วันจันทร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

แฮปปี้เบิร์ธเดย์ F/A-18ฮอร์เน็ต 'ต่อมหาภัย' ครบ 35 ขวบ

เป็นระยะเวลากว่า 35 ปีที่ 'ต่อมหาภัย' เอฟ/เอ-18 ฮอร์เน็ต เครื่องบินขับไล่โจมตีประจำเรือบรรทุกเครื่องบินทุกกาลอากาศ ได้เข้าประจำการในกองทัพสหรัฐ และกองทัพอื่นๆ ทั่วโลกนับตั้งแต่เริ่มบินครั้งแรกในปี 1978…


เมื่อต้นเดือน ธ.ค.2556 ที่ผ่านมา กองทัพเรือสหรัฐ ได้มีการจัดงานฉลอง 35 ปี ของเครื่องบินขับไล่โจมตี โบอิ้ง เอฟ/เอ-18 ฮอร์เน็ต (F/A-18 Hornet) ที่สถานีการบินนาวี ที่แม่น้ำพาทักเซนท์ แมรี่แลนด์ โดยภานในงานมีการนำเอาเครื่องบิน เอฟ/เอ-18 ฮอร์เน็ตทุกรุ่น อาทิ เอฟ/เอ-18 ซี/ดี ฮอร์เน็ต และ เอฟ/เอ-18 อี/ เอฟ ซูเปอร์ฮอร์เน็ต รวมทั้ง EA-18G โกรวเลอร์ เครื่องบินต่อต้านสงครามอิเล็กทรอนิกส์ก่อกวนเรดาร์ รุ่นล่าสุดของ ทร.สหรัฐ โดยเอฟ/เอ18 ฮอร์เน็ต เป็นกำลังรบหลักทางอากาศที่สำคัญของ ทร.สหรัฐ ที่ประจำการบนเรือบรรทุกเครื่องบิน


เอฟ/เอ-18 ซี/ดี ฮอร์เน็ต เป็นเครื่องบินโจมตีหลากบทบาท ทุกกาลอากาศ ที่มีขีดความสามารถปฏิบัติการได้จากเรือบรรทุกเครื่องบิน และฐานบินบนบก พัฒนาต่อยอดจากเครื่องบินขับไล่ต้นแบบ วายเอฟ-17 คอบบร้า ที่เคยแข่งขันกับ วายเอฟ-16 ในโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่รุ่นใหม่น้ำหนักเบาของ ทอ.สหรัฐ ในทศวรรษที่ 70 ต่อมาก็ได้รับการพัฒนาต่อสำหรับใช้ในกองทัพเรือและกองนาวิกโยธินสหรัฐ เครื่องบินเอฟ/เอ-18 ฮอร์เน็ทยังถูกใช้โดยกองทัพอากาศในหลายประเทศ ถูกผลิตรวมทั้งหมด 1,480 ลำ


อีกทั้งยังถูกเลือกให้เป็นเครื่องบินแสดงโดยฝูงบินผาดแผลงบลูแองเจิล ของกองทัพเรือสหรัฐ ตั้งแต่ปี 2529 ที่เริ่มต้นกับเครื่องเอฟ/เอ-18 เอ (ปัจจุบันใช้รุ่น ซี) เครื่องฮอร์เน็ตเข้าประจำการในกองทัพเรือสหรัฐ ครั้งแรกเมื่อปี 1984 เพื่อทดแทนเครื่องบินโจมตีแบบ เอ-4 สกายฮอว์ก เอ-6 อินทรูเดอร์ และ เอ-7 คอร์แซร์ ทู


เอฟ/เอ-18 ซี/ดี ฮอร์เน็ต ถูกกำหนดให้ทำภารกิจหลัก คือ เป็นเครื่องบินคุ้มกัน และป้องกันทางอากาศให้กับกองเรือ แทนที่เอฟ-14 ทอมแคท (F-14 Tomcat) กดดันระบบป้องกันภัยทางอากาศของข้าศึก การสนับสนุนทางอากาศโดยใกล้ชิด แทนเครื่องบินโจมตีแบบ เอ-6 อินทรูเดอร์ และเอ-7 คอร์แซร์ ทู รวมถึงการสอดแนม ด้วยประโยชน์การใช้งานที่หลากหลาย และความไว้ใจได้ของมันได้พิสูจน์ว่ามันมีคุณค่าพอที่จะใช้บนเรือบรรทุกเครื่องบิน แม้ว่ามันถูกวิจารณ์ในความบกพร่องในเรื่องพิสัยการบินที่สั้น และภาระบรรทุกที่น้อยกว่า เมื่อเทียบกับเครื่องบินสมัยเดียวกัน เช่น เอฟ-16 ซี/ดี หรือ เอฟ-15อี ของทอ.สหรัฐ

จุดเด่นที่น่าสนใจจนทำให้ได้การยอมรับ คือ เวลาในการบริการเครื่องที่ เครื่องฮอร์เน็ตถูกออกแบบให้ดูแล บำรุงรักษาง่าย จึงส่งผลให้มันใช้เวลาในการดูแลน้อยกว่าเอฟ-14 ทอมแคท และเอ-6 อินทรูเดอร์ โดยมันใช้เวลาเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น และค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่า เฉพาะเครื่องยนต์เอฟ 404-จีอี-400 หรือ เอฟ 404-จีอี-402 ของเจเนรัล อิเล็กทริกให้กำลังกับฮอร์เน็ตนั้นถูกออกแบบให้เชื่อถือได้และซ่อมแซมได้ง่าย เปลี่ยนได้รวดเร็ว และประหยัดเชื้อเพลิง

ฮอร์เน็ต ได้พิสูจน์ตัวเองในสงครามและสมรภูมิต่างๆ มากมาย มีขีดความสามารถใช้อาวุธได้หลากหลาย ที่เป็นมาตรฐานนาโต (NATO) อาทิ ระเบิดนำวิถีด้วยดาวเทียม เจแดม อาวุธปล่อยร่อนโจมตีร่วมแบบ เจโซว์ อาวุธปล่อยต่อต้านเรดาร์ ฮาร์ม อาวุธปล่อยอากาศสู่พื้นนำวิถีด้วยอินฟราเรด และเลเซอร์ชี้เป้าแบบ มาเวอริค อาวูปล่อยต่อต้านเรือผิวน้ำ ฮาร์พูน และอาวุธปล่อยพื้นสู่อากาศพิสัยไกล สแลม อีอาร์ รวมทั้งระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร​์แบบต่างๆ เป็นต้น

เอฟ/เอ-18เอ/บี/ซี/ดี มีใช้งานในกองทัพต่างประเทศด้วยนอกเหนือจากสหรัฐ ได้แก่ ออสเตรเลีย ฟินแลนด์ คูเวต มาเลเซีย สเปน และสวิตเซอร์แลนด์ ทั้งนี้ กองทัพอากาศไทย เคยสั่งซื้อ เอฟ/เอ-18 ซี/ดี 8 เครื่องแต่ยกเลิกไปเมื่อปี 2541 เนื่องจากปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ ทำให้รัฐบาลไทยในสมัยนั้น เจรจากับทางเพนตากอน ให้รับซื้อเอฟ/เอ-18 ของไทยแทน โดยที่ รบ.ไทย ไม่ต้องเสียค่าปรับ และต่อมา ทอ.ไทย เลือกที่จะรับเอฟ-16 เอดีเอฟ มาใช้งานแทน


ช่วงปลายทศวรรษที่ 90 ทร.สหรัฐ มองหาเครื่องบินขับไล่ที่จะมาทำหน้าที่แทน เอฟ-14 ทอมแคท โบอิ้งหลังการควบรวมกับแมคโดนัลด์ ดักกลาส จึงเสนอแบบแผนขึ้นก้าวหน้าของ ฮอร์เน็ต ในชื่อ เอฟ/เอ-18อี/เอฟ ซูเปอร์ฮอร์เน็ต ที่เพิ่มขีดความสามารถในการบรรทุก ใช้งานขีปนาวุธอากาศสู่อากาศและอากาศสู่พื้นได้หลากหลาย มีถังเชื้อเพลิงสำรองสามารถติดตั้งเข้าไปได้ถึง 5 ถัง และเครื่องบินยังทำหน้าที่เป็นเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงทางอากาศได้ ด้วยการติดตั้งระบบเติมเชื้อเพลิงแบบโพรบเข้าไป โดย เอฟ/เอ-18อี/เอฟ ซูเปอร์ฮอร์เน็ต เข้าประจำการในทรงสหรัฐฯ เมื่อปี 2542 และเข้าทดแทนเอฟ-14 เมื่อปี 2549


ซูเปอร์ฮอร์เน็ต มีจุดแตกต่างจากรุ่นเดิมที่ ความแตกต่างอื่นยังรวมทั้งช่องรับลมทรงเหลี่ยมและปีกเพิ่มสำหรับติดอาวุธ มีขนาดใหญ่กว่าฮอร์เน็ตธรรมดา 20% น้ำหนักเปล่าที่มากกว่า 3,000 กิโลกรัม และน้ำหนักสูงสุดที่มากกว่า 6,800 กิโลกรัม สามารถจุเชื้อเพลิงมากกว่ารุ่นเก่า 33% พิสัยการบินไกลกว่า 41% และใช้เครื่องยนต์แบบ เครื่องยนต์เจเนรัล ไดนามิกส์ เอฟ414 ที่แรงขับมากกว่ารุ่นเก่า 35% ขณะที่ระบบเอวิโอนิกส์คล้ายคลึงกับฮอร์เน็ตเดิม 90% และมีระบบฟลาย-บาย-ไวร์  4 ระบบ


นอกจากนี้ ยังมีรุ่นพิเศษ คือ อีเอ-18จี โกรว์เลอร์ รุ่นสำหรับสงครามอิเล็กทรอนิกส์ ของเอฟ/เอ-18เอฟ ซูเปอร์ฮอร์เน็ต โดยติดตั้งกระเปาะต่อต้านเรดาร์ (แจมเมอร์) แบบ ALQ-99 พร้อมเรดาร์ตรวจจับแบบ AN/APG-79 Active Electronically Scanned Array (AESA) เริ่มทำการผลิตในปี 2551 พร้อมใช้งานในปี 2552 อีเอ-18จี เข้าแทนที่อีเอ-6บี โพรว์เลอร์ของกองทัพเรือสหรัฐ ในปี 2553-54


อนาคตของ เอฟ/เอ-18 ซี/ดี ฮอร์เน็ต รุ่นพี่ของมัน กำลังจะถูกทดแทนด้วยเครื่องบินขับไล่โจมตียุคที่ 5 อย่าง เอฟ-35 บี/ซี ไลท์นิ่ง ทู ในอนาคตอีก 10-15 ปีข้างหน้าจากนี้ ขณะที่ เอฟ/เอ-18เอฟ ซูเปอร์ฮอร์เน็ต จะยังเป็นเครื่องบินรุ่นใหม่ หรือ ยุค 4.5 ที่ถูกใช้งานเป็นกำลังหลักของกองทัพเรือสหรัฐ รวมทั้งกองทัพอากาศออสเตรเลียต่อไป จนกว่าจะได้รับเอฟ-35 บี/ซี ไลท์นิ่ง มาทดแทน ถือเป็นเครื่องบินขับไล่ที่ได้รับความไว้วางใจให้ปฏิบัติการมายาวนาน และมีประวัติศาสตร์ในการสู้รบที่น่ายกย่อง ไม่แพ้เครื่องบินขับไล่แบบ เอฟ-16 ไฟท์ติ้งฟัลคอน คู่แข่งของ วายเอฟ-17 บรรพบุรุษของมันในอดีตนั่นเอง...

 

 

 

เป็นระยะเวลากว่า 35 ปีที่ 'ต่อมหาภัย' เอฟ/เอ-18 ฮอร์เน็ต เครื่องบินขับไล่โจมตีประจำเรือบรรทุกเครื่องบินทุกกาลอากาศ ได้เข้าประจำการในกองทัพสหรัฐ และกองทัพอื่นๆ ทั่วโลกนับตั้งแต่เริ่มบินครั้งแรกในปี 1978… 31 ธ.ค. 2556 19:17 ไทยรัฐ