วันพฤหัสบดีที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

"องค์กรอิสระ" แนวร่วมหาทางออก หรือหอกข้างแคร่ ?!?

ด้วยบทบาทและหน้าที่ขององค์กรอิสระ ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่สามารถ "ชี้เป็น-ชี้ตาย" ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

ทำให้ในรอบปีที่ผ่านมา องค์กรอิสระเหล่านี้ตกเป็น "ช่องทาง" ที่ให้ฝ่ายการเมืองทุกขั้วใช้เป็นเครื่องมือในการประหัตประหารอีกฝ่ายหนึ่งอยู่ตลอด

หากดูจากสถิติคดีที่องค์กรอิสระรับไว้พิจารณาในปี 2556 มีตัวเลขที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับสภาวการณ์ทางการเมืองที่ทวีความร้อนแรง

 

รอบปีที่ผ่านมา ศาลรัฐธรรมนูญมีเรื่องเข้าสู่การพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ จำนวน 113 เรื่อง โดยจำนวนนี้ ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเสร็จ 74 เรื่อง และมีเรื่องค้างพิจารณาที่จะยกไปดำเนินการในปี 2557 จำนวน 39 เรื่อง

โดยคดีที่เข้าสู่มือของศาลรัฐธรรมนูญ มีหลายประเด็นที่เป็นเรื่องใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหลายคดี อาทิ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประเด็นที่มา ส.ว. แก้ไขมาตรา 190 แก้ไขมาตรา 291 และแก้ไขมาตรา 68 ว่าขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 เกี่ยวกับการกระทำล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยหรือไม่

รวมไปถึงการตีความร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ 2557 และร่าง พ.ร.บ. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศมูลค่า 2 ล้านล้านบาท ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะออกนั่งพิจารณาคดีในปี 2557 และการชุมนุมของ กปปส. เข้าข่ายล้มล้างการปกครองหรือไม่

หลายคดีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยออกไป ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายที่สนับสนุนรัฐบาลอย่างมาก ว่าศาลรัฐธรรมนูญเป็นหนึ่งในองค์กรที่มุ่งทำลายล้างรัฐบาล และซีกฝ่ายพรรคเพื่อไทย

โดยเฉพาะมติตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 6 ต่อ 3 เห็นว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มาของ ส.ว. เป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 พร้อมกับมีมติ 5 ต่อ 4 เสียง เห็นว่าการแก้ไขดังกล่าว เป็นการกระทำเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

ทำให้พลพรรคเพื่อไทยประกาศไม่รับอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ และเตรียมที่จะฟ้องร้องเอาผิดกับตุลาการเสียงข้างมาก

 

ด้านคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาตินั้น มีหลายคดีที่มีคนในรัฐบาลถูก ป.ป.ช. ดำเนินการไต่สวน และมีไม่น้อยที่พุ่งเป้าไปยังตัวนายกรัฐมนตรีโดยตรง ไม่ว่าจะเป็น

คดีถอดถอนนายกรัฐมนตรี และ พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง รมว.กลาโหม ออกจากตำแหน่ง จากกรณีโยกย้าย พล.อ.เสถียร เพิ่มทองอินทร์ พ้นจากตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหม

คดีถอดถอนนายกรัฐมนตรี ออกจากตำแหน่ง กรณีละเว้นไม่ได้ดำเนินการตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ที่กำหนดให้หน่วยงานภาครัฐต้องประกาศราคากลางเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างต่อสาธารณะ

โครงการรับจำนำข้าว ที่มีสมาชิกวุฒิสภายื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. ให้ตรวจสอบนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ ประเด็นการระบาย ซึ่งเป็นคนละสำนวนกับที่ ป.ป.ช. ดำเนินการไต่สวน "บุญทรง เตริยาภิรมย์" อดีต รมว.พาณิชย์

 

การปล่อยให้สถานีโทรทัศน์ช่อง 11 ถ่ายทอดสดคำปราศรัยของ พ.ต.ท.ทักษิณ บนเวทีชกมวยในรายการมวยไทย ที่มาเก๊า ประเด็นการคืนหนังสือเดินทางระหว่างประเทศให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยมิชอบ คดีนี้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ถูกกล่าวหาร่วมกับ "สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล" รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ต่างประเทศ

การบริหารราชการแผ่นดินที่ผิดพลาดจากการแก้ไขปัญหาอุทกภัย เมื่อปี 2554 โดยคดีนี้มี "พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก" เมื่อครั้งเป็น รมว.ยุติธรรม เป็นผู้ถูกกล่าวหาด้วย และโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ล่าสุดกรณีการไต่สวนคำร้องถอดถอน และการดำเนินคดีอาญากับสมาชิกรัฐสภา 383 คน ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประเด็นที่มา ส.ว.

โดยคดีที่มีความคืบหน้าที่สุด คือ โครงการรับจำนำข้าว ที่เหลือเพียงการสรุปสำนวน หลังจากที่แจ้งข้อกล่าวหากับผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติม รวมไปถึงกรณีกล่าวหาประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา และสมาชิกรัฐสภา ว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ และร้องขอให้ถอดถอนออกจากตำแหน่ง กรณีเสนอร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับที่มา ส.ว. ซึ่ง ป.ป.ช. ได้แจ้งข้อกล่าวหาต่อประธานรัฐสภา และ ประธานวุฒิสภาเรียบร้อยแล้ว

ขณะที่สมาชิกรัฐสภาอีก 381 คน ป.ป.ช. เตรียมที่จะสรุปสำนวนและลงมติในวันที่ 7 ม.ค. 57

ขณะที่องค์กรอิสระอีกหนึ่งแห่งที่มีบทบาทอย่างมากในช่วงปลายปีที่ผ่านมา คือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ที่มีการเปลี่ยนผ่านส่งไม้ต่อจากชุดเก่าสู่ชุดใหม่ ภายใต้การนำของ "ศุภชัย สมเจริญ" ประธาน กกต. และกรรมการ 4 คน ประกอบไปด้วย "สมชัย ศรีสุทธิยากร" กกต.ฝ่ายบริหารจัดการเลือกตั้ง "บุญส่ง น้อยโสภณ" กกต.ฝ่ายสืบสวนสอบสวน "ธีรวัฒน์ ธีระโรจน์วิทย์" กกต.ฝ่ายพรรคการเมือง  และ "ประวิช รัตนเพียร" กกต.ฝ่ายการมีส่วนร่วม

 

5 เสือ กกต. ชุดนี้ ประเดิมการใช้อำนาจหน้าที่ด้วยการจัดการเลือกตั้งทั่วไป ภายหลังจากที่นายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภา ถือเป็นงานแรก งานใหญ่ ที่จะพิสูจน์การทำหน้าที่ของ กกต. เพราะการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นตามปฏิทินการเลือกตั้ง ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 นี้ เป็นการเลือกตั้งในสถานการณ์พิเศษ ที่มีการชุมนุมของ กปปส. และเครือข่ายที่เรียกร้องให้มีการปฏิรูปการเมืองก่อนการเลือกตั้ง

เมื่อมีทั้งกลุ่มที่สนับสนุน ทั้งคัดค้านการเลือกตั้ง จึงไม่แปลกที่ปัญหาและอุปสรรคจะระดมเข้าใส่กระบวนการเลือกตั้ง ตั้งแต่ขั้นตอนการรับสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ที่มีการปิดล้อมอาคารกีฬาเวสน์ 2 สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง ในวันที่ 23 ธันวาคม 2556 จนทำให้พรรคการเมืองที่ต้องการลงรับสมัครเลือกตั้ง ส่งตัวแทนเข้าไปในพื้นที่ ในคืนวันที่ 22 ธันวาคม 2556 และบางส่วนต้องไปลงบันทึกประจำวันเพื่อแสดงตัวรักษาสิทธิ์ในการจับเบอร์พรรค

ทว่าเหตุการณ์ที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น ได้เกิดขึ้นในวันที่ 26 ธันวาคม 2556 ซึ่งเป็นวันที่ กกต. นัดตัวแทนพรรคการเมืองจับเบอร์ที่อาคารกีฬาเวสน์ 2 ทำให้เกิดการปะทะกันอย่างรุนแรง มีการใช้แก๊สน้ำตา และกระสุนยาง ยิงสกัดกลุ่มผู้ชุมนุมที่จะเข้ามาในพื้นที่ ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิต 1 นาย ผู้ชุมนุมเสียชีวิต 1 ราย และรวมไปถึงมีผู้ชุมนุม เจ้าหน้าที่ และสื่อมวลชนได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก

แม้ว่าการจับเบอร์จะสามารถดำเนินการได้เสร็จสิ้น แต่ชีวิตและเลือดเนื้อที่สูญเสียไป ทำให้ 5 เสือ กกต. ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลเลื่อนการเลือกตั้งออกไป โดยยืนยันว่าการเลือกตั้งจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ หากคู่ขัดแย้งไม่มีข้อยุติร่วมกัน ซึ่ง กกต. ได้อาสาเป็นคนกลางด้วย และหากรัฐบาลยังนิ่งเฉย กกต. บางราย จะใช้สิทธิ์ในการพิจารณาเพื่อแก้ไขปัญหาเอง

 

กระนั้น ข้อเรียกร้องดังกล่าวกลับไม่ได้รับการตอบสนองจากรัฐบาล ทำให้การรับสมัคร ส.ส.เขต ที่เริ่มต้นในวันที่ 28 ธันวาคม 2556 มีต่อไปตามพระราชกฤษฎีกาการเลือกตั้ง

สถานะของ กกต. ในวันนี้ จึงไม่ต่างอะไรไปจากการยืนอยู่กลางเขาควายที่พุ่งเข้าใส่กัน !

กระบวนการนับจากนี้ หากผ่านพ้นขั้นตอนการรับสมัครเลือกตั้งไปแล้ว นำไปสู่การหาเสียง การลงคะแนนในคูหาเลือกตั้ง การนับคะแนน และการประกาศผลของ กกต. ไม่มีอะไรที่จะการันตีได้ว่า จะสามารถมีสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่ได้

เพราะนอกจากเงื่อนไขที่มาจากการชุมนุมแล้ว ยังมีข้อบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้ว่า จะต้องมีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 ของจำนวนสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด ถึงจะเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้ จึงถือเป็นอีกหนึ่งเงื่อนไขที่จะเกิดขึ้น เนื่องจากพรรคประชาธิปัตย์ไม่ส่ง ส.ส. ลงสมัครรับเลือกตั้ง

เพราะในเขตพื้นที่ที่พรรคประชาธิปัตย์มี ส.ส. อยู่ ผู้สมัครรับเลือกตั้งจะต้องแข่งกับตัวเอง ในกรณีที่เขตเลือกตั้งเขตนั้น มีผู้สมัครเพียงรายเดียว โดยจะต้องได้คะแนนเลือกตั้งมากกว่าร้อยละ 20 ของจำนวนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง และต้องมีคะแนนมากกว่าคะแนน "โน โหวต" หรือช่อง "ไม่ประสงค์ลงคะแนน"

ดังนั้นโอกาสที่จำนวน ส.ส. จะมีถึงร้อยละ 95 เป็นไปได้ลำบากมาก โดยเฉพาะในเขตภาคใต้ ฐานเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ และเขตกรุงเทพฯ

การประกาศรุกฆาตรัฐบาลของ "สุเทพ เทือกสุบรรณ" ในเดือนมกราคม กับการยืนยันเดินหน้าเลือกตั้งของรัฐบาล ทำให้ความขัดแย้งจากปีเก่าถูกส่งต่อไปยังปีใหม่อย่างครบถ้วน ยังไม่นับรวมคดีใหญ่ๆ อีกจำนวนมาก ที่จะมีการตัดสินในต้นปี 2557

ก้าวเข้าสู่ปีม้าของไทย จะกลายเป็นม้าพยศกระแทกทรวงแค่ไหน ห้ามกะพริบตา....

ทีมข่าวการเมืองรายงาน.

ด้วยบทบาทและหน้าที่ขององค์กรอิสระ ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่สามารถ "ชี้เป็น-ชี้ตาย" ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)