วันจันทร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

วิกฤติเกินพิกัด

วันเวลาคงที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้นหรือช้าลง แต่ความรู้สึกของมนุษย์ต่างหากที่ไม่คงที่

ขึ้นอยู่กับสถานการณ์จะนำพาอารมณ์ไป

แต่ไม่ว่าจะรู้สึกช้าหรือไว ถึงนาทีนี้ 365 วันผ่านพ้น เข้าสู่รอบวงปีใหม่แล้ว ซึ่งในวันที่ 1 มกราคม นับเป็นวันแรกของศักราชใหม่ คนทั่วโลกถือเป็นวันดี

เป็นวันเริ่มต้นการดำเนินชีวิตใหม่และกิจกรรมทั้งหลายทั้งปวง

“ทีมข่าวการเมืองไทยรัฐ” จึงขอใช้โอกาสในวันเริ่มต้นปีใหม่ 2557 มองไปข้างหน้า ประเมินสถานการณ์ วิเคราะห์แนวโน้มการเมืองที่จะเป็นไปใน 365 วันจากนี้ไป

และจากที่เราได้ทิ้งทุ่นไว้ในการแลหลังการเมืองปี 2556 ที่การเมืองวุ่นวายตลอดปี เหตุการณ์เปลี่ยนแปลงพลิกผันแบบวันต่อวัน คาดการณ์ลำบาก จนไม่สามารถขมวดปมตอนจบได้

เพราะโดยรูปการณ์ความต่อเนื่องของวิกฤติมันลากยาวข้ามปี

ที่แน่ๆตามเงื่อนไขติดพัน ต้องลุ้นกันว่าในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ จะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นหรือไม่

ตามฉากยุทธการที่ “ม็อบนกหวีด” นำโดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (กปปส.) นำมวลชนปิดล้อมทางเข้าออกอาคารกีฬาเวสน์ 2 ศูนย์เยาวชนไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดให้เป็นสถานที่รับสมัครเลือกตั้ง ส.ส.บัญชีรายชื่อ และ ส.ส.ระบบเขตเลือกตั้ง ในพื้นที่กรุงเทพฯ

ขวางไม่ให้ตัวแทนพรรคการเมืองเข้าไปยื่นใบสมัครได้

ประกาศใครจะเข้าไปสมัคร ส.ส.ต้องฝ่าบาทาของม็อบ “กำนันเทพ” ก่อน

กดดันให้เลื่อนการเลือกตั้งออกไป ตามธงเป้าหมายต้องปฏิรูปการเมืองเท่านั้น

โดยสถานการณ์ปั่นป่วนวุ่นวาย กับฉากทุลักทุเลที่ม็อบล้อมกรอบไม่ให้ผู้สมัครจากพรรคการเมือง เจ้าหน้าที่ กกต. รวมถึงสื่อมวลชน เข้าออก ในขณะที่ผู้สมัครจากพรรคการเมืองบางส่วนต้องซุ่มเข้าไปปักหลักรอการยื่นใบสมัครตั้งแต่ช่วงกลางคืน เพื่อหนีการสกัดกั้นของม็อบ ชิงจังหวะกันเหมือนเด็กเล่นไล่จับ

ไม่มีแกนนำพรรคระดับบิ๊กเนม ส่งแค่ตัวแทนโนเนมเข้าไปเสี่ยงบาทา

สถานการณ์หักอารมณ์กับบรรยากาศการรับสมัครเลือกตั้งทั่วไปที่เคยมีแต่ความคึกคักจากเสียงปี่เสียงกลอง ภาพกองเชียร์ขนป้ายมาให้กำลังใจผู้สมัคร ลุ้นการจับเบอร์กันสนุกสนาน

เปลี่ยนมาเป็นเสียงนกหวีด เสียงโห่ร้องของม็อบ และอารมณ์เครียดๆแทน

ในขณะที่คู่แข่งขันสำคัญๆที่ปกติจะต้องเป็นการขับเคี่ยวกันระหว่างสองขั้วสองค่ายใหญ่อย่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์ ก็กลายเป็นพรรคเพื่อไทยต้องลงสนามสู้กับพันธมิตรฯอย่างพรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนา และพรรคเล็กๆพวกโนเนมไม้ประดับ ผลจากที่พรรคประชาธิปัตย์ “บอยคอต” ไม่เลือกตั้งเป็นครั้งที่สอง ในยุคของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นั่งแท่นเป็นหัวหน้าพรรค

มั่ว โดยปรากฏการณ์ “ถูลู่ถูกัง” เต็มที

เป็นอะไรที่สะท้อนภาพของการเลือกตั้งที่ไม่สมบูรณ์ตั้งแต่เริ่ม

แต่นั่นไม่สำคัญเท่าจุดพลิกผัน จากเหตุปะทะของเจ้าหน้าที่ตำรวจกับม็อบ คปท.แนวร่วมมวลชน กปปส.ที่พยายามบุกเข้าขวางการจับเบอร์ผู้สมัคร จนมีการบาดเจ็บล้มตาย

ทำให้ 5 เสือ กกต.นำโดยนายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. ได้แถลงการณ์เสนอให้รัฐบาลพิจารณาเลื่อนวันเลือกตั้ง 2 กุมภาพันธ์ 2557 ออกไป

เนื่องจากปรากฏการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่ส่งสัญญาณไปยังผู้มีส่วนรับผิดชอบแล้วว่า อาจจะเกิดขึ้นได้อีก และยิ่งจะทวีความรุนแรงขึ้น หากยังเดินหน้าจัดการเลือกตั้งต่อไป จนอาจเป็นเหตุให้ความไม่สงบ โกลาหล จลาจล

สูญเสียเลือดเนื้อของพี่น้องประชาชนได้

กกต.โยนแรงกดดันกลับไปที่รัฐบาลของนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร วัดใจกันอีกช็อต

เอาเป็นว่า ถ้าการเลือกตั้งยังดำเนินต่อไป ตามรูปการณ์ประชาชนฝ่ายหนุนเลือกตั้งก็คงจะใช้สิทธิกันเป็นส่วนใหญ่ ในขณะที่ฝ่ายต่อต้านก็คงจะมีมาตรการป่วนออกมา ยกระดับความเข้มขึ้นเรื่อยๆ อาจถึงขั้นปิดล้อมหน่วยเลือกตั้ง ฉีกบัตรเลือกตั้งประท้วง

แสดงออกถึงการทำลายความชอบธรรมให้ได้มากที่สุด

และเมื่อผลการเลือกตั้งออกมา ฝ่ายที่ยอมรับก็คงเป็นผู้ที่ชนะเลือกตั้งเพียงฝ่ายเดียว จะอ้างเป็นฉันทามติจากประชาชน แต่อีกฝ่ายคือแนวร่วม กปปส.และพรรคประชาธิปัตย์ อย่างไรเสียก็ไม่ยอมรับ

ไม่นับเป็นสถิติอย่างเป็นทางการแน่

ในทางตรงกันข้าม ถ้าไม่มีการเลือกตั้งเกิดขึ้น ตามเหตุที่ม็อบ กปปส.ขัดขวางจนไม่สามารถดำเนินการรับสมัคร ส.ส.ได้ตามกระบวนการ

หรือแม้กระทั่งเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองกับพรรคร่วมรัฐบาลเดิม อันประกอบด้วยพรรคเพื่อไทย พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนา กรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตัดสินกรณี 312 สมาชิกรัฐสภาที่ร่วมลงชื่อเสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาของ ส.ว. ตามที่ศาลรัฐ- ธรรมนูญวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะออกแนวถอดถอนเป็นรายตัวหรือถึงขั้นยุบพรรค

แนวโน้มล้างบางผู้สมัคร ส.ส.กันแบบเหมาเข่ง

ตามเงื่อนไข “เดดล็อก” กระบวนการสมัคร ส.ส.ของพรรคร่วมรัฐบาลเดิมยากจะเดินต่อไปได้

ต้องล้มการเลือกตั้งไปโดยปริยาย

และนั่นก็จะหมายรวมถึงปัญหาของรัฐบาลรักษาการและสถานะนายกรัฐมนตรีรักษาการของนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะต้องโดนทวงถามเรื่องทำหน้าที่ต่อไปได้หรือไม่

เพราะสถานการณ์มันอยู่นอกเหนือรัฐธรรมนูญบัญญัติ

ในจังหวะที่เครือข่าย “ทักษิณ” ก็คงตั้งแง่ใส่องค์กรอิสระรับลูกจากเครือข่ายฝ่ายต้าน ตั้งธงล้มกระดานพรรคเพื่อไทย ด้วยกระบวนการยุติธรรมสองมาตรฐาน

ใช้เป็นหัวเชื้อปลุกแนวร่วมคนเสื้อแดง นปช.ออกมาปกป้องประชาธิปไตยในระบบ

ตามท้องเรื่องไม่จบง่ายๆ เลือกตั้งก็วุ่น ไม่มีเลือกตั้งก็วุ่น

ประเมินเงื่อนไขและสถานการณ์ยากจะเลี่ยงหนีปัญหาที่รออยู่ข้างหน้า

เรื่องของเรื่องก็เนื่องมาจากวิกฤติค้างเก่ามันยังคาราคาซัง โดยปรากฏการณ์ร้อนแรงของ “ม็อบกำนันเทพ” ที่นำมวลชน กปปส.กดดันจนนายกฯยิ่งลักษณ์ต้องยุบสภา รัฐบาลพรรคเพื่อไทยถอยร่นจนสุดซอย

มันก็แค่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างทาง

สถานการณ์ยังอยู่ในวังวนของการพลิกขั้วสลับข้าง ผลัดกันเป็นฝ่ายโค่นฝ่ายครองอำนาจ

ในเมื่อเป้าหมายสุดท้ายปลายทางของเกมชิงอำนาจยังอยู่บนเงื่อนไขการต่อสู้ของ 2 ขั้วใหญ่ ระหว่างฝ่ายเอา “ทักษิณ” กลับบ้านแบบเท่ๆกับฝ่ายจ้องโค่นระบอบทักษิณ

แนวรบประเทศไทยยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

ตามพัฒนาการยกระดับความรุนแรงของความขัดแย้งด้วยเกมมวลชนของแต่ละฝ่าย

ฝั่งหนึ่งพรรคเพื่อไทยที่มีแนวร่วมเสื้อแดง นปช.เป็นกองหนุน กับอีกฝ่ายพรรคประชาธิปัตย์ก็มีมวลชน กปปส.ของ “กำนันเทพ” เป็นแนวร่วม

แต่ละขั้วมีม็อบเป็นเครื่องมือในเกมการต่อสู้ช่วงชิงอำนาจ

เดินเกมคู่ขนานกันทั้งในสภานอกสภา

ในขณะที่เงื่อนไขเดิมพันของการต่อสู้ไหลลึกไปถึงขั้นที่ฝ่ายโค่นระบอบทักษิณตั้งเป้าไล่ตระกูลชินวัตรออกไปให้พ้นประเทศไทย ขณะที่ฝ่ายจะเอา “ทักษิณ” กลับบ้าน ก็ต้องการล้างอำนาจของชนชั้นนำให้หมดไปจากระบบสังคมไทย

เดินหน้าขุดรากถอนโคน ล้างบางกันเลย

โดยมีกองทัพเป็นตัวแปรเหมือนเดิม แม้ขุนทหารต่างอยู่ในอาการกล้าๆกลัวๆจะตกอยู่ในสภาพหนังหน้าไฟ สุดท้ายกลายเป็นแพะรับบาป เพราะกระแสโลกไม่ยอมรับรัฐประหาร

ในสภาพตกอยู่กลางเขาควายของ 2 ขั้ว  มีโอกาสโดนบี้จากทุกฝ่าย

แต่ถึงเวลาเลี่ยงไม่ได้ สัญญาณ “แอ่นแอ๊น” รถถังก็ออกจากค่ายได้ทุกเมื่อ

ท่ามกลางปรากฏการณ์แบ่งแยกกันชัดเจน ฟากหนึ่ง “ม็อบกำนันเทพ” ได้เสียงเชียร์จากชนชั้นกลางในเมืองกรุง และมีประชาชนแนวร่วมจากภาคใต้ พื้นที่ฐานเสียงหลักของพรรคประชาธิปัตย์ แห่ขึ้นขบวนรถไฟมาร่วมสมทบกับกลุ่มผู้ชุมนุม กปปส.ที่กรุงเทพฯกันคึกคัก

อีกฉากหนึ่งนายกฯยิ่งลักษณ์ก็หลบม็อบ นำทีมหางเครื่อง ครม.เดินสายไปปฏิบัติภารกิจพื้นที่ภาคเหนือ ภาคอีสาน ปักหลักที่ฐานเสียงใหญ่ของพรรคเพื่อไทย

ปลอดภัย อุ่นใจอยู่ในห้อมล้อมกลุ่มคนเสื้อแดง

ตามภาพข่าวที่ประชาชนกองเชียร์พรรคเพื่อไทยเป็นจำนวนมาก แห่มาให้กำลังใจผู้นำหญิงให้สู้กับแรงกดดันจากฝ่ายตรงข้าม ล้นหลามแทบทุกจังหวัด

ภาพสองนคราประชาธิปไตย แบ่งแยกภาคกันชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

โอกาสที่จะได้เห็นปรากฏการณ์ “ไทยปะทะไทย” อยู่อีกไม่ไกล

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางวิกฤติที่ไหลเข้าสู่จุดตึงเครียดไปทุกขณะ มันก็มีสัญญาณด้านบวกแฝงอยู่ กับโทนของกระแส “ปฏิรูปการเมือง” ที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกัน

เกี่ยงกันแค่ว่าจะเกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้งหรือภายหลังการเลือกตั้ง

ว่าตาม “พิมพ์เขียว” ของ กปปส.ที่นายสุเทพโยนออกมา ต้องปฏิรูปกระบวนการเลือกตั้งทั้งหมด ทำให้การเลือกตั้งบริสุทธิ์ ยุติธรรม เน้นความเข้มในการป้องกันปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน

แก้ไขความเหลื่อมล้ำในสังคม เลิกประชานิยมเด็ดขาด ปรับโครงสร้างตำรวจให้อยู่ภายใต้การควบคุมโดยคณะกรรมการตำรวจที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน

ใช้เวลา 6 เดือนถึงปีครึ่งยกเครื่องกันใหม่ ก่อนเปิดให้เลือกตั้ง

ขณะที่ฝั่งของนายกฯยิ่งลักษณ์ก็ชงตั้ง “สภาปฏิรูปประเทศ” ตามรูปแบบการสรรหาตัวแทนประชาชนจากสาขาอาชีพต่างๆจำนวน 2,000 คน แล้วให้ตัวแทนอาชีพ 2,000 คน เลือกกันเองให้ได้สมาชิกสภาปฏิรูปประเทศไทยจำนวน 499 คน ดำเนินการยกเครื่องระบบบริหารบ้านเมืองกันใหม่

ดำเนินการคู่ขนานไปกับการเลือกตั้งเพื่อรักษากระบวนการตามครรลองประชาธิปไตย

ล็อกเป็นเงื่อนไขให้รัฐบาลใหม่ต้องทำตามพันธะสัญญา

ในสถานการณ์ที่คนกลางอย่าง 7 องค์กรภาคธุรกิจเอกชนก็ได้เสนอให้รัฐบาลและทุกภาคส่วนตั้งองค์กรปฏิรูป ไม่ว่าก่อนหรือหลังเลือกตั้ง โดยให้รัฐบาลออกเป็นพระราชกำหนด และให้ดำเนินการปฏิรูปให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี

เทียบเคียงดูแล้ว เป้าหมายปลายทางก็ใกล้กัน

แน่นอน ถ้าตั้งใจจริงด้วยกันทุกฝ่าย โอกาสของการปฏิรูปประเทศไทยก็เป็นไปได้สูง

ซึ่งก็จะช่วยให้สถานการณ์วิกฤติเบาบางลง

เว้นเสียแต่เป็นแค่ข้ออ้างในการยื้อยุดฉุดกระชากอำนาจกันระหว่างการเมือง 2 ขั้ว ต่างฝ่ายต่างชูมุกปฏิรูปการเมืองมาปลุกกระแสแนวร่วมเพื่อชิงกระแสความได้เปรียบทางการเมือง

ตามท้องเรื่องก็เข้าเค้ากับคำทำนายของหมอดูทั้งทางนอกทางใน ฟันธงปี 2557 จะเป็นปี “ฝีแตก” หลังจากแต่ละฝ่ายงัดเครื่องมือเครื่องไม้ รู้ไส้รู้พุง อ่านไต๋ดักทางกันได้หมด

ต่างฝ่ายต่างอยู่ในอาการสู้ไม่ถอย

ถึงเวลาต้องปิดเกมให้รู้แพ้รู้ชนะกันซะที

โดยรูปการณ์ปีนี้จึงหนีไม่พ้นนิยาม “วิกฤติเกินพิกัด”.

"ทีมการเมือง"

31 ธ.ค. 2556 08:48 31 ธ.ค. 2556 08:48 ไทยรัฐ