วันพุธที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เปิดศักราชใหม่...จุดเริ่มต้น"ทีวีดิจิตอล"เมืองไทย

นับเป็นการเริ่มศักราชใหม่ด้วยความฉ่ำชื่นใจสำหรับผู้ชนะการประมูลคลื่นความถี่เพื่อให้บริการโทรทัศน์ในระบบดิจิตอล ซึ่งเพิ่งประมูลเสร็จสิ้นไปเมื่อวันที่ 26–27 ธ.ค.2556 ที่ผ่านมา

เนื่องจากผู้ชนะการประมูลจะได้มีโอกาสเป็นเจ้าของช่องฟรีทีวีใหม่ ซึ่งมีเพิ่มขึ้น 24 ช่องธุรกิจ จากระบบเดิมที่ผูกขาดกันอยู่เพียงแค่ 6 ช่อง

การเปิดประมูลในครั้งนี้ ซึ่งมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “การประมูลคลื่นความถี่ เพื่อให้บริการโทรทัศน์ในระบบดิจิตอล ประเภทบริการทางธุรกิจระดับชาติ” จึงถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมโทรทัศน์ของประเทศ ที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงระบบโทรทัศน์ภาคพื้นดิน (Territorial) ของไทยจากระบบอนาล็อกเดิม ซึ่งมีอายุมากกว่า 50 ปีไปสู่ระบบดิจิตอล ด้วยเทคโนโลยีอันทันสมัย คมชัด จัดแบ่งช่องสัญญาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หลังจากนี้ ผู้ชนะการประมูลช่องทั้งสิ้น 17 ราย 24 ช่อง จะมีเวลาตระเตรียมความพร้อมไม่มากนัก เพราะตามกำหนดจะต้องออกอากาศให้ได้ภายใน 30 วันหลังพิธีมอบใบอนุญาตอย่างเป็นทางการ ซึ่งคาดว่าจะอยู่ในช่วงปลายเดือน ก.พ.-ต้นเดือน มี.ค.2557

และเพื่อเป็นการต้อนรับการมาของ 24 ช่องทีวีดิจิตอลใหม่ “ทีมเศรษฐกิจ” ขอย้อนรอยวันประวัติศาสตร์แห่งการเปิดประมูล ซึ่งถือเป็นวันรวมพลของทุนเศรษฐีทั่วฟ้าเมืองไทยตลอดจนคนนามสกุลใหญ่ ในการประลองสรรพกำลังเพื่อให้ได้มาซึ่งสื่อโทรทัศน์ในมือ แม้ศึกครั้งนี้จะยังไม่จบ!!! แต่กลับเพิ่งเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น...

ประมูลช่องดิจิตอล “เกมเศรษฐี”

แม้ว่าคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จะพยายามกำหนดราคาเริ่มต้นประมูลให้ไม่สูงมากนัก เพื่อให้ผู้ประกอบการรายย่อมลงมา ได้มีโอกาสเข้าแข่งขัน แต่ดูเหมือนว่าราคาประมูลที่ไต่อันดับสูงขึ้นต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 1 ชั่วโมงจากการแข่งขันบิดราคากันอย่างรุนแรง ทำให้ที่สุดแล้วการประมูลช่องทีวีดิจิตอลเป็น “เกม” ของเศรษฐีเป็นหลัก

เริ่มต้นจากช่องประเภทรายการทั่วไป (วาไรตี้) ความคมชัดสูง (เอชดี–HD) จำนวน 7 ใบอนุญาต แต่มีผู้เข้าประมูลรวม 9 ราย ซึ่งหมายถึงต้องมีผู้ผิดหวัง 2 ราย ราคาเริ่มต้นประมูลของช่องเอชดีถูกกำหนดเอาไว้สูงกว่าช่องอื่นๆทั้งหมดที่ 1,510 ล้านบาท

ผู้ชนะการประมูลได้แก่ บริษัท บีอีซี-มัลติมีเดีย จำกัด เจ้าของสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 เสนอราคาสูงสุด 3,530 ล้านบาท รองลงมา ได้แก่ บริษัท บางกอก มีเดีย แอนด์ บรอดคาสติ้ง จำกัด ที่มี นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ เป็นเจ้าของ เสนอราคา 3,460 ล้านบาท บริษัท กรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ จำกัด หรือ ช่อง 7 เสนอราคา 3,370 ล้านบาท บริษัท ทริปเปิล วี บรอดคาสท์ จำกัด หรือไทยรัฐทีวี เสนอราคา 3,360 ล้านบาท บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) เสนอราคา 3,340 ล้านบาท และ 2 รายสุดท้ายที่ติดโผ เสนอราคาเท่ากันคือ บริษัท อมรินทร์ เทเลวิชั่น จำกัด และบริษัท จีเอ็มเอ็ม เอชดี ดิจิทัล ทีวี จำกัด เสนอราคาเท่ากันที่
3,320 ล้านบาท

ขณะที่ช่องความคมชัดมาตรฐานปกติ (เอสดี-SD)จำนวน 7 ใบอนุญาต ราคาเริ่มต้นที่ 380 ล้านบาท ผลปรากฏว่า บริษัทไทย บรอดคาส– ติ้ง จำกัด หรือเวิร์คพอยท์ เสนอราคาสูงสุด 2,355 ล้านบาท รองลงมา ได้แก่ บริษัททรู ดีทีที จำกัด เสนอราคา 2,315 ล้านบาท บริษัท จีเอ็มเอ็ม เอสดี ดิจิทัล ทีวี จำกัด เสนอราคา 2,290 ล้านบาท บริษัทบีอีซี-มัลติมีเดีย จำกัด หรือช่อง 3 เสนอราคา 2,275 ล้านบาท บริษัทอาร์เอส เทเลวิชั่น จำกัด เสนอราคา 2,265 ล้านบาท บริษัทโมโน บรอดคาซท์ จำกัด เสนอราคา 2,250 ล้านบาท และบริษัทแบงคอก บิสสิเนส บรอดแคสติ้ง จำกัด ในเครือหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น แหกโค้งติดอันดับสุดท้ายที่ราคา 2,200 ล้านบาท


ช่องข่าว-ช่องเด็กบิดสูงกว่า 5 เท่า

ส่วนการประมูลในวันที่ 2 เริ่มต้นด้วยช่องข่าว ราคาตั้งต้น 220 ล้านบาท ผู้ชนะการประมูลราคาสูงสุดคือบริษัท เอ็นบีซี เน็กซ์ วิชั่น จำกัด ในเครือเนชั่นกรุ๊ป เสนอราคาสูงสุด 1,338 ล้านบาท รองลงมาได้แก่ บริษัท วอยซ์ทีวี เสนอราคา 1,330 ล้านบาท บริษัท ไทยทีวี จำกัด เครือนิตยสารทีวีพูล เสนอราคา 1,328 ล้านบาท บริษัท สปริงนิวส์ จำกัด เสนอราคา 1,318 ล้านบาท บริษัทไทยนิวส์ เน็ตเวิร์ค จำกัด (ทีเอ็นเอ็น) ในเครือทรู วิชั่นส์ เสนอราคา 1,316 ล้านบาท บริษัท ดีเอ็น บรอดคาสท์ จำกัด หรือเดลินิวส์ทีวี เสนอราคา 1,310 ล้านบาท และลำดับสุดท้าย บริษัท 3 เอ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ผู้ผลิตรายการข่าว 5 หน้า 1 ให้ช่อง 5 เสนอราคา 1,298 ล้านบาท

และช่องสุดท้ายที่มีการเปิดประมูลคือช่องเด็ก ราคาเริ่มต้น 140 ล้านบาท ผู้ชนะการประมูลที่ 1 ได้แก่ บริษัท บีอีซี-มัลติมีเดีย จำกัด หรือช่อง 3 เสนอราคา 666 ล้านบาท ทำให้ช่อง 3 กลายเป็นช่องที่คว้าใบอนุญาตไปครองสูงสุด 3 ใบตามเพดานที่ กสทช.อนุญาต ถัดมาเป็นบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) เสนอราคา 660 ล้านบาท และสุดท้ายบริษัท ไทยทีวี จำกัด ในเครือทีวีพูล เสนอราคา 648 ล้านบาท

โดยสรุปช่อง 3 กวาดใบอนุญาตไปได้มากที่สุดที่ 3 ช่อง ได้แก่ ช่องเอชดี ช่องข่าว และช่องเด็ก ซึ่งเป็นจำนวนช่องเพดานสูงสุดที่ กสทช.กำหนด ใช้เงินไปทั้งสิ้น 6,471 ล้านบาท ส่วนผู้ประกอบการที่ได้ใบอนุญาต 2 ใบ มีทั้งสิ้น 4 ราย ได้แก่ จีเอ็มเอ็มแกรมมี่ ได้ช่องเอชดีและเอสดี ใช้เงินไปสิริรวม 5,610 ล้านบาท กลุ่มทรู ซึ่งประมูลได้ช่องเอสดีและข่าว ใช้เงินไป 3,631 ล้านบาท รองลงมาคือกลุ่มเนชั่นคว้าช่องเอสดีและข่าวไปในราคารวม 3,538 ล้านบาท และกลุ่มทีวีพูล คว้า 2 ช่องข่าวและเด็ก ในวงเงิน 1,976 ล้านบาท สิริรวม กสทช.ได้รับเงินจากการประมูลไปทั้งสิ้น 50,862 ล้านบาท

สถิติที่น่าจดจำในการประมูลครั้งประวัติศาสตร์ในครั้งนี้ ได้แก่ กลุ่มทุนใหญ่อย่างตระกูลมหากิจศิริ ซึ่งเข้าประมูลช่องทั้งเอชดีและเอสดีนั้น พลาดใบอนุญาตไปทั้งสองช่อง เช่นเดียวกับกลุ่มโพสต์และสยามสปอร์ตที่ปล่อยมือจากช่องข่าวไปอย่างง่ายดาย เนื่องจากมีงบในใจไว้ไม่เกิน 1,000 ล้านบาท ขณะที่ยักษ์ใหญ่ที่ประมูลได้ช่องเอชดีซึ่งมีราคาสูงสุดไปแล้ว ล้วนยอมปล่อยมือจากช่องอื่นๆ เพื่อประหยัดเงินเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นช่อง 7 กลุ่มนายแพทย์ปราเสริฐ ไทยรัฐทีวี และอมรินทร์ ส่วนม้ามืดมาแรง หนีไม่พ้นเนชั่นและกลุ่มทีวีพูล ที่กดกระหน่ำคว้าใบอนุญาตไป 2 ช่อง

ประเมินคนพลาดรอจังหวะเสียบ

ทั้งนี้ จากการสอบถามกลุ่มผู้เข้าประมูลที่พลาดหวังในครั้งนี้ พบว่าส่วนใหญ่เห็นว่าราคาที่สูงเกินไปจะไม่ตอบโจทย์ทางธุรกิจ นั่นเป็นเหตุผลที่ตัวเต็งหลายรายยอมถอดใจไม่กดราคาเพิ่ม เริ่มจากทัชทีวี ของกลุ่มอินทัชหรือบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งถือเป็นกลุ่มทุนหนักเงินหนา เข้าแข่งขันประมูลในช่องเอสดี กดราคาสู้เพียงแค่ 600 ล้านก่อนถอดใจ ทำให้อินทัช ซึ่งเดิมเป็นตัวเต็ง ไม่ได้รับใบอนุญาตไปครอง

เช่นเดียวกับกลุ่มเวิร์คพอยท์ ซึ่งเข้าชิงช่องเอชดีหยุดราคาไว้ที่ 3,000 ล้านบาท เนื่องจากเกินความเป็นไปได้ในทางธุรกิจ ที่เดิมเวิร์คพอยท์กำหนดไว้ที่ราว 2,500 ล้านบาทเท่านั้น แต่ก็ยังอุตส่าห์ฮึดสู้จนราคาทะลุไปถึง 3,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม เมื่อราคายังทะยานไม่หยุด เวิร์คพอยท์จึงตัดสินใจหยุดตัวเอง

ขณะที่ตัวเต็งในช่องข่าวอย่างค่ายโพสต์และสยามสปอร์ตนั้น ก็ใช้ทฤษฎีเดียวกันคือกำหนดราคาเป้าหมายเอาไว้ ซึ่งคาดว่าจะอยู่ที่ 1,000 ล้านบาท หากเกินกว่านั้นก็พร้อมถอย

อย่างไรก็ตาม จากการสอบถามกลุ่มผู้พลาดหวัง หลายรายเชื่อว่าจะมีช่องที่ไปไม่รอดในทางธุรกิจ และจะไปรอเจรจาซื้อหุ้นหรือร่วมกันเป็นพันธมิตรภายหลัง ซึ่งมีการประเมินกันว่าในอีก 3 ปีข้างหน้า อาจเริ่มเห็นความชัดเจนว่าผู้ประกอบการรายไหนจะไปรอด ไม่รอด ซึ่ง กสทช. ก็เปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นรายเดิมสามารถหาผู้ถือหุ้นรายใหม่ได้ แต่ผู้ถือหุ้นรายเดิมต้องเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่เกิน 50%

นอกจากนั้น ตามเงื่อนไขของ กสทช. ผู้พลาดหวังยังมีโอกาสที่จะประกอบธุรกิจ ด้วยวิธีการเช่าช่วงเวลารายการจากผู้รับใบอนุญาต ซึ่ง กสทช.กำหนดไว้ว่า ผู้รับใบอนุญาตจะต้องเปิดให้ผู้ประกอบการรายอื่นเช่าช่วงรายการได้ 10-40% ของเวลาทั้งหมด

นับถอยหลังประเดิมออกอากาศ

พ.อ.นที ศุกลรัตน์ รองประธาน กสทช.ในฐานะประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ (กสท) กล่าวว่า จากนี้บอร์ด กสทจะต้องรับรองผลการประมูลอย่างเป็นทางการ ซึ่งได้นัดประชุมเพื่อรับรองผลในวันที่ 6 ม.ค.57 นี้ และในระหว่างวันที่ 15-20 ม.ค.57 จะเชิญผู้ชนะประมูลมาเลือกอันดับช่องรายการ ซึ่งผู้ที่เสนอราคาสูงสุดมีสิทธิ์เลือกช่องก่อน ซึ่งจะเริ่มจากช่องรายการเด็กและเยาวชน 13–15, ช่องรายการข่าวและสาระ 16-22 ช่องเอสดี 23–29 และช่องเอชดี 30-36

หลังเลือกช่องเสร็จ ผู้รับใบอนุญาตจะต้องชำระค่าประมูลคลื่นความถี่ ซึ่งแบ่งเป็น 2 ส่วน โดยส่วนแรกราคาเริ่มต้นประมูลและส่วนที่สองราคาที่เกินจากราคาเริ่มต้นประมูล โดยปีแรกชำระ 50% ของราคาเริ่มต้นประมูลและ 10% ของราคาที่เกิน ปีที่สองชำระ 30% และ 10% ปีที่ 3 และปีที่ 4 ชำระ 10% และ 20% ส่วนปีที่ 5 ชำระ 20% ของราคาที่เกิน นอกเหนือจากจะต้องชำระค่าธรรมเนียมเป็นรายปี ปีละ 4% ตลอดอายุใบอนุญาต 15 ปี

โดยคาดว่าระหว่างวันที่ 1-10 ก.พ. 2557 จะมีพิธีมอบใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์ในระบบดิจิตอลอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ และ กสทช.จะพยายามผลักดันให้ผู้รับใบอนุญาตทดลองออกอากาศด้วยระบบดิจิตอลภายในเดือน ก.พ.-มี.ค.2557 เพื่อให้การออกอากาศครอบคลุมทั่วประเทศใน 3-5 ปีข้างหน้า

พ.อ.นที กล่าวว่า การรับชมทีวีดิจิตอลมาตรฐาน DVB-T2 ของประเทศไทย สามารถรับชมได้ผ่านเครื่องรับโทรทัศน์ที่รองรับเทคโนโลยีดังกล่าว ส่วนหากทีวียังเป็นระบบเก่า ผู้ชมสามารถติดตั้งกล่องรับสัญญาณ (เซ็ทท็อปบ็อกซ์) เพื่อการรับชมได้

ขณะที่ผู้ชมที่รับชมโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม ที่มีอยู่มากกว่า 10 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศนั้น จะสามารถรับชมช่องทีวีดิจิตอลได้โดยอัตโนมัติ เนื่องจากช่องดิจิตอลถือเป็นฟรีทีวีช่องใหม่ที่ผู้ประกอบการทีวีดาวเทียมต้องเผยแพร่สู่สายตาผู้ชม

อย่างไรก็ตาม กสทช.ได้ริเริ่มที่จะแจกคูปองเพื่อช่วยเป็นค่าใช้จ่ายแก่ประชาชนในช่วงการเปลี่ยนผ่านระบบ เบื้องต้นคาดว่าคูปองจะมีมูลค่าประมาณ 690-700 บาท แจกครัวเรือนละ 1 คูปอง จำนวน 22 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ ประเมินเบื้องต้นจะต้องใช้เม็ดเงินราว 15,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินที่ได้จากการประมูล คาดว่าจะเริ่มต้นแจกได้ในราวเดือน เม.ย.2557

ส่วนเรื่องความอยู่รอดทางธุรกิจนั้น ยังมั่นใจว่าผู้รับใบอนุญาตทีวีดิจิตอลทุกรายจะอยู่รอดได้ แม้บางรายจะกำไรไม่มาก แต่สามารถเลี้ยงตัวเองได้ และมั่นใจว่าการประมูลทีวีดิจิตอลจะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ และสร้างงาน สร้างโอกาสให้กับคนวงการโทรทัศน์ได้อีกมาก รวมถึงก่อให้เกิดประโยชน์สาธารณะ เพราะประชาชนคนไทยได้มีทางเลือกรับชมรายการต่างๆผ่านฟรีทีวีได้อีก 24 ช่อง จากเดิม 6 ช่อง.

 

ทีมเศรษฐกิจ

นับเป็นการเริ่มศักราชใหม่ด้วยความฉ่ำชื่นใจสำหรับผู้ชนะการประมูลคลื่นความถี่เพื่อให้บริการโทรทัศน์ในระบบดิจิตอล ซึ่งเพิ่งประมูลเสร็จสิ้นไปเมื่อวันที่ 26–27 ธ.ค.2556 ที่ผ่านมา...เนื่องจากผู้ชนะการประมูลจะได้มีโอกาสเป็นเจ้าของช่องฟรีทีวีใหม่ ซึ่งมีเพิ่มขึ้น 24 ช่องธุรกิจ... 31 ธ.ค. 2556 11:18 31 ธ.ค. 2556 11:20 ไทยรัฐ