วันอาทิตย์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

กระหน่ำโหดแมลงพันธุ์ดุ HYUNDAI VELOSTER (Part2)

ตอนที่ 2 กับการทดสอบ Hyundai Veloster สปอร์ตแฮตแบคจากแดนกิมจิรุ่นไม่มีเทอร์โบ ประสิทธิภาพ ความคุ้มค่าคุ้มราคา กับสภาพการขับขี่ตลอดเส้นทางทดสอบ บนระยะทางกว่า 500 กิโลเมตร...

รถ Veloster ที่ทาง Hyundai Motor Thailand จัดให้ผม เป็นรุ่นเครื่องยนต์หายใจเอง โดยไม่มีระบบอัดอากาศ ขนาด 1.6 ลิตร 130 แรงม้า สิ่งที่รถทดสอบ Veloster คันนี้ แตกต่างไปจากรุ่นมาตรฐานทั่วไป คือ ชุดแต่งเสริมความโหด ทั้งสเกิร์ตข้าง ล้ออัลลอยขอบ 18 นิ้วลายสวย สติกเกอร์ลายใหม่ กรอบกระจกมองข้างเคฟลาห์ พร้อมไฟเลี้ยวใต้กรอบ แบบ LED สปอยเลอร์หน้าตรงชายล่างยังมีชิ้นงานคลุมทับเสริมความดิบ เพื่อลดความน่ารักน่าชังของรูปทรงด้านหน้า

มิติตัวถัง กว้าง 1790 มิลลิเมตร ยาว 4420 มิลิเมตร และสูง 1299 มิลลิเมตร ความสูงที่ลดลงจากรุ่นมาตฐานเล็กน้อย เกิดจากยาง 225/40R18 ของ Hankook รุ่น Ventus V12 EVO ซึ่งปกติแล้ว รุ่นไม่มีเทอร์โบของ Veloster จะใส่ยางขนาด 215/45R17 ที่มีแก้มยางสูงกว่านิดหน่อย เมื่อก้มลงไปดูที่ด้านล่างก็จะพบกับโช้กอัพและสปริงที่ถูกพ่นสีแดงและฟ้า คล้ายกับของแต่งแนวรถสนาม

แม้ทรงของ Veloster จะออกแนวอ้วน ป้อม แต่ความดิบ โหด ของชุดแต่ง ทำให้เมื่อขับออกไปบนถนนกลับกลายเป็นการเรียกร้องความสนใจไปโดยปริยาย สายตาของผู้คนที่จ้องมองเจ้าแมลงสีเหลืองคันนี้ มีทั้งอมยิ้มและขำในความแปลก ประหลาดของรูปลักษณ์ บางคนก็ยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายรูปรถยนต์ ที่มีเรือนร่างไม่เหมือนชาวบ้าน คันนี้ราวกับว่าไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อน


Hyundai Veloster มีการขับขี่เหมือนกับ MINI Cooper รุ่นมาตรฐาน ทั้งสัมผัสของการควบคุมและย่านกำลังที่ใกล้เคียงกัน แต่ Volester รุ่นไม่มีเทอร์โบนั้น มีราคาเพียงแค่ 1.29 ล้านบาท ในฐานะรถทดสอบในช่วงท้ายของปี ผมจึงใช้เวลาทั้งวันขับออกจากกรุงเทพมหานคร โดยมุ่งหน้าไปทางภาคตะวันออก เพื่อลองดูประสิทธิภาพของเครื่องยนต์แบบหายใจเอง โดยไม่พึ่งพาหอยตัวเล็ก

 

สิ่งที่นักออกแบบของ Hyundai ทำกับรถคันนี้ คือ การเพิ่มกล้ามเนื้อพวกโป่งล้อและแนวเส้นด้านข้างเพื่อทำให้มันดูทรงพลังมากยิ่งขึ้น มันเป็นรถสไตล์แฮตชแบคที่น่าทึ่ง พวกสื่อมวลชนสายยานยนต์เกือบทุกคนหลงรักมัน โดยเฉพาะรุ่นเทอร์โบสีดำด้าน ที่ผมเคยนำมารีวิวไปเมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา สำหรับเจ้าแมลงสีเหลืองคันนี้ ช่องรับอากาศเข้าสู่ไอดีจะอยู่ตรงด้านบนและล่างของกระจังหน้า กึ่งกลางของโลโก้ Hyundai แม้ขนาดของกระจังหน้าและไฟตัดหมอกจะถูกย่อให้ให้มีมิติที่เล็กลงมาในรุ่นมาตรฐาน แต่สปอยเลอร์หน้ากับชิ้นงานไฟเบอร์ บริเวณชายล่างเพิ่มมุมมองด้านความลงตัวได้ไม่น้อยเลยทีเดียว


ด้านหลังของ Veloster ทำออกมาได้แปลกและพิสดารมากกว่ารถสปอร์ตทั่วไป สัดส่วนของแนวหลังคาที่โค้งลาดเทไปทางส่วนท้าย ที่ชอบมากคือ ท่อระบายไอเสียแบบเหลี่ยมสองท่อคู่ ที่แตกต่างจากรุ่นเทอร์โบ ซึ่งใช้ท่อแบบกลม ชายล่างของสปอยเลอร์หลังมีแผ่น Diffuser แบบใหม่ ช่วยจัดเรียงอากาศให้มีความเป็นระเบียบ ไม่หมุนวนที่ส่วนท้ายของรถ ขณะทำความเร็ว ล้อขอบ 18 นิ้ว สี gunmetal grey กับยางเส้นเขื่องเป็นออฟชั่นเสริมที่เจ้าของจะต้องควักเงินเพิ่ม เบาะคนขับและคนนั่งตอนหน้าปรับด้วยมือแบบแมนนวล เบาะหุ้มผ้าปักสัญลักษณ์ Veloster แทนที่จะปักคำว่า Turbo ในรุ่นสูงสุด ซึ่งเป็นเบาะปรับไฟฟ้า

 

การตกแต่งภายในใช้คอนโซลพลาสติกขึ้นรูป ที่เต็มไปด้วยเหลี่ยมมุม สิ่งที่หายไปคือ กล้องมองหลังและระบบนำทางเนวิเกเตอร์ ซึ่งต้องเสียเงินเพิ่ม หน้าจอแบบสัมผัสใช้งานได้ง่าย ระบบเครื่องเสียงของ Veloster แม้จะไม่กระหึ่มและหนักแน่นเท่ารถสปอร์ตจากฝั่งยุโรป แต่ก็เพียงพอต่อความต้องการในด้านของความคมชัดจากลำโพง และความง่ายของการใช้งานในระบบสัมผัสสั่งงานที่หน้าจอ


Veloster ไม่ใช่รถที่เร็วปานจรวด ด้วยเงิน 1.29 ล้านบาท ในรุ่นมาตรฐาน คุณจะได้เครื่องยนต์เบนซิน 1.6 ลิตร 130 แรงม้า ที่มีแรงบิดเพียงพอต่อการสร้างความบันเทิงหลังพวงมาลัย แรงบิดจากเครื่องยนต์ตัวเล็กที่ 157 นิวตันเมตร ซึ่งมาในรอบต่ำ 1500-4850 รอบต่อนาที แม้จะไม่มีระบบอัดอากาศคอยเสริมประสิทธิภาพของย่านกำลัง แต่ความกระชับฉับไว ก็ยังคงดีอยู่ เร่งออกตัวเร็วๆ จากสัญญาณไฟจราจรมันจะพุ่งทะยานออกจากจุดหยุดนิ่งทันที ความเร็วจาก 0-100 ทำได้ 10 วินาทีกว่าๆ อยู่ในระดับทั่วๆ ไปของแฮตชแบค ที่มีขายในประเทศไทย สภาพการขับขี่ในเมืองไม่แตกต่างจากรถ Sub Compact ยอดนิยมจากแดนปลาดิบเท่าใดนัก พวงมาลัยตอบสนองที่ย่านความเร็วต่ำได้ดี

 

แม้ช่วงล่างจะแข็งไปนิด ซึ่งเกิดจากไซส์ของยางเมื่อมันถูกยัดด้วยล้อแต่ง เจ็บๆ ที่มีขนาดความเตี้ยของแก้มยางในระดับรถซิ่ง เด็กแว้นเด็กแนวที่ขับ Honda Civic Mazda 3 Suzuki Swift ต่างโฉบเข้าโฉบออกจี้ท้ายเจ้าแมลงเหลืองกันอย่างครื้นเครง เพื่อท้าทายขอประลองความแรง แม้เรือนร่างของ Veloster จะกวนโอ้ย จนรถซิ่งเหล่านั้นอดรนทนไม่ได้ แต่ย่านของกำลังที่เป็นรุ่นปกติ ทำให้ผมซ่าไม่ออก และไม่อยากโดนรถที่เก่ากว่าสวนเอา การขับเจ้าแมลงเหลืองไปในเส้นทางของ กทม. จึงเป็นการขับแบบสุภาพเรียบร้อย มันค่อนข้างขัดแย้งและแตกต่างจากบุคลิกส่วนตัวของ Veloster ที่ดูดุดัน เมื่อสวมชุดแต่งแบบเต็มยศ เช่นรถทดสอบคันนี้


บนไฮเวย์ฉลองรัชข้ามไปยังวงแหวนตะวันออก Veloster วิ่งด้วยความมาดมั่นจากระบบบังคับเลี้ยว ซึ่งเป็นพวงมาลัยไฟฟ้า ความรู้สึก และสัมผัสของน้ำหนักพวงมาลัยไม่แตกต่างจากตัวเทอร์โบแม้แต่น้อย เนื่องจากเป็นพวงมาลัย แรคและแกนบังคับเลี้ยวชุดเดียวกัน พวงมาลัยถูกปรับมาให้มีน้ำหนักและระยะของการหมุนออกไปในแนวทางสปอร์ต มันพยายามรักษาทิศทางของรถได้ดี เมื่อวิ่งด้วยความเร็วเดินทางที่ย่าน 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำให้คุณไม่ต้องคอยประคับประคองมันไปตลอดทาง ซึ่งทำให้ง่ายและสะดวกสำหรับการวิ่งทางไกล

 

เมื่อพบเจอกับถนนโล่งๆ บนทางด่วนรามอินทรา ที่เชื่อมต่อกับถนนวงแหวนตะวันออก ผมสวนคันเร่งลงลึกทันที่ที่โอกาสเปิด ที่ความเร็ว 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ประสิทธิภาพของยาง 225/40R18 กับระบบรองรับทำให้ Veloster วิ่งด้วยความเสถียร อาการเป๋ หรือวอกแวกไม่ปรากฏให้เห็นแม้ความเร็วจะเพิ่มขึ้นไปถึง 180 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ถนนที่เรียบและโล่งยาวแบบนี้ จะตอบคำถามของนักขับได้ดีกว่าทางที่มีผิวไม่มี ความสม่ำเสมอ น้ำหนักของพวงมาลัยยังคงส่งถ่ายความรู้สึกที่ชัดเจนอยู่ตลอดเวลา แม้ความเร็วจะทะยานไปเกือบถึงจุดสูงสุด ผมยกคันเร่งแล้วกลับมาขับด้วยการใช้ความเร็วเดินทางที่ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเหมือนเดิม หลังลากรอบเพื่อทดสอบพละกำลัง


หลายอย่างปรากฏออกมาให้เห็นถึงความแตกต่าง ระหว่าง Veloster รุ่นมาตรฐานและรุ่นเทอร์โบ เมื่อกลางปีที่ผ่านมากับการทดสอบ Veloster Turbo ในตอนแมลงร้ายจอมกวน ซึ่งสัมผัสและความรู้สึกหลังพวงมาลัยยังคงตราตรึงอยู่ในใจ มาวันนี้กับการนั่งอยู่บนรถ Veloster รุ่นหายใจเองกับอารมณ์ร่วมที่แปลกแยกจากย่านของกำลัง 130 แรงม้า ที่แตกต่างจาก 186 แรงม้าของตัวเทอร์โบ รถแบบนี้ไม่ค่อยได้ออกมาให้พบเห็นกันบ่อยนักบนท้องถนน

 

ยอดขาย Veloster ทั้งสองรุ่น ที่เน้นลูกค้าวัยแรงยังคงไหลไปได้แบบเรื่อยๆ เครื่องยนต์ 1.6 ลิตร แบบ NA มีกำลังเพียงพอต่อความต้องการ แม้จะไม่ดึงตื้อเหมือนกับแมลงร้ายสีเทา อัดอากาศด้วยเทอร์โบ แต่มันก็เหมาะกับคุณสุภาพสตรีที่ชอบทรงของรถ แต่ไม่ต้องการกำลังในระดับรถซิ่ง เบรกทำงานได้ดีเพราะมีม้าให้กำราบไม่มากนัก น้ำหนักพวงมาลัยโอเค อย่างที่เคยบอกว่า Hyundai ยุคใหม่ทุกรุ่นนั้นได้รับการปรับปรุงซอฟต์แวร์ของ ECU ที่ควบคุมการแปรผันน้ำหนักพวงมาลัย รวมถึงการใส่ล้อ 18 นิ้ว ซึ่งทำให้เกาะถนนมากยิ่งขึ้น (และกระเทือนซางมากขึ้นด้วยเช่นกัน)

ความสูงของตัวรถก็ยังเตี้ยลงด้วย Series ของยางแก้มเตี้ยบนตัวเลข 40 เป็นยางซิ่งคุณภาพสูงจากแดนกิมจิ ยี่ห้อ Hankook รุ่นสำหรับรถสปอร์ต อย่าง Ventus V12 EVO นั้น นอกจากลายดอกยางจะเน้นคุณภาพในการยึดเกาะและการเบรกแล้ว ยังลดเสียงดังขณะบดไปกับผิวถนนอีกด้วย ส่วนการเก็บเสียงของ Veloster นั้น ออกมาอยู่ในค่ามาตรฐาน คือ เสียงยางจะเริ่มดังลอดเข้ามาพอให้ได้ยินที่ความเร็ว 110 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เป็นปกติเหมือนกับรถญี่ปุ่นทั่วไป


ผมกำลังอยู่บนถนนที่มีสภาพดีพอสมควร และแสงอาทิตย์ในช่วงฤดูหนาวกำลังสาดส่องอย่างแรงกล้า  บนเส้นทางที่จะพาขึ้นไปสู่ด่านเนินหอม ทางขึ้นอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ทางฝั่ง จ.ปราจีนบุรี สำหรับหลายคนที่สนใจซุปเปอร์คาร์ แต่จากระดับของราคาค่าตัวและค่าดูแลรักษาหลังการใช้งาน ที่แพงพอๆกับคอนโดฯ หรูๆ แถวสุขุมวิท การใช้รถสปอร์ตค่าตัวถูกกว่ายี่สิบเท่านั้นเป็นเรื่องที่สมควร กำลังเกือบๆ 700 แรงม้าของซุปเปอร์คาร์สมัยใหม่ ที่เหมือนกับการแข่งกันไปลงนรก

 

สุดท้ายการบ้าแรงม้าน่าจะจบลงในอีกไม่นานนับต่อจากนี้ เครื่องยนต์ที่สร้างแรงได้ขนาดนั้น ผมขอบอกเลยว่า มันควบคุมได้ยากสุดๆ และทำให้รถสวยๆ เหล่านั้น ต้องไปจบลงที่เสาไฟฟ้า เนื่องจากถนนหนทางในปัจจุบันไม่เหมาะกับย่านของกำลังที่แรงเหลือรับประทานขนาดนั้น แรงม้าแค่ 300 ตัวเหมาะสมที่สุดในการใช้งาน มันควบคุมได้ง่ายกว่า และมีค่าเลี้ยงดูที่ถูกกว่า แถมยังสามารถอัดได้ทุกครั้งเท่าที่ต้องการ โดยไม่ไปจูบท้ายรถคันอื่น หรือหมุน จนเสียหลักแล้วไปฟาดเข้ากับต้นไม้ริมทาง


ระบบขับเคลื่อนด้วยล้อคู่หน้าของ Veloster กับแรงบิดพอท้วมๆ ทำให้อาการของมันในโค้งมีค่าที่ค่อนข้างเป็นกลาง ความต่ำเตี้ยของช่วงล่าง ช่วยทำให้การถ่ายเทน้ำหนักมีความเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้นเมื่อส่วนผสมทั้งหมดหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับพวงมาลัย ชุดบังคับเลี้ยวไฟฟ้าสื่อสารอาการของรถถ่ายตรงไปยังข้อมืิอของคนขับได้ดี อาการยวบ หรือยุบเมื่ออัดเข้าโค้งแรงๆ แทบไม่ปรากฏ

 

เครื่องยนต์ Gamma 1.6 MPI มีความยืดหยุ่นสูง และเป็นเครื่องแบบหายใจเองที่บ้ารอบพอสมควร อัดหนักๆ ที่รอบสูง เสียงจากปลายท่อท้ายจะสร้างความมันส์ได้อย่างน่าพึงพอใจ คุณจะลงคันเร่งมันบ่อยและหนักขึ้นเรื่อยๆ และไม่ต้องกลัวว่ามันจะงอแง เกียร์ออโต้ 6 สปีดก็ยังทำงานเข้าขากันกับเครื่องยนต์ได้อย่างน่าทึ่ง เมื่อลองชิฟเกียร์เอง การตอบสนองนั้นขึ้นตรงต่อ ECU เกียร์ที่จะคอยเฝ้าระวังไม่เปลี่ยนเกียร์ตามใจคนขับหากรอบเครื่องยนต์ไม่สัมพันธ์ไปกับความเร็ว และอาจก่อให้เกิดความเสียหายกับชุดทอร์คคอนเวอร์เตอร์ ที่สามารถทำกระเป๋าของเจ้าของรถ Veloster แหกได้ หากไม่มีกลไกป้องกันดังกล่าว


Veloster ทั้งสองรุ่น สามารถรองรับการขับแบบอัดเต็มแม็ก 100% แถมยังใชังานได้ทุกวันเท่าที่คุณต้องการ ช่วงล่างของรถทดสอบคันนี้ถูกทีมช่างและวิศวกรของ Hyundai ปรับแต่งจนอยู่ในระดับที่ดี ทำให้ถึงแม้จะแข็ง แต่ก็ไม่กระแทกกระทั้นกันจนเกินไป ขับที่ย่านความเร็วต่ำเกียร์ออโต้ 6 สปีดจะเปลี่ยนอัตราทดด้วยความนิ่มนวลดี เบาะแบบผ้าของรถรุ่นไม่มีเทอร์โบนั่งได้นิ่มสบายก้น พนักพังศีรษะช่วยให้คุณอยู่บนเบาะได้นานขึ้น โดยไม่มีอาการเมื่อยขบจนต้องไปพึ่งพาหมอนวดแผนโบราณ ทั้งสองรุ่นเป็นรถที่ให้ความรู้สึกหนักแน่น และมีความสวยงามพอๆ กัน ราคา 1.74 ล้านบาทในรุ่นเทอร์โบนั้นถูกกว่า MINI Cooper S อยู่พอสมควร

 

หากมีกำลังพอ ผมแนะนำรุ่นสีพิเศษสีเทาด้าน Petrol Grey สีเทาดำด้านที่กำลังฮอตฮิตในวงการรถแรง มันคืองานสีที่เจ๋งที่สุดตั้งแต่เคยมีมาและปรากฏในรถอย่าง Lamborghini Reventon หนึ่งในงานออกแบบของ Veloster ที่โดดเด่นมากที่สุด คือ การปรับเปลี่ยนท่อระบายไอเสีย Hyundai ใช้ขนาดที่ใหญ่ขึ้นของท่อระบายไอเสียแบบทรงกลมสองท่อและท่อร่วมไอดีแบบใหม่ วิศวกรในแผนกปรับแต่งรับหน้าที่จูนอัพเสียงของเครื่องยนต์ที่ผ่าน ทั้งท่อไอดีและไอเสียเครื่องยนต์ 1.6 ลิตรอัดเทอร์โบ จึงสามารถส่งเสียงที่ให้ความรู้สึกถึงพลังได้มากยิ่งขึ้น และกลายเป็นที่ชื่นชอบของลูกค้า ส่วนท่านที่เบี้ยน้อยหอยน้อย แต่อยากควบรถแฮตชแบคทรงแปลก ก็ยังมีอีกทางเลือก นั่นคือ Veloster รุ่นไม่มีเทอร์โบ กับราคาค่าตัว 1.299 ล้านบาท แพงกว่า Mazda 3 2.0 สามแสนบาท แต่คุณจะได้รถที่มีคาแรกเตอร์แปลกแยกกว่ารถทั่วไป รวมถึงยังมีการขับขี่ที่ดี เทียบเท่ารถเครื่อง 1.6 จากแดนปลาดิบ


Toyota GT86 ราคา 2.7 ล้านบาท เลี้ยวได้เร็วและดริฟท์ได้อย่างคล่องแคล่ว ว่องไว จากลักษณ์ของจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำมากๆ (ต่ำกว่า ferrari 458 italia) แต่มันต้องใช้กำลังสปีดตัวเองจากจุดหยุดนิ่งไปถึงรอบเครื่อง 5,000 รอบตอนาทีเพื่อดริฟท์ ส่วน MINI Cooper S Coupe ราคา 2.8 ล้านบาทนั้น เป็นรถที่ให้อารมณ์สปอร์ตจากการควบคุมที่ไม่มีการโอนอ่อนผ่อนคลาย พละกำลังเหลือเฟือ แม่นยำแต่ กระด้างสุดๆ สำหรับ Veloster รุ่นไม่มีเทอร์โบ 130 แรงม้า เป็นสปอร์ตแฮตชแบคที่มีพวงมาลัยกับช่วงล่างโดดเด่นมาก แม้ย่านของกำลังจะเป็นรอง รวมถึงอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงที่ยังคงตามหลังรถคู่แข่งทั้งสองคันอยู่พอสมควร (10.7 วินาที) แต่มันขับได้สบายกว่า

 

รวมถึงพื้นที่เบาะหลังยังนั่งโดยสารได้จริง การยึดเกาะกับผิวถนนทำได้ดี เครื่องยนต์ 1.6 หายใจเองกับเกียร์ออโต้ 6 สปีดไร้ข้อตำหนิติเตียน หากคุณเข้าใจในเครื่องยนต์แบบ NA จะมีอยู่บ้าง คือ เรื่องอัตราเร่ง และอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง หากขับแบบอัดไม่ยั้ง เข็มวัดระดับเชื้อเพลิงจะร่วงลงมาเร็วเกินไปนิดแต่หากขับแบบปกติ อัตราสิ้นเปลืองแทบจะไม่มีความแตกต่างกับรถเครื่องยนต์ 1.6 ลิตรทั่วๆ ไป แรงบิดสูงสุดในย่าน 3,000-5,000 รอบ กับการเปลีี่ยนจังหวะของอัตราทด ที่สามารถกระทำได้ทุกขณะช่วยทำให้คุณไม่เหนื่อยล้า และรู้สึกสนุกเมื่อขับทางไกล

ส่วนข้อเสียของ Veloster รุ่นนี้ก็มีอยู่บ้าง เช่น กล้องถอยหลังและเนวิเกเตอร์ ซึ่งต้องจ่ายเพิ่มเป็นออปชั่น ประตูแบบ 1+2 ที่ไม่เหมือนใครจะทำให้มันกลายเป็นรถสะสมในอนาคต ทุกคนที่ได้ลองขับต่างหลงรัก และอยากครอบครองเป็นเจ้าของ Veloster มีงานประกอบทั้งภายนอกและภายในที่ดี เป็นรถที่ออกแบบได้อย่างชาญฉลาดและกล้าหาญมาก ในการใช้เส้นสายที่ตัดกันอย่างขัดแย้ง แต่กลับกลมกลืนเมื่อส่วนผสมทั้งหมดถูกประกอบขึ้นเป็น Veloster ทั้งคัน มันคือจักรกลแฮตชแบค ที่ Hyundai จงใจสร้างขึ้นมาสำหรับคนที่รักการขับรถอย่างแท้จริง และทำให้คุณสนุกได้ทุกครั้งที่อยู่หลังพวงมาลัยของมัน.

อาคม รวมสุววรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom

ตอนที่ 2 กับการทดสอบ Hyundai Veloster สปอร์ตแฮตแบคจากแดนกิมจิรุ่นไม่มีเทอร์โบ ประสิทธิภาพ ความคุ้มค่าคุ้มราคา กับสภาพการขับขี่ตลอดเส้นทางทดสอบ บนระยะทางกว่า 500 กิโลเมตร... 31 ธ.ค. 2556 10:49 ไทยรัฐ