีเพียง 89 รายและเสียชีวิตเพียง 18 ราย

สถิติที่ลดลง ก็มาจากการงัดกฎเหล็กคุมเข้มข้นของ ขสมก.ทำให้ผู้โดยสารอุ่นใจได้บ้าง เพราะบรรดาโชเฟอร์ตีนผีขับเร็วทะลุโลก ต้องคอยเพลาๆ คันเร่ง เพราะหากยังซิ่งทะลุไมล์มีหวังกระทบหน้าที่การงาน สวัสดิการค่าเล่าเรียน รักษาพยาบาลลูกเมียเป็นแน่ แถมรถร่วมฯ ก็ยังถูกกวดขันมากขึ้นผิดปกติ เพราะวันนี้  โลกโซเชียลเน็ตเวิร์กพัฒนาไปไกล อัดคลิป ถ่ายภาพประจานกันได้ง่าย ทำให้คนขับลดพฤติกรรมขับประมาท หวาดเสียว เลี้ยวกะทันหัน จนอุบัติเหตุลดลง และในปีนี้ยังไม่เกิดเหตุรุนแรงขึ้นเลย

แต่ก็ไม่อยากจะชมอย่างเดียว เดี๋ยวจะเหลิง เพราะหากพูดถึงเรื่องบริการปี 56 ความห่วยยังคงกระพันเหมือนเดิม ถูกบรรดาผู้โดยสารดาหน้าร้องเรียนปัญหารถเมล์ แบบกระหน่ำซัมเมอร์เซลส์ ทั้งโซเชียลเน็ตเวิร์ก อัดคลิปประจานผ่านยูทูบ หรือกระทั่งโทร.มาโวยผ่านสายด่วน 184 กันแทบสายไหม้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาขับเร็ว ไม่จอดป้าย ไม่รับผู้โดยสาร ขับรถกร่างเป็นเจ้าถนน หรือด่าหยาบๆ คายๆ ก็เป็นข่าวเกรียนแตกกันตลอดทั้งปี

ถึงขนาดนายชัชชาติ รมว.คมนาคม ต้องลงทุนเปิดเฟซบุ๊กจัดเรตติ้งแก้ปัญหารถเมล์กันเอง และต้องดอดไปลองนั่งเองใช้เองหลายหน แต่ก็ยังไม่วายที่สาย 8 ในตำนาน แฮปปี้แลนด์-สะพานพุทธ ยังออกลายทะเลาะด่ากราดกับผู้โดยสาร กลายเป็นคลิปโด่งดังไปทั่วโซเชียลเน็ตเวิร์ก และข่าวหน้า 1 หนังสือพิมพ์อยู่หลายวัน ผลสุดท้ายคนในข่าวก็ถูกเชือดไก่ให้ลิงดู แบนยาวไปตามระเบียบ แต่ทว่าปัญหา “โชเฟอร์ตีนผี–กระปี๋ปากจัด” ก็ยังไม่มีทีท่าหมดไปง่ายๆ.

ขนส่งทางน้ำ “ล่มตั้งแต่คลองทะลุอ่าว”

แม้ภาพรวมสถิติอุบัติเหตุทางน้ำในปีนี้จะต่ำสุดในรอบ 3 ปี โดยปี 56 เกิดขึ้นเพียง 20 ครั้ง เสียหายไป 28 ลำ ลดจากปี 55 ที่เกิดอุบัติเหตุ 26 ครั้ง เสียหายไป 30 ลำ และยังลดจากปี 54 ที่เกิดขึ้น 25 ครั้ง เสียหาย 34 ลำ แต่เมื่อลงรายละเอียด กลับน่าตกใจว่าเป็นการลดลงแต่ปริมาณตัวเลขเท่านั้น เพราะวัดแง่ความเสียหาย อุบัติเหตุทางน้ำกลับทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว

เห็นได้จากอุบัติเหตุทางน้ำในปีนี้ บาดเจ็บ ล้มตายจำนวนไม่น้อย ยอดเจ็บพุ่งไปไม่ต่ำกว่า 35 ราย แถมผู้เสียชีวิตก็เพิ่มขึ้นทะลุเกินหลักสิบ โดยเฉพาะการเดินทางแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลที่ปี 56 ต้องเรียกว่า “ดวงชง” สุดๆ เกิดเหตุใหญ่อยู่หลายหน จนภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยย่ำแย่ ข่าวกระตุกขวัญไฮซีซั่นที่น่ากลัวสุดเห็นจะเป็นเหตุเรือข้ามเกาะล้าน หาดพัทยา ที่ลักลอบขนคนเกินพิกัด จนอับปางลงทำเอานักท่องเที่ยวทั้งไทยและเทศดับไป 6 ราย และบาดเจ็บอีกนับสิบ แถมก่อนหน้านั้นไม่นานก็เพิ่งเกิดเหตุสยอง นักท่องเที่ยวสาวอินเดียถูกใบพัดเรือฟันหัวขาดดับสยองกลางอ่าวพัทยา

ประเด็นปัญหาความปลอดภัยทางทะเลกลายเป็นปัญหาใหญ่ระดับชาติ และเรียกว่า ตบหน้าการทำงานของกระทรวงคมนาคม โดยกรมเจ้าท่า ฉาดใหญ่ โดยเฉพาะโครงการ “พัทยาโมเดล” ที่พยายามจัดนำร่องแก้ปัญหาแหล่งท่องเที่ยวทางทะเล แต่ทำไปไม่กี่เดือน ตัวเลขอุบัติเหตุทางทะเลในอ่าวพัทยากลับพุ่งสูงถึง 6 เท่า จากปีก่อนไม่เกิดเลย มาเกิดขึ้นถึง 6 ครั้ง ในเวลาไล่เลี่ยกันไม่กี่เดือน

ส่วนเรือโดยสารในเจ้าพระยาและคลองแสนแสบ ปีนี้ก็ใช่ว่าจะเบาใจได้ เพราะมีผู้โดยสารเกิดอุบัติเหตุพลัดตกน้ำเสียชีวิตในคลองแสนแสบ แบบเงียบๆ ไป 2 ราย แต่ที่โด่งดังและหวาดเสียวกันมากหน่อย เห็นจะเป็นเหตุเรือด่วนแสนแสบขับไปกระแทกโป๊ะอย่างแรง จนเรือล่มอับปาง แถวท่าวัดเทพลีลา ทำเอาผู้โดยสารต้องหนีตายโดดขึ้นฝั่งกันอลหม่าน

โชคดีเคสนี้ไม่มีใครเป็นอะไร แค่ขวัญหนีดีฝ่อกันพอหอมปากหอมคอ!!!

ขนส่งอากาศ “ผู้โดยสารขวัญผวา”

แม้การเดินทางทางอากาศจะขึ้นชื่อปลอดภัยที่สุดในโลก และเกิดอุบัติเหตุไม่บ่อย แต่หากเกิดขึ้นมาแต่ละที ขอย้ำว่า รุนแรง และเป็นข่าวใหญ่โต เป็นข่าวพาดหัวไม้หน้า 1 แทบทุกครั้งไป โดยสถิติอุบัติเหตุทางอากาศในไทย ปี 56 ก็ไม่น้อยหน้าประเภทอื่นๆ เพราะทุบสถิติสูงสุดในรอบ 3 ปี แบ่งเป็นเหตุเครื่องบินส่วนตัว 6 ครั้ง เสียชีวิต 3 ราย อุบัติเหตุเครื่องบินพาณิชย์ 4 ครั้ง ไร้ตาย แต่สาหัส 1 ราย

โดยสถิติการเกิดเหตุถือว่าสูงกว่าปี 55 ที่เครื่องบินพาณิชย์เกิดอุบัติเหตุ 1 ครั้ง ไม่มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต ขณะที่เครื่องบินส่วนตัวเกิดเหตุ 4 ครั้ง มีเจ็บ 1 ราย เสียชีวิต 1 ราย และสูงกว่าปี 54 ที่เครื่องบินพาณิชย์ไม่เคยเกิดอุบัติเหตุเลย

ขณะที่เครื่องบินส่วนตัวเกิดเหตุ 6 ครั้ง เสียชีวิตเพียง 2 และไร้ผู้บาดเจ็บ สำหรับสาเหตุใหญ่ของการเกิดอุบัติเหตุทางอากาศ ส่วนใหญ่ก็เกิดจากปัญหาสภาพอากาศแปรปรวน ฟ้าฝนไม่เป็นใจ โดยเฉพาะในหน้าฝน มีพายุเข้ามักจะเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุมากกว่าปกติ รองลงมาก็มาจากปัญหาจากตัวเครื่องชำรุด เสียหาย

ส่วนเหตุใหญ่ระทึกขวัญประจำขวบปีที่ผ่านมา ต้องยกให้เป็นเครื่องการบินไทยแอร์บัส เอ 330-300 แกนล้อหัก ไถลออกนอกรันเวย์กลางดึก ระหว่างลงจอดที่สนามบิน
สุวรรณภูมิ จนทำเอาผู้โดยสารหนีตายกันอลหม่านกลางรันเวย์สนามบินสุวรรณภูมิกลางดึกก็มีมาแล้ว

ผลออกมาบาดเจ็บไปหลาย 10 คน สาหัสอีก 1 ราย แถมตัวเครื่องยังเสียหายขนาดหนัก เพราะเกิดประกายไฟลุกไหม้ ต้องเสียเวลากู้ ถึงขนาดต้องระดมฝ่ายบริหาร ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน เข้ามากู้ ทั้งเอาเครื่องมือหนักอุปกรณ์เสริมเข้าพื้นที่แบบเต็มพิกัด รวมถึงปักตะไคร้ ใช้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ให้ช่วยดึงเครื่องบินออกจากหล่มโคลน กว่าเครื่องบินจะขึ้นได้กินเวลา 2-3 วันมาแล้ว และถึงขณะนี้ยังซ่อมและขึ้นบินไม่ได้เลย

นี่ยังไม่นับรวมถึงเหตุการณ์เครื่องบินการบินไทยตกหลุมอากาศที่ฮ่องกง จนทำให้ผู้โดยสารในลำดังกล่าวหัวแตก หัวโน ร้ายแรงสุดถึงขนาดไหปลาร้าหักกันเลยทีเดียว ขนาดนั่งคาดเข็มขัดนิรภัยอยู่กับเก้าอี้ ตัวยังหลุดโหม่งเพดานทะลุเป็นรูโบ๋ใหญ่กว่าหัวคน เห็นแล้วสยองเกินบรรยาย

ซึ่งนอกจากเหตุการณ์เสียวๆในบ้านเราแล้ว ยังมีโศกนาฏกรรมของสายการบินแอร์ลาว ที่เครื่องบินรุ่นเอทีอาร์ 72 เจอปัญหาสภาพอากาศแปรปรวน จนตกกลางลำน้ำโขง แม้ไม่เกิดในไทยแต่ก็คร่าชีวิตผู้โดยสารไปกว่า 50 ชีวิต และในนั้นมีคนไทยด้วยถึง 5 คนด้วย.

 

ทีมเศรษฐกิจ

ในปีมะเส็ง 2556 ที่เพิ่งผ่านพ้นมานั้น ได้ถูกขนานนามจากเสียงชาวประชายกให้เป็นปีเดือดแห่งการคมนาคมอย่างแท้จริง เพราะตลอดทั้งปีแทบจะเกิดอุบัติเหตุ เรื่องวุ่นๆ บาดเจ็บล้มตายกันเพียบ เป็นข่าวใหญ่โตแบบรายวันเพราะเดี๋ยวไม่เกิดรถคว่ำ 1 ม.ค. 2557 11:23 ไทยรัฐ