วันจันทร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ไฟใต้ยังไม่ดับ

จากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่คุกรุ่นมาตั้งแต่ 4 ม.ค. 2547 จนถึงวันนี้ใกล้ครบ 10 ปีเต็ม แต่สถานการณ์ยังไม่มีท่าทีว่าจะสงบลง...

ทำให้หลายคนตั้งข้อสงสัยว่า แท้จริงกลุ่มผู้ก่อเหตุเป็นใครกันแน่ เนื่องจากที่ผ่านมาไม่มีใครการันตีได้อย่างชัดเจน

ประกอบกับในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีทั้งภัยแทรกซ้อน และปมขัดแย้งส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้องเพิ่มขึ้นด้วย

กลุ่ม "บีอาร์เอ็น” หรือขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปัตตานี ได้ปรากฏชื่อขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากเงียบหายไปหลายสิบปี และเป็นที่รู้จักกันมากขึ้นเมื่อต้นปี 2556 เมื่อรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ส่งทีมไปพูดคุยสันติภาพกับ นายฮัสซัน ตอยิบ ที่อ้างว่าเป็นแกนนำกลุ่มบีอาร์เอ็น ที่ยังเคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้


ประวัติความเป็นมาของกลุ่มบีอาร์เอ็นเป็นอย่างไร ยังไม่มีใครทราบข้อเท็จจริงที่แน่ชัด แต่จากข้อมูลของ พล.อ.สำเร็จ ศรีหร่าย อดีตรองแม่ทัพภาคที่ 4 ระบุว่า กลุ่มบีอาร์เอ็นก่อตั้งขึ้นเมื่อ 13 มี.ค. 2503 โดยปรากฏชื่อ นายอับดุลการิม ฮัสซัน เป็นประธาน และสาเหตุที่ก่อตั้งขึ้นเนื่องจากพวกเขาเห็นว่าถูกฝ่ายรัฐใช้อำนาจกดขี่ข่มเหง จนไม่ได้รับความยุติธรม

จากนั้นมากลุ่มบีอาร์เอ็นก็ได้เคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 3 ฝ่ายคือ 

1.บีอาร์เอ็น อูลามา หรือฝ่ายศาสนา 2.บีอาร์เอ็น คองเกรส หรือฝ่ายทหาร และ 3.บีอาร์เอ็น โคออร์ดิเนต หรือฝ่ายการเมือง

ประมาณปี 2513 บีอาร์เอ็นได้ส่งเยาวชนเดินทางไปศึกษาต่อยังต่างประเทศ ซึ่งหนึ่งในนั้น คือ นายฮัสซัน ตอยิบ

ขณะที่ปี พ.ศ.2511 ได้ปรากฏชื่อกลุ่มที่มีอิทธิพลน้องใหม่ ภายใต้ชื่อ “ขบวนการพูโล” เริ่มทำให้ชื่อเสียงของบีอาร์เอ็นถูกลดทอนลงไปมาก

ก่อนปี 2527 นายอับดุลการิมได้ตั้งคำถามว่า ได้สู้เพื่ออิสรภาพของคนมลายู หรือสู้เพื่อศาสนา จนเกิดการถกเถียงกันระหว่างบีอาร์เอ็น 3 ฝ่าย

 

สุดท้ายได้ข้อสรุปคือ บีอาร์เอ็นอูลามา และบีอาร์เอ็นคองเกรส ขอยุติบทบาท

แต่บีอาร์เอ็นโคออร์ดิเนต ขอสู้ต่อและขอระยะเวลา 20ปีในการเคลื่อนไหว โดยมี นายอามีน โต๊ะมีนา ซึ่งเป็นพี่ชายของ นายเด่น โต๊ะมีนา เป็นประธาน ต่อมานายอามีน เสียชีวิตลงเมื่อปี 2544


กลุ่มบีอาร์เอ็นยุคหลังเคลื่อนไหวแบบองค์กรลับ โดยใช้รูปแบบสงครามประชาชน มีสภาบีอาร์เอ็นคอยกำหนดกรอบ ไม่ใครทราบแน่ชัดว่าปัจจุบันใครเป็นแกนนำหลัก

ในปี 2527-2537 สภาบีอาร์เอ็นได้กำหนดกรอบเคลื่อนไหว โดยใช้วิธีการปลุกระดมชาวบ้านให้เป็นแนวร่วม โดยจัดตั้งหมู่บ้าน หรืออาเยาะ มีกรรมการหมู่บ้านคอยควบคุม ดูแล และเคลื่อนไหวในทางลับ

ช่วง 10 ปี หลังระหว่าง พ.ศ.2537-2547 ได้จัดเตรียมองค์กรทหารเพื่อต่อสู้กับรัฐบาลไทย ในปี 2538 มีเยาวชนชายในพื้นที่ 3 จังหวัดฯ ที่อายุคน 21 ปี แห่สมัครขอเป็นทหารเกณฑ์รับใช้ชาติ จนทำให้หลายคนคิดว่าพื้นที่ 3 จังหวัดฯ ไม่มีกลุ่มขบวนการหลงเหลืออีกแล้ว แท้จริงคือ การมาฝึกอาวุธ

ต่อมาเมื่อบีอาร์เอ็นจัดตั้งองค์กรได้สำเร็จ ได้ทดลองหลายครั้งว่าพื้นที่ใดเป็นแนวร่วม โดยการปล้นปืนเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ 3 จังหวัดฯ ได้หลายครั้ง และก่อเหตุต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง

เมื่อขบวนการรู้ว่า มวลชนให้การสนับสนุนเป็นจำนวนมาก ในวันที่ 4 ม.ค. 2547 จึงเริ่มปฏิบัติการครั้งใหญ่ ด้วยการบุกเข้าปล้นปืนในค่ายปิเหล็ง อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส

จนมีการออกหมายจับ “นายสะแปอิง บาซอ” อดีตครูใหญ่ โรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิ และนายมะแซ อุเซ็ง ที่คาดว่าเป็นแกนนำที่ก่อเหตุในครั้งนั้น

สำหรับ นายสะแปอิง บาซอ ทางหน่วยความมั่นคง เชื่อว่า เป็นประธานบีอาร์เอ็นคนปัจจุบัน แต่ข้อมูลนี้ยังไม่มีใครยืนยันได้อย่างชัดเจน

จากนั้นมาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดฯ ก็เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนถึงปัจจุบัน

แม้ระยะหลัง กลุ่มบีอาร์เอ็นจะเริ่มเปิดตัว พร้อมลงนามพูดคุยสันติภาพกับตัวแทนของรัฐบาลไทยอย่างเป็นทางการ แต่หลายคนยังเกิดข้อสงสัยว่า ที่มาที่ไปของการพูดคุยครั้งนี้เกิดจากอะไร

ทีมข่าว “ความมั่นคงไทยรัฐ” ได้เรียบเรียงข้อมูลจากบทสัมภาษณ์ จากหลายหน่วยงานและผู้ที่มีบทบาทกับการแก้ปัญหาควมไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

ข้อมูลจากแหล่งและจากหลายๆ คน บอกตรงกันว่า การพูดคุย หรือเจรจากับกลุ่มผู้เห็นต่าง เกิดขึ้นตั้งแต่เหตุการณ์ความไม่สงบปะทุขึ้นในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่เป็นการพูดคุยกันในทางลับโดยกลุ่มที่ฝ่ายรัฐมักจะเข้าไปพูดคุยคือ กลุ่มพูโล


แต่เมื่อรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เข้ารับตำแหน่ง ก็เดินหน้าเจรจาและตั้งโต๊ะพูดคุยกับกลุ่มผู้เห็นต่างอย่างเปิดเผยทั่วโลก โดยการพูดคุยในครั้งนี้ แหล่งข่าวหลายคน บอกตรงกันว่า

เริ่มต้นขึ้นจากกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เข้าพบ นายนาจิบ ราซัค นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เพื่อเป็นตัวกลางประสานกลุ่มขบวนการที่ก่อเหตุความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เนื่องจากกลุ่มนี้จะให้ความเกรงใจมาเลเซียมากที่สุด

หลังจากนั้นก็เริ่มมีกระแสข่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ได้เจรจาทางลับกับ นายซัมซูดิ่ง คาน แกนนำกลุ่มพูโลใหม่

และหลังจากข่าวลือได้ไม่นาน ก็มีเหตุคาร์บอมบ์ครั้งใหญ่ ที่โรงแรมลี การ์เด้น อ.หาดใหญ่ จ.สงขลาเมื่อช่วงเดือน มี.ค. 2555

พร้อมกับกระแสข่าว พ.ต.ท.ทักษิณ เจรจาผิดกลุ่ม จึงทำให้กลุ่มที่เคลื่อนไหวในพื้นที่ไม่พอใจ จึงแสดงศักยภาพ และส่งสัญญาณไปยัง พ.ต.ท.ทักษิณ

 

ขณะที่อีกด้านหนึ่ง พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ได้เดินสายพูดคุยกับกลุ่มนักธุรกิจต้มยำกุ้ง ที่ประกอบกิจการอยู่ที่ประเทศมาเลเซียให้ เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมธุรกิจให้คน 3 จังหวัดฯ มีงานทำ และนำเม็ดเงินเข้ามาในประเทศ

เมื่อ พ.ต.อ.ทวี เดินสายพูดคุยกับหลายๆ กลุ่ม ก็ได้พบกับตัวละครสำคัญ ที่ชื่อ "อาแว ยาบะ" ซึ่งเป็นคนที่ใกล้ชิดกับ ฮัสซัน ตอยิบ แกนนำบีอาร์เอ็น ทั้งสองได้พูดคุย และติดต่อกันเรื่อยมา

โดย พ.ต.อ.ทวี พยายามให้ อาแว ยาบะ ต่อสายตรงถึง ฮัสซัน ตอยิบ แต่ก็ไม่เป็นผลและถูกปฏิเสธกลับมาทุกครั้ง

เมื่อไม่สำเร็จ พ.ต.อ.ทวี จึงเสนอถึงเหตุผลที่ต้องการพบ นายฮัสซัน ตอยิบ เพื่อให้ อาแว ยาบะ เป็นคนประสานงาน อาแว ยาบะ จึงได้รับปากว่าจะคุยให้ เนื่องจากสภาบีอาร์เอ็นได้ตั้งให้ ฮัสซัน ตอยิบ เป็นตัวแทนการเจรจากับทุกฝ่าย แต่ที่ผ่านมายังไม่มีรัฐบาลชุดใดเข้าถึง

ทั้งนี้ เมื่อ อาแว ยาบะ รับปาก พ.ต.อ.ทวี จึงนำเรื่องดังกล่าวเข้าที่ประชุมศูนย์ปฏิบัติการคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศปก.กปต.) ที่ขณะนั้น มี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง คุมบังเหียนอยู่

ที่ประชุมจึงมีมติ ตั้งชุดพูดคุยสันติภาพ ที่นำโดย พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก ปลัดกระทรวงกลาโหม ซึ่งเคยเป็นเจ้ากรมชายแดน และเคยเกาะติดในเรื่องนี้มาโดยตลอด


พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง และ พล.ต.ท.สฤษฎ์ชัย เอนกเวียง ผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล จะเป็นผู้ประสานงานกับ นายดาโต๊ะ สรี อาห์มัด ซัมซามิน ฮาซิม อดีตเลขาธิการสำนักข่าวกรองมาเลเซีย เป็นคนกลางในการพูดคุย

สำหรับข้อตกลงระหว่าง พ.ต.อ.ทวี กับ อาแว ยาบะ ทาง ฮัสซัน ตอยิบ เอง ก็ยังไม่รู้เลยว่ามีข้อตกลงอะไรกันบ้าง รู้เพียงว่ารัฐบาลต้องการเจรจาด้วยเท่านั้น

ขณะเดียวกัน ในช่วงใกล้วันพูดคุย ก็มีความเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่เดินทางเข้าพบนายกรัฐมนตรีรัฐบาลมาเลเซีย

โดยวงใน ระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ พยายามให้มาเลเซียดึงตัว นายสะแปอิง บาซอ ผู้ต้องหาตามหมายจับคดีความมั่นคงที่ยังหลบหนีต่างประเทศ ซึ่งเป็นคนที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เชื่อว่าเป็นหัวหน้าขบวนการกลุ่มก่อความไม่สงบ มาร่วมเจรจาด้วย

แต่ สะแปอิง บาซอ ไหวตัวทัน หลบออกไปก่อน เพราะการพูดคุย หรือตกลงกับใคร จะต้องผ่านที่ประชุมสภาบีอาร์เอ็นทุกครั้ง 

ขณะที่ ฮัสซัน ตอยิบ เอง เพิ่งทราบข่าวเรื่องการพูดคุยเพียงไม่กี่วัน จึงเตรียมเก็บเสื้อผ้าหวังหลบหนีออกจากบ้านพัก แต่ก็ถูกตำรวจสันติบาลมาเลเซีย ควบคุมตัวไว้ได้ จึงทำให้ ฮัสซัน ตอยิบ ต้องจำใจร่วมวงลงนาม

อย่างไรก็ตาม การพูดคุยสันติภาพครั้งแรก เมื่อวันที่ 28 ก.พ. 2556

สร้างความไม่พอใจกับสภาบีอาร์เอ็นเป็นอย่างมากที่ ฮัสซัน ตอยิบ ไม่นำเรื่องนี้เข้าที่ประชุมจนมีกระแสข่าวต่างๆ นานา ว่าบีอาร์เอ็น เตรียมปลด ฮัสซัน ตอยิบ ออกจากตำแหน่งองค์กรนำ

แต่เมื่อ ฮัสซัน ตอยิบ ได้ชี้แจงถึงเหตุผลทั้งหมด สภาบีอาร์เอ็น จึงมีการประชุมหารือกำหนดแนวทางต่อรองรัฐบาลไทย

จากนั้นพูดคุยสันติภาพครั้งที่ 2 เกิดขึ้นตัวแทนรัฐบาลไทย ได้เสนอให้ขบวนการ หยุดก่อเหตุ กลุ่มเป้าหมายอ่อนแอ เช่น ครู พระ และประชาชน

โดย ฮัสซัน ตอยิบ ก็รับปากว่าจะดำเนินการให้ แต่ฝ่ายรัฐต้องหยุดปิดล้อมจับกุมฝ่ายขบวนการในช่วงเดือนรอมฎอน เพื่อให้แนวร่วมได้ร่วมพิธีกรรมทางศาสนา

เมื่อทั้ง 2 ฝ่ายได้ตกลงกันเสร็จสิ้น ฮัสซัน ตอยิบ จึงนำข้อเสนอดังกล่าวไปหารือในที่ประชุมสภาบีอาร์เอ็น และมีหนังสือตอบกลับว่า สภาบีอาร์เอ็นเห็นชอบในเรื่องดังกล่าว

ระหว่างเข้าช่วงเดือนรอมฎอน ประมาณ 1 สัปดาห์ เหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่สงบลงได้ชั่วขณะ

แต่หลังจากนั้น ก็เกิดเหตุขึ้นอีกครั้ง เมื่อฝ่ายขบวนการอ้างว่า รัฐบาลไม่มีความจริงใจต่อข้อตกลง เพราะมีกรณีเหตุคนร้ายลอบยิงบุคคลที่เคยถูกหมายจับในคดีความมั่นคง ซึ่งอยู่ระหว่างสู้คดีจนได้รับบาดเจ็บ โดยขบวนการเชื่อว่าอาจเป็นฝีมือของเจ้าหน้าที่รัฐ

การพูดคุยสันติภาพรอบที่ 3 จึงถูกกำหนด แต่รอบนี้ ฮัสซัน ตอยิบ ได้ยื่นข้อเรียกร้อง ซึ่งผ่านสภาบีอาร์เอ็น จำนวน 5 ข้อ ประกอบด้วย

1.นักล่าอาณานิคมสยาม ต้องยอมรับให้ประเทศมาเลเซีย เป็นคนกลางผู้ไกล่เกลี่ย (mediator) ไม่ใช่แค่ผู้ให้ความสะดวก (facilitator)


2.การพูดคุยเกิดขึ้นระหว่างชาว (bangsa) ปาตานี ที่นำโดย บีอาร์เอ็น กับนักล่าอาณานิคมสยาม

3.ในการพูดคุย จำเป็นต้องมีพยานจากประเทศอาเซียน องค์กร OIC และองค์กร NGO

4.นักล่าอาณานิคมสยามต้องปล่อยผู้ที่ถูกควบคุมตัวทุกคนและยกเลิกหมายจับทั้งหมด (ที่เกี่ยวข้องกับคดีความมั่นคง) โดยไม่มีเงื่อนไข

5.นักล่าอาณานิคมสยามต้องยอมรับว่า องค์กรบีอาร์เอ็น เป็นขบวนการปลดปล่อยชาว (bangsa) ปาตานี ไม่ใช่กลุ่มแบ่งแยกดินแดน

ประเด็นนี้ ทำให้ทีมคณะพูดคุยไม่กล้ารับข้อเสนอ เพราะสุ่มเสี่ยงต่อผิดหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะข้อ 4 และการใช้คำว่า นักล่าอาณานิคมสยาม จนคณะเจรจาบางคนถึงเอ่ยปากว่า รับไม่ได้กับข้อเสนอดังกล่าว

ระหว่างที่รอการพูดคุยสันติภาพรอบที่ 4 ก็มีกระแสข่าวลือว่าจะมีการปลด ฮัสซัน ตอยิบ ออกจากทีมพูดคุย โดยให้ อาแว ยาบะ รับหน้าที่เป็นหัวหน้าพูดคุยแทน

แต่จากข่าววงในระบุว่า หากเช่นนั้นถือว่าบีอาร์เอ็นต้องการลดระดับการพูดคุยลง หรือปิดประตูการพูดคุยสันติภาพ แต่ข่าวลือดังกล่าวก็ยังไม่มีชัดเจน

 

ต่อมาเมื่อช่วงต้นเดือน พ.ย.2556 กลุ่มที่เคลื่อนไหวต่อต้านรัฐไทย หรือจูแว

ได้ติดต่อขอพบสื่อมวลชนไทย เพื่ออธิบายแนวทางเคลื่อนไหวต่างๆ

โดยนัดพูดคุยที่ประเทศแห่งหนึ่งในโซนเอเชีย พร้อมเปิดเผยถึงแนวทาง และตัวละครหลายคนที่อ้างมาข้างต้น ขณะที่ ฮัสซัน ตอยิบ ก็เริ่มกดดันให้รัฐบาลรับข้อเสนอ 5 ข้อ ที่เรียกร้องมาก่อนหน้านี้ พร้อมขู่ปิดตายการพูดคุยสันติภาพ

แม้การพูดคุยสันติภาพรอบที่ 4 ถูกกำหนดไว้ช่วงต้นเดือน ธ.ค. 2556

โดยจะมีกลุ่มที่เข้าร่วมอีกหลายกลุ่ม อาทิ กลุ่ม "พูโลเก่า" นำโดย นายลุกมัน บิน ลิมา และกลุ่มนายกัสตูรี มาห์โกตา ที่แยกตัวออกจากกลุ่มพูโลเก่าร่วมวง เว้นแต่กลุ่ม นายซัมซูดิ่ง คาน ที่ยังปฏิเสธเข้าร่วม

แต่การพูดคุยก็ต้องหยุดชะงักลง เมื่อการเมืองภายในประเทศขัดแย้งอย่างหนัก จน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ต้องประกาศยุบสภา

ทีมข่าวความมั่นคง รายงาน

จากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่คุกรุ่นมาตั้งแต่ 4 ม.ค. 2547 จนถึงวันนี้ใกล้ครบ 10 ปีเต็ม แต่สถานการณ์ยังไม่มีท่าทีว่าจะสงบลง... 27 ธ.ค. 2556 15:53 ไทยรัฐ