วันพุธที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

"ปั้นคน-ป้อนงาน" สู่มาตรฐานสากล

โฟกัสการศึกษาไทยยุคปฏิรูปประเทศ ปี 2557 รุกคืบ“อาชีวะสร้างชาติ”

ปฏิรูปประเทศไทย

การบ้านข้อใหญ่ช่วง “หัวเลี้ยวหัวต่อ” ของประเทศในการเดินหน้าสู่เวทีสากล

นั่นย่อมหมายถึงการต้องเร่งปฏิรูปในทุกด้าน ทั้งการเมือง ระบบการตรวจสอบอย่างเข้มข้นจากภาคประชาชน เพื่อต่อต้านการคอร์รัปชันโกงบ้านกินเมือง ปฏิรูประบบราชการและการกระจายอำนาจ ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ปฏิรูป ระบบสวัสดิการเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี ปฏิรูประบบยุติธรรม และการปฏิรูปสื่อแล้ว

และโจทย์ใหญ่ข้อหนึ่งที่จะรอช้าไม่ได้คือ “การปฏิรูปการศึกษา” เพื่อให้คนไทยทุกคนได้รับโอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกัน


ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าหลังการปฏิรูปการศึกษาของไทย ในทศวรรษที่ 1 ล้มเหลวไปแล้วอย่างไม่เป็นท่า การปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่ 2 ก็ยังถูกสังคมตราหน้าว่า “ล้มเหลวซ้ำซาก” เพราะรัฐบาลภายใต้การนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มัวแต่มุ่งทุ่มเม็ดเงินงบประมาณแบบที่หลายคนมองว่าทำแบบ “ถมทะเล” กับสารพัดนโยบายประชานิยม แล้วมองข้ามเรื่องของการศึกษาชาติ ทั้งๆที่เป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ

“ทีมการศึกษา” มองว่าหากต้องการจะให้การปฏิรูปประเทศไทยเดินไปข้างหน้า และประสบความสำเร็จตามที่ทุกคน “วาดฝัน” สิ่งหนึ่งที่จะต้องเร่งดำเนินการคือ “การปฏิรูปคน” ให้เป็น คนเก่ง คนดี มีคุณภาพ และที่สำคัญคือต้องตอบสนองต่อความต้องการของตลาดแรงงาน

เพราะปฏิเสธไม่ ได้ว่า “คน” คือหัวใจหลัก ที่เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ

การจัดการศึกษาที่ผ่านมา แม้จะมีการปฏิรูปในทศวรรษที่ 2 แล้ว ก็ยังพบปัญหามากมาย ทั้งเรื่องของโอกาสทางการศึกษา คุณภาพการศึกษา และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศที่ยังอยู่ในระดับต่ำ

ทั้งๆ ที่ยุทธศาสตร์การศึกษาของประเทศ ตามแผนพัฒนาการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ฉบับที่ 11 พ.ศ.2555-2559 ซึ่งจัดทำขึ้นภายใต้กรอบทิศทางของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้กำหนดไว้ชัดเจนว่า


“การพัฒนาประเทศสู่ความสมดุลและยั่งยืน จะต้องให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างทุนของประเทศที่มีอยู่ให้เข้มแข็ง และมีพลังเพียงพอในการขับเคลื่อนกระบวนการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะการพัฒนาคนหรือ “ทุนมนุษย์” ให้เข้มแข็ง สามารถที่จะเป็นภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต”

แต่แนวทางการพัฒนาคนของประเทศของกระทรวงศึกษาธิการที่ผ่านมา กลับมุ่งเน้นจัดการศึกษาโดยให้ความสำคัญกับการศึกษาในสายสามัญมากกว่าสายอาชีพ

ตัวเลขจาก สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม ชี้ชัดถึงสถานการณ์การขาดแคลนแรงงานว่า ประเทศไทยกำลังประสบภาวะการขาดแคลนแรงงานในภาคอุตสาหกรรม “ขั้นวิกฤติ” โดยพบว่าตัวเลขความต้องการแรงงานภาคอุตสาหกรรมในปี 2556 และปี 2557 เท่ากับ 5.85 และ 5.91 ล้านคน ในขณะที่มีผู้เข้าสู่ตลาดแรงงานเพียง 5.46 และ 5.51 ล้านคนตามลำดับ

เท่ากับว่าเมื่อปี 2556 ที่ผ่านมา เราเกิดปัญหาการขาดแคลนแรงงานในภาคอุตสาหกรรมถึง 3.8 แสนคน และจะเกิดภาวะขาดแคลนซ้ำเติมในปี 2557 เพิ่มเป็น 3.95 แสนคน ทั้งที่เป็นแรงงานที่มีวุฒิการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรีและสูงกว่าปริญญาตรี

สาขาที่ขาดแคลนอันดับต้นๆ ได้แก่ อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม รองลงมาคือ อุตสาหกรรมยานยนต์ ตามมาด้วยอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมพลาสติก ไม้ เครื่องเรือน อัญมณีและเครื่องประดับ รวมถึงเหล็กและเหล็กกล้า

ที่น่าตกใจคือ แนวโน้มปัญหาการขาดแคลนแรงงานจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น สาเหตุหนึ่งมาจากอัตราการเกิดของประชากรไทยที่ลดลง ขณะที่ความต้องการแรงงานนับวันจะเพิ่มขึ้นจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ


ขณะที่อีกหนึ่งสาเหตุสำคัญและเป็นปัญหาใหญ่ยิ่งกว่า คือ ทิศทางการจัดการศึกษาและการผลิตกำลังคน “สวนทาง” กับการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ

เพราะค่านิยมของสังคมไทยมุ่งเน้นการเรียนในสายสามัญเพื่อเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษา โดยไม่สนใจศักยภาพหรือความสามารถของผู้เรียน ที่สำคัญปล่อยให้มีการเปิดการเรียนการสอนในสาขาวิชาที่ไม่ตอบสนองต่อความต้องการของตลาดแรงงาน ทำให้หลายแสนคนเรียนจบมหาวิทยาลัยไปแล้วต้อง “วิจัยฝุ่น”

เหลืออีกเพียงปีกว่าๆ ประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน กระทรวงศึกษาธิการ คงต้องหันมาเอาจริงเอาจังกับการวางแผนการจัดการศึกษา และการผลิตกำลังคนให้มีศักยภาพสอดคล้องรองรับกับทิศทางในการพัฒนาประเทศ เพื่อเตรียมพร้อมรองรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของ ประเทศและเตรียมการก้าวเข้าสู่อาเซียนด้วยความพร้อมแบบเต็มร้อย

ขณะที่อภิมหาโปรเจกต์โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ที่ “รัฐบาลปู” พยายามเดินหน้า “ดันสุดซอย” กับ พ.ร.บ. เงินกู้  2.2  ล้านล้านบาท ยังเป็น ลูกผีลูกคน”  แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่าประเทศไทยต้องมีการเตรียมความพร้อมของทรัพยากรบุคคล เพื่อรองรับการพัฒนาประเทศ รวมถึงการก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ในปี 2558

ปลายปี 2556 ที่ผ่านมา กระทรวงศึกษาธิการภายใต้การนำของ นายจาตุรนต์ ฉายแสง ได้ประกาศนโยบายปรับสัดส่วนการเรียนการสอนสายอาชีวศึกษาในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ หรือ ปวช. กับระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายสายสามัญ จากเดิม 34 : 66 มาเป็น 51 : 49 ในปีการศึกษา 2558 ซึ่งเท่ากับเป็นการพลิก “ค่านิยม” การเรียนระหว่างสายสามัญกับสายอาชีวศึกษา ในระบบการศึกษาไทยอย่างสิ้นเชิง


โดยวางกรอบเริ่มขยับสัดส่วนในปีการศึกษา 2557 ให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาเพิ่มปรับจำนวนการรับนักเรียนในชั้น ปวช.1 เป็น 45% และให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ปรับลดจำนวนการรับนักเรียนชั้น ม.4 เหลือเพียง 55% ก่อนที่จะปรับเปลี่ยนเป็น 51 : 49 ตามเป้าในปีการศึกษาถัดไป

แต่แน่นอนอุปสรรคใหญ่หลวงที่ต้องเผชิญในการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวให้ไปสู่เป้าหมายได้สำเร็จ อยู่ที่  “ค่านิยม”  ของบรรดาพ่อ แม่ ผู้ปกครอง รวมทั้งตัวของเด็กเองที่ถูกปลูกฝังมาว่าจะต้องเรียนสายสามัญ โดยมุ่งสู่มหาวิทยาลัยเพื่อให้ได้มาซึ่งปริญญา ในขณะเดียวกันก็มองว่าการเรียนสายอาชีวศึกษา “ไร้ศักดิ์ศรี” ไม่มีอนาคต คนที่เรียนสายอาชีวะเป็นพวก “ชนชั้นสอง” ที่ไม่มีทางไป

และที่สำคัญภาพลักษณ์ของเด็กอาชีวะ ที่มักถูกมองว่าทำตัวเป็น “นักเรียน–นักเลง” ก่อเหตุทะเลาะวิวาทฆ่าฟันจนตกเป็นข่าวหน้า 1 ทางหนังสือพิมพ์มีให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง ยิ่งเป็นการตอกย้ำภาพพจน์ในทางลบจนผู้ปกครองไม่กล้าที่จะส่งลูกหลานไปเรียนในสายวิชาชีพนี้

ณ วันนี้น่าจะถึงเวลาแล้วที่องค์กรหลักของกระทรวงศึกษาธิการ โดยเฉพาะที่มีสถานศึกษาในสังกัดจะ ต้องจับมือเร่งปรับเปลี่ยนค่านิยมของผู้ปกครองและนักเรียนอย่างจริงจัง พร้อมๆ กับการลบล้างภาพลักษณ์ที่แย่ๆ ของการเรียนสายอาชีวศึกษาเสียใหม่ ให้ผู้คนในสังคมมองเห็นแสงอยู่ปลายอุโมงค์ ว่าเรียนแล้วมีงานทำ รายได้ดี มีความมั่นคงในอาชีพ

ทั้งต้องช่วยกันขจัดข้อจำกัดที่อาจส่งผลให้การดำเนินการตามนโยบายด้อยประสิทธิภาพ นั่นคือการสร้างความเข้าใจกับผู้บริหารสถานศึกษาทั่วประเทศ ทั้งในสังกัด สพฐ. และ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน หรือ สช. ให้ร่วมแรงร่วมใจส่งเสริม สนับสนุน และแนะแนวให้นักเรียนที่กำลังจะเรียนจบการศึกษาชั้น ม.3 ในปีการศึกษานี้ได้มีโอกาสเลือกทางเดินชีวิตด้วยการเลือกเรียนต่อในสิ่งที่เหมาะสมกับศักยภาพของตนเอง

ไม่ใช่ดึงดันให้เด็กได้เรียนต่อในโรงเรียนที่ตนเองนั่งบริหารอยู่ให้มากที่สุด เพียงเพื่อหวัง “เงินอุดหนุน” ค่าใช้จ่ายรายหัวในการจัดการศึกษา โดยไม่คำนึงถึงศักยภาพของผู้เรียนและอนาคตที่ดีของลูกศิษย์


ขณะเดียวกัน สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา หรือ สอศ. ซึ่งเป็นหน่วยงานต้นสังกัดของสถานศึกษาอาชีวศึกษาทั่วประเทศ จะต้องเร่งดำเนินการให้สอดคล้องรองรับด้วยการปรับภาพลักษณ์ของอาชีวะให้เป็นที่ยอมรับของสังคม ตอบสนองต่อความต้องการของตลาดแรงงาน และทิศทางในการพัฒนาประเทศ

นอกจากนี้จะต้องระดมความร่วมมือกับภาคเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อร่วมกันจัดทำหลักสูตร กระบวนการจัดการเรียนการสอน การประเมินผล และการฝึกปฏิบัติงานจริง ซึ่งถือเป็น “หัวใจหลัก” ในการเรียนวิชาชีพ โดยเชื่อมโยงกันระหว่างสถานศึกษา สถานประกอบการ หอการค้า และสภาอุตสาหกรรม ทั้งนี้เพื่อผลผลิตที่มีคุณภาพและตรงตามความต้องการของผู้ใช้ และต้องรณรงค์ประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจให้นักเรียน ผู้ปกครอง และประชาชนได้เห็นความสำคัญและความจำเป็นของอาชีวศึกษา

แต่ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดคือจะต้องเร่ง “ยกระดับคุณภาพ” การจัดการอาชีวศึกษา และ “มาตรฐาน” ของช่างฝีมือแรงงานที่จะผลิต ควบคู่ไปกับการเพิ่ม “ปริมาณ” เพื่อเสริมศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ

ด้วยการสร้างเบ้าหลอมของ “ช่างฝีมือแรงงาน” ในสาขาต่างๆ ให้มีสมรรถนะ มีความรู้ ความสามารถ ทั้งด้านวิชาการและทักษะในการปฏิบัติงานตามมาตรฐานวิชาชีพ เพื่อรองรับการก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน และเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันในระดับสากล โดยต้องเร่งพัฒนาความรู้และทักษะด้านภาษาต่างประเทศ และภาษาของประเทศสมาชิกอาเซียน

เพราะ เมื่อประเทศไทยเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558 จะมีการเคลื่อนย้ายแรงงานที่มีทักษะฝีมืออย่างเสรี ตามกรอบความร่วมมือประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน โดยเฉพาะใน 7 สาขา ได้แก่ วิศวกรรม พยาบาล สถาปัตยกรรม วิชาชีพสำรวจ แพทย์ ทันตแพทย์ และนักบัญชี และในระยะต่อไปจะเปิดสาขาอื่นๆรวมทั้งแรงงานกึ่งทักษะฝีมือด้วย ซึ่งส่งผลให้ประเทศไทยต้องมีการสร้างเกณฑ์มาตรฐานในการประเมินความสามารถของแรงงานที่จะมีการเคลื่อนย้ายในภูมิภาคอาเซียน และสู่มาตรฐานสากลในอนาคต

ทีมการศึกษามองว่าทิศทางการจัดการศึกษาไทยในยุคปฏิรูปประเทศ ที่จะเกิดขึ้นใน “ปีม้า 2557” เป็น “งานหิน” ที่ไม่ง่าย แต่ก็ถือเป็นความจำเป็นของประเทศที่จะต้องเร่งเสริมสร้างศักยภาพของทรัพยากรมนุษย์ โดยเฉพาะฝีมือแรงงานด้านอาชีวศึกษาที่จะเป็นกำลังสำคัญในการ “สร้างชาติ” และ “สร้างอนาคต” ที่ดีของประเทศ

และไม่ว่าใครจะมาเป็น “รัฐบาลชุดใหม่” ก็จะต้องเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายการจัดการศึกษาไทย ตามแนวทางดังกล่าวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


1 มกราคม 2557 นับเป็นวันดี วันแรกของการก้าวย่างเข้าสู่ปีใหม่ “ทีมการศึกษา” ขอถือ โอกาสนี้ วิงวอนพรรคการเมืองทุกพรรคที่จะเข้ามาเป็นคณะรัฐบาลชุดใหม่ให้เห็นแก่ประเทศชาติและประชาชน นำพาการศึกษาชาติ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศ ให้ก้าวพ้น “วังวนน้ำเน่า” ทางการเมือง

เดินหน้าเร่งเครื่องเต็มสูบเพื่อ “ปฏิรูปคน” หัวใจหลักที่จะสร้างชาติในอนาคต!!!

 

ทีมการศึกษา

ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าหลังการปฏิรูปการศึกษาของไทย ในทศวรรษที่ 1 ล้มเหลวไปแล้วอย่างไม่เป็นท่า การปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่ 2 ก็ยังถูกสังคมตราหน้าว่า “ล้มเหลวซ้ำซาก” เพราะรัฐบาลภายใต้การนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มัวแต่มุ่งทุ่มเม็ดเงินงบประมาณแบบที่หลายคนมองว่าทำแบบ “ถมทะเล” กับสารพัดนโยบายประชานิยม 31 ธ.ค. 2556 11:12 ไทยรัฐ