วันพฤหัสบดีที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

อนาคต..ข้าวไทย ยังมีแสงรำไรที่ปลายอุโมงค์

“ข้าว” คำนี้มีความหมายกับคนไทยมากมายเหลือคณานับ ถึงขั้นบรรพบุรุษไทยยกย่องให้เป็นพันธุ์พืชที่มีเทพเจ้า  “แม่โพสพ” คอยปกปักรักษา ยกฐานะให้อยู่เหนือพืชพันธุ์อื่นใด

ก่อนหน้านี้เมื่อพูดถึงข้าว นั่นหมายถึงความภาคภูมิใจของคนไทยที่สามารถปลูกข้าวเลี้ยงชาวเราและชาวโลกได้หลายล้านคน โดยเฉพาะในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เกิดการขาดแคลนอาหารไปทั่วโลก

แต่ตกมาถึงวันนี้ ความรู้สึกกลับตาลปัตร กลายเป็นความหดหู่ น่าอับอายขายหน้า เพราะข้าวไทยเต็มไปด้วยปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน สร้างหนี้ผลาญเงินภาษีชาติ หนำซ้ำปัญหายังเลยเถิดไปถึงปัญหาข้าวบูด ข้าวเน่า ข้าวปนเปื้อนสารกำจัดมอดแมลง และการนำเข้าข้าวจากประเทศเพื่อนบ้านมาสวมรอยปลอมปน  อันเนื่องมาจากความผิดพลาดในการกำหนดนโยบายประชานิยมจำนำข้าว

ส่งผลให้มีเสียงบ่นจากพ่อค้าข้าวต่างชาติ และเบือนหน้าหนีข้าวไทยหันไปซื้อข้าวจากประเทศอื่นแทน เพราะคุณภาพข้าวไทยไม่ดีสมราคาเหมือนในอดีต วันนี้ข้าวไทยที่ขายได้กลายเป็นการไหว้กราบกรานขอรัฐบาลอื่นให้ช่วยๆซื้อกันหน่อย มิต่างอะไรกับเอาข้าวแห่งความภาคภูมิใจของคนไทยไปเทกระจาดขายแบกะดิน


ยิ่งไปกว่านั้น ลูกหลานชาวนาเองก็ยังเอือมระอาที่จะสานงานอาชีพของบรรพบุรุษอีกต่อไป เพราะทำนาปีไปมีแต่หนี้กับซัง ทำนาปรังมีแต่ซังกับหนี้ อาชีพชาวนาทำไปไม่มีอะไรดีขึ้น เลยหันไปทำอาชีพอื่นที่มีรายได้ดีกว่า จนวันนี้คนทำนาเหลือน้อยลงไปทุกวัน ที่เหลืออยู่ล้วนแต่เป็นผู้สูงวัยรอวันโรยร่วงเท่านั้นเอง

แล้ว...อนาคตข้าวไทยจะเป็นเช่นไร???

แม้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จะมีปรากฏการณ์หลายอย่างที่ทำให้หลายคนมองว่า อนาคตข้าวไทยคงจะมืดมัว ไม่ต่างอะไรกับอนาคตของประเทศก็ตาม  แต่ในความมืดมิดก็ยังจะพอมีแสงรำไรนำทางข้าวของเราให้เดินไปสู่ความหวังใหม่ได้ถ้าร่วมคิดร่วมทำ กล้ายอมรับอดีตที่ผิดพลาด นำมาเป็นบทเรียนแล้วบูรณาการก้าวไปสู่อนาคตใหม่ของข้าวไทย.

นายชาญพิทยา ฉิมพาลี
อธิบดีกรมการข้าว

“เรามีพื้นที่ปลูกข้าว 60 ล้านไร่ แต่พื้นที่ไม่เหมาะสมอย่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีนามากถึง 60% ของพื้นที่ปลูกข้าวทั้งประเทศ ส่วนใหญ่เป็นเขตนาน้ำฝน ใช้การหว่านเป็นหลัก หากฝนทิ้งช่วง  ต้นกล้าที่งอกตายต้องหว่านซ้ำ ต้นทุนการทำนาเพิ่ม เพื่อแก้ปัญหานี้  เราต้องเปลี่ยน กรรมวิธีการผลิตใหม่ ต้องหยุดหว่านทิ้งหว่าน ขว้าง  ปล่อยให้เทวดาเลี้ยง แล้วเปลี่ยนมาทำนาดำ หรือทำนา แบบประณีต  เพราะปัจจุบัน มีกลุ่มใช้รถรับจ้างดำนา  แม้ต้นทุนจะ เพิ่มขึ้นมาบ้าง  แต่สามารถแก้ปัญหา เรื่องการใช้เมล็ดพันธุ์ ใช้สารเคมีและปัญหาวัชพืช ในนาข้าวได้ ช่วยชาวนาลดต้นทุน ได้อีกทาง นี่ถือเป็นหนึ่งยุทธศาสตร์ที่กรมการข้าวจะส่งเสริมในปี 2557 โดยจะเริ่มนำ ร่อง 10 จังหวัด คือ ร้อยเอ็ด มหาสารคาม กาฬสินธุ์ ยโสธร สุรินทร์ บุรีรัมย์ นครราชสีมา ชัยภูมิ และสกลนคร ก่อนเป็นลำดับแรก”


ส่วนปัญหาข้าวไทยคุณภาพต่ำลง  นายชาญพิทยา อธิบายว่า ปัญหามาจากเมล็ดพันธุ์ และเป็นปัญหาที่กรมการข้าวถูกต่อว่ามาตลอด ทำไมถึงยังแก้การขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ไม่ได้...สาเหตุที่เป็นเช่นนั้น เกิดจากความเข้าใจไม่ตรงกัน ในเรื่องเมล็ดพันธุ์ข้าว ที่มีทั้งหมด 4 แบบนั่นคือ พันธุ์คัด-พันธุ์หลัก-พันธุ์ขยาย-พันธุ์จำหน่าย

พันธุ์จำหน่ายคือ  เมล็ดพันธุ์ที่เกษตรกรสามารถนำไปปลูกและขายเป็นข้าวเปลือกกับโรงสี หรือจะเก็บไว้บางส่วนเพื่อทำเมล็ดพันธุ์ปลูกต่อได้ แต่ปลูกต่อได้ไม่เกิน 3 ฤดู ไม่เช่นนั้นพันธุ์ข้าวจะเพี้ยน เปลี่ยนไป คุณภาพข้าวจะไม่ดีเหมือนเดิม

แต่ในทางปฏิบัติ เกษตรกรกลับเอาพันธุ์ขยายไปปลูกแล้วเก็บเกี่ยวขายให้โรงสีหมด ทำให้เมล็ดพันธุ์ที่กรมการข้าวผลิตขึ้นมามีไม่พอให้กระจายถึงมือเกษตรกรอย่างทั่วถึง ชาวนาในพื้นที่ห่างไกลไม่มีโอกาสใช้เมล็ดพันธุ์ดีมีคุณภาพ ต้องหันไปใช้เมล็ดพันธุ์เดิมๆที่กลายพันธุ์ไปหมดแล้วเพราะปลูกติดต่อกันมาหลายสิบปี ข้าวไทยในส่วนนี้นอกจากคุณภาพจะต่ำแล้ว ผลผลิตก็ยังต่ำอีกด้วย

และตราบใดเมื่อการปลูกข้าวไม่มีการพัฒนาเมล็ดพันธุ์ให้ได้ใช้กันอย่างทั่วถึง โอกาสที่เราจะถูกประเทศอื่นแซงหน้ามีความเป็นไปได้สูง ดังนั้นจากนี้ไปกรมการข้าวจะเปลี่ยนวิธีขายเมล็ดพันธุ์ใหม่ โดยจะขายพันธุ์ขยายให้เกษตรกรเพื่อปลูกแล้วเอาผลผลิตส่งขายให้โรงสี  ส่วนพันธุ์หลักจะให้เฉพาะกลุ่ม หมู่บ้าน สหกรณ์ศูนย์ข้าวชุมชนเท่านั้น ที่สามารถนำไปใช้ได้

และเมื่อวันนี้เป็นจริง...คุณภาพข้าวไทยจะสามารถกลับมาผงาดในสังเวียนได้อีกครั้ง.

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล
ประธานกรรมการ มูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์

“40-50 ปี เคยทำมายังไงก็ทำอยู่อย่างนั้น กระทรวงเกษตรฯยังมุ่งแต่ส่งเสริมให้ปลูกมากๆ พาณิชย์เน้นแต่จะขายให้ได้เยอะๆ ปัญหาข้าวทุกวันนี้ไม่ต่างจากยางพารา ส่งเสริมให้ปลูกเยอะหวังพึ่งตลาดต่างประเทศ  แต่เวลาขายกลับได้ราคาแค่นิดเดียว  ยางกรีดน้ำยางเสร็จทำเป็นยางแท่งขายส่งเป็นวัตถุดิบปฐมภูมิ ข้าวก็เหมือนกันเก็บเกี่ยวเสร็จสีใส่กระสอบ ใส่บิ๊กแบ็กส่งขายต่างประเทศ ขายเป็นสินค้าวัตถุดิบปฐมภูมิมันเลยไม่ได้ราคา ทำไมเราไม่แปรรูปใส่ถุงใส่ซอง เติมองค์ความรู้ ใส่นวัตกรรมเข้าไป สามารถขายได้ราคาดีกว่าใส่กระสอบหลายเท่า


ประเทศไทยไม่ใช่ไม่มีองค์ความรู้ ไม่มีนวัตกรรม รู้ไหมนับแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานเงิน 5 แสนบาท จากมูลนิธิชัยพัฒนาให้มาก่อตั้งมูลนิธิข้าวไทย วันนี้เราสามารถรวบ รวมนวัตกรรมองค์ความรู้เกี่ยวกับข้าว  ที่กระจายตัวอยู่ตามสถาบันต่างๆได้นับหมื่นชิ้นงาน  ที่สามารถนำมาใช้สร้างมูลค่าเพิ่มข้าวเพิ่มรายได้ให้ชาวนามากมาย แต่น่าเสียดายที่ผ่านมา ไม่มีการนำองค์ ความรู้และนวัตกรรมเหล่านี้ไปสู่การปฏิบัติจริง”

ดร.สุเมธ  ยกตัวอย่างนวัตกรรมเครื่องสำอางแป้งพัฟทาหน้าของผู้หญิง 1 ตลับ ทำจากข้าวไทยแค่ 40 กรัม แต่ขายได้ราคาถึงตลับละ 1,250 บาท ทั้งที่ทำมาจากข้าวสารราคาไม่ถึง 2 บาท ได้มูลค่าเพิ่ม 600–700 เท่าตัว

“แป้งทาตัวเช่นกัน ทำจากข้าวไทยเป็นที่ต้องการของตลาดญี่ปุ่นมาก มีเท่าไรรับซื้อหมด  เพราะเป็นแป้งที่มีโมเลกุลละเอียดอ่อน ทาไปแล้วไม่ทำให้ผิวหนังเป็นแผลเหมือนแป้งทำจากอย่างอื่น  แม้แต่ข้าวสำหรับบริโภค งานวิจัยฝรั่งยืนยัน กินข้าวแค่วันละ  1  ถ้วย  จะช่วยให้อารมณ์ดี  เพราะมีสารกาบา ถ้าเราสามารถปรับปรุงพันธุ์ข้าวให้มีกาบามากขึ้น ขายเป็นถุงเป็นซอง พร้อมมีองค์ความรู้แนะนำเรื่องสุขภาพ จะได้ราคาขายเป็นกระสอบหลายเท่า นอกจากจะช่วยให้ชาวนามีรายได้เพิ่มขึ้น ยังช่วยให้ชาวนาไม่ต้องมาเหนื่อยยากในการปลูกข้าวเยอะๆ เน้นแต่ เชิงปริมาณ สิ่งที่ตามมาเราสามารถใช้พื้นที่ปลูกข้าวได้น้อยลง ดินทรัพยากรธรรมชาติก็จะไม่เสื่อมโทรมเร็วตามไปด้วย”

การอนุรักษ์พันธุ์พื้นเมืองที่มีหลาก หลายสายพันธุ์ในบ้านเรา ประธานกรรมการมูลนิธิข้าวไทยฯ บอกว่า เป็นอีกเรื่องที่จะต้องให้ความสนใจ เพราะวันนี้ยังมีข้าวอีกหลายสายพันธุ์ที่ยังไม่รู้ว่า มีสารอาหารสำคัญดีๆ ใช้รักษาโรคอะไรที่ซ่อนอยู่  เมื่อวันไหนที่เรารู้  จะนำมาพัฒนาเป็นสินค้าขายที่ได้ราคา ดีกว่ามาส่งเสริมปลูกเยอะๆ แค่ไม่กี่พันธุ์แต่ขายได้ราคาต่ำ

นี่เป็นอีกหนึ่งแสงรำไรของอนาคตข้าวไทย...แต่แสงรำไรจะเจิดจรัสได้แค่ไหน  ขึ้นอยู่กับวิสัยทัศน์ของคนที่เข้ามาบริหารประเทศในยุคต่อไป.

นายสุเมธ เหล่าโมราพร
ประธานคณะผู้บริหารกลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ  รับผิดชอบธุรกิจข้าวและอาหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์

“ปีนี้ สถานการณ์ข้าวไทยจะสดใสกว่าเดิม เนื่องจากการส่งออกมีแนวโน้มดีขึ้น  เพราะรัฐบาลปรับราคาซื้อขายลง  ไม่ให้สูงกว่าคู่แข่งอย่างเวียดนามมากนัก  เชื่อว่าตลาดกลุ่มผู้บริโภคจะหันกลับมาซื้อข้าวไทยเพิ่มมากขึ้นเพราะข้าวไทยเรามีชื่อเสียงมานาน


อีกปัจจัยที่ทำให้ข้าวไทยน่าจะมีอนาคต เนื่องจากเราเคยขายข้าวบรรจุกระสอบขนาด 50 กก. ไปยังตลาดในแถบอเมริกา แอฟริกาและตะวันออก กลาง แต่ปัจจุบันประเทศเหล่านี้ได้เปลี่ยนมาให้เรา ส่งไปขายในรูปข้าวถุง  5  กก.  เพื่อลดต้นทุนค่าจ้าง แรงงานบรรจุถุง  กรณีนี้จะทำให้เราได้เปรียบคู่แข่ง เพราะการบรรจุข้าวถุง 5 กก.ของไทยมีมาตรฐานปลอดภัยเป็นที่ยอมรับในระดับสากล  ในขณะที่ประเทศ คู่แข่งยังไม่มีมาตรฐานตรงนี้  เลยเป็นโอกาสดีของไทยที่มีความพร้อมมากกว่า”

ผู้บริหารธุรกิจข้าวในเครือซีพี ยืนยันอีกว่า ปีนี้ข้าวไทยจะมีอนาคตมากขึ้น นั่นเป็นผลพวงมาจากกลุ่มประเทศผู้บริโภคยังคงเชื่อมั่นว่าข้าวไทย เป็นข้าวที่มีคุณภาพ...แม้ที่ผ่านมาจะมีกระแสข่าวข้าวเน่า มีสารตกค้าง แต่ก็เป็นปัญหาเล็กน้อย วันนี้ ปัญหาได้คลี่คลายไปหมดแล้ว

แต่ในทางกลับกันข่าวร้ายที่เกิดขึ้น ทำให้หลายประเทศเริ่มได้ยิน ได้รู้จักข้าวไทยเพิ่มขึ้น และทำให้ไทยขายข้าวได้กว่า 120 ประเทศทั่วโลก จากเมื่อก่อนขายได้แค่ 100 ประเทศเท่านั้นเอง

อย่างไรก็ตาม เพื่อเรียกความเชื่อมั่นให้ข้าวไทยสดใสอย่างยั่งยืนอีกครั้ง นายสุเมธ มองว่านับจากนี้ไปรัฐควรให้ความสำคัญเรื่องจัดสรรงบประมาณเรื่องข้าวอย่างจริงจัง เพื่อเน้นในการทำวิจัยผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพ ส่งเสริมตรวจสอบการทำระบบ GAP  ซึ่งเป็นระบบสากลที่ทั่วโลกให้การยอมรับ  และควรรณรงค์ส่งเสริม ให้เกษตรกรเลิกเก็บเกี่ยวข้าวอายุสั้น เพราะนอกจากจะทำให้ข้าวไทยเราไม่มีคุณภาพแล้ว ในด้านกลิ่นยังลดลง เป็นผลทำให้เราไม่สามารถสู้กับตลาดเพื่อนบ้านอย่างเขมรได้

ที่สำคัญภาครัฐต้องหันมาแก้ปัญหาระบบคมนาคมขนส่งในพื้นที่นาเขตชลประทาน ที่จะต้องรวดเร็วทันกับช่วงระยะเวลาที่เหมาะสมกับคุณภาพของข้าว สิ่งเหล่านี้ จะทำให้ข้าวไทยมีอนาคตที่สดใสอย่างแน่นอน.

 

ทีมข่าวเกษตร

“ข้าว” คำนี้มีความหมายกับคนไทยมากมายเหลือคณานับ ถึงขั้นบรรพบุรุษไทยยกย่องให้เป็นพันธุ์พืชที่มีเทพเจ้า “แม่โพสพ” คอยปกปักรักษา ยกฐานะให้อยู่เหนือพืชพันธุ์อื่นใด... 31 ธ.ค. 2556 10:40 31 ธ.ค. 2556 10:45 ไทยรัฐ