วันจันทร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

บทหนักสำคัญศาลยุติธรรม สถาบัน "กันชน" ของชาติ

ภัทรศักดิ์ วรรณแสง

รอบปีงูเล็กที่ผ่านมา ศาลยุติธรรมกลายเป็นสถาบัน “กันชน” ระหว่างอำนาจฝ่ายบริหารกับมวลมหาประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ น่าจะเป็นเพราะศาลยุติธรรม เป็นหนึ่งในอำนาจอธิปไตยที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองและวางตัวเป็นยักษ์ที่สงบนิ่งมาตลอด แต่ไม่วายต้องมีคนมากระทุ้งให้ตื่นและทำหน้าที่ปกป้องชาวประชา บทบาทนี้เห็นได้จาก การยกคำร้องขอหมายจับ หมายค้น หมายขัง การไต่สวนคำร้องเพื่อหาเหตุผลในการจับแกนนำม็อบ ไปจนถึงการยกคำร้องทางแพ่งที่ฝ่ายรัฐบาลต้องการขับไล่ม็อบออกจากสถานที่ราชการ

เมื่อ นายดิเรก อิงคนินันท์ ได้เข้ารับตำแหน่งประธานศาลฎีกาคนใหม่ หลายคนมีคำถามในใจว่าศาลยุติธรรมในยุคท่านจะมีความเป็นกลาง น่าเคารพยำเกรงอย่างที่เคยเป็นหรือไม่ ศาลจะตกเป็นเครื่องมือของอำนาจฝ่ายบริหารหรือไม่ เรื่องนี้นายดิเรกได้มอบเป็นนโยบายไว้ชัดเจนเมื่อครั้งเข้ารับตำแหน่งว่า

ในปีงบประมาณ 2557-58 ศาลวางแนวทางอำนวยความยุติธรรมให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากลด้วยหลัก “ซื่อสัตย์สุจริต ปราศจากอคติ เป็นกลาง เที่ยงธรรม” ไว้ 3 ด้าน คือ 1. ด้านการคุ้มครองสิทธิของประชาชน จะมุ่งอำนวยความยุติธรรมเพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชนให้เข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้โดยง่าย สะดวก รวดเร็วและทั่วถึง 2. ด้านการพัฒนาบุคลากร ระบบงานของศาลยุติธรรมพัฒนากระบวนพิจารณาพิพากษาคดีของศาลยุติธรรมทั้งคดีแพ่ง คดีอาญา และคดีพิเศษ ให้เป็นไปอย่างถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นธรรม และ 3. ด้านการพัฒนาเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในระดับสากล

นอกจากนี้จะมุ่งพัฒนาคดีผู้บริโภค คดีสิ่งแวดล้อม และคดีเศรษฐกิจ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมตามลักษณะแห่งคดี ส่งเสริมการระงับข้อพิพาททางเลือก การไกล่เกลี่ยและอนุญาโตตุลาการ อัน เป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีทางเลือกเพื่อระงับหรือยุติข้อพิพาทด้วยความพึงพอใจของทุกฝ่าย และจะเร่งรัดการพิจารณาคดีในศาลสูง และส่งเสริมระบบการพิจารณาคดีแบบต่อเนื่องและครบองค์คณะ รวมทั้งจะดำเนินการจัดตั้งศาลเพื่อกระจายความยุติธรรมให้ประชาชนได้อย่างทั่วถึง

อีกด้านหนึ่งที่คนนึกว่ามาแล้วจะเงียบๆ แต่ที่จริงไม่เงียบ ก็คือ นายภัทรศักดิ์ วรรณแสง เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมคนใหม่ เป็นคนที่ประธานศาลฎีกาไว้ใจให้มาทำงานใกล้ๆ โดยท่าน เลขาธิการกล่าวกับสื่อ-มวลชนว่า ในรอบปีที่ผ่านมาพบว่ามีคดีใหม่ยื่นฟ้องในศาลชั้นต้น 1,157,372 คดี พิพากษาแล้ว 994,245 คดี ชั้นศาลอุทธรณ์ 58,190 คดีพิพากษาเสร็จไป 44,272 คดี ชั้นศาลฎีกา 41,548 คดี เสร็จไป 15,086 คดี ทั้งนี้ศาลต้องนำนโยบายของประธานศาลฎีกาคือซื่อสัตย์ ปราศจากอคติ เป็นกลางและเที่ยงธรรมมาใช้

ประธานศาลฎีกาได้มอบนโยบายการทำงาน 3 ด้านไว้แล้ว โดยเฉพาะการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน เช่น การปล่อยชั่วคราวที่ปัจจุบันหลักประกันที่ใช้ยื่นเพื่อปล่อยชั่วคราวมีความซับซ้อนมากขึ้น อาจทำให้การปล่อยตัวไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์เดียวกัน จึงได้ให้ศึกษารวบรวมระเบียบต่างๆ ที่อาจจะมีข้อบกพร่องอื่นๆ และเสนอประธานศาลฎีกาแก้ไขในบางประเด็นเพื่อให้การปล่อยชั่วคราวเป็นไปด้วยความรวดเร็ว


รวมทั้งจะให้ความรู้ด้านกฎหมายกับประชาชนผ่านสื่อทุกช่องทางให้มากขึ้น ส่วนการพัฒนาบุคลากรและระบบงานของศาลยุติธรรม เนื่องจากปัจจุบันคดีต่างๆมีความสลับซับซ้อนมากขึ้น ทั้งคดีที่เกี่ยวกับพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์หรือคดีการกระทำผิดเกี่ยวกับเทคโนโลยี ในปี 2557 จะมีการเปิดศาลในพื้นที่ห่างไกล เช่น ศาลจังหวัดวิเชียรบุรี ศาลจังหวัดพิมาย และประธานศาลฎีกายังให้พัฒนาระบบการพิจารณาคดีแบบต่อเนื่อง ช่วยลดปริมาณคดี และเร่งพัฒนาเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในระดับสากล ซึ่งศาลยุติธรรมเตรียมตั้งศูนย์นิเทศ AEC สำหรับประสานงานและอำนวยความสะดวกในการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างศาลในประเทศอาเซียน รวมทั้งออกกฎระเบียบต่างๆ ที่จะนำมาใช้ในการพิจารณาคดีตามข้อตกลง เพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ให้ศาลมีมาตรฐานและเป็นที่ยอมรับเป็นอันดับต้นๆของเอเชีย

ส่วนปัญหาว่า สถานการณ์การเมืองในปัจจุบันที่มีความร้อนแรง จนมีคดีเกี่ยวเนื่องกับการเมืองเข้าสู่ศาลจำนวนมาก ศาลยุติธรรมได้รับแรงเสียดทาน หรือกดดันทางการเมืองบ้างหรือไม่ เลขาธิการศาลยุติธรรมกล่าวตอบคำถามนี้ว่า ไม่มีแรงเสียดทานอะไร เพราะ ศาลต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความจงรักภักดี ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริตและเที่ยงธรรม ตามที่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และภายใต้บัญญัติของกฎหมาย.

 

เชษฐ์ สุขสมเกษม

รอบปีงูเล็กที่ผ่านมา ศาลยุติธรรมกลายเป็นสถาบัน “กันชน” ระหว่างอำนาจฝ่ายบริหารกับมวลมหาประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ น่าจะเป็นเพราะศาลยุติธรรม เป็นหนึ่งในอำนาจอธิปไตยที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองและวางตัวเป็นยักษ์ที่สงบนิ่งมาตลอด 31 ธ.ค. 2556 14:02 ไทยรัฐ