ไลฟ์สไตล์
100 year

พิษกระทิงดับ16ตัวปิดอุทยาน-เด้งหน.ล้อมคอก 'เลียงผา'

ไทยรัฐออนไลน์
26 ธ.ค. 2556 09:00 น.
SHARE

สั่งเด้งหัวหน้าอุทยานฯกุยบุรี เซ่นสังเวยกระทิงตายปริศนา 16 ตัว พร้อมสั่งปิดอุทยานแห่งชาติกุยบุรี จ.ประจวบฯ ตั้งแต่บัดนี้ห้ามนักท่องเที่ยวเข้าจนกว่าจะสอบสวนหาข้อเท็จจริงได้ ส่ง 2 ชุดเข้าตรวจสอบขอเวลา 15 วัน มุ่ง 2 ประเด็นหลัก สารพิษและโรคระบาด ชี้วางยาไม่มีมูล ส่วนมือทุบเลียงผาดอดมอบตัวถูกแจ้ง 3 ข้อหา กรมป่าไม้ สั่งล้อมคอกประกาศเป็นเขตป่าชุมชนชั่วคราว

ภายหลังพบกระทิง 16 ตัว ตายปริศนาในเขตอุทยานแห่งชาติกุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ตั้งแต่ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 23 ธ.ค.ที่ผ่านมา กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช สั่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบปัญหาการตายของกระทิงกุยบุรีขึ้นมา เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง และประสานกรมควบคุมมลพิษ ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างน้ำ ดิน พืช ไปตรวจอย่างละเอียด คาดหลังปีใหม่รู้ผล แต่เบื้องต้นสงสัยสารเคมีทางการเกษตรตกค้าง แล้วปนเปื้อนแหล่งน้ำดิบ เพราะจุดที่กระทิงตายเคยเป็นพื้นที่เกษตรกรรมมาก่อน

เกี่ยวกับความคืบหน้า เมื่อวันที่ 25 ธ.ค.ที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช นายนิพนธ์ โชติบาล รองอธิบดี รักษาราชการแทนอธิบดีกรมอุทยานฯ แถลงกรณีดังกล่าวว่า หลังมีการลงพื้นที่เก็บตัวอย่างซากกระทิง มูลกระทิง พืช น้ำ และดิน ส่งตรวจที่สถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ โดยรวมพบว่า น้ำไม่มีการปนเปื้อนของโลหะหนัก ส่วนสารเคมียังไม่ทราบผล ผลตรวจส่วนอื่นยังรอผลจากห้องทดลองอยู่ ลักษณะของซากกระทิงบางตัวก่อนตายมีน้ำลายไหล จึงมุ่ง 2 ประเด็นหลัก คือ สารพิษและโรคระบาด ซึ่งอาจเป็นโรคคอบวมและต้องตรวจสอบบริเวณดังกล่าวด้วยว่ามีการนำสัตว์เลี้ยง เช่น แพะ วัว เข้ามาหรือไม่ เพราะอาจเป็นสาเหตุที่โรคจากสัตว์เลี้ยงสู่สัตว์ป่าได้ สำหรับบางซากมีสภาพเน่าเปื่อยจนไม่สามารถจะนำชิ้นส่วนซากไปตรวจสอบได้ จึงต้องตรวจสอบจากไขกระดูก เพื่อตรวจหาดีเอ็นเอของเชื้อโรค  จึงเป็นปัญหาของการตรวจสอบด้วย

นายนิพนธ์กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ กรมอุทยานฯ ยังแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการตายกระทิงป่ากุยบุรี โดยมีนายธีรภัทร ประยูรสิทธิ รองอธิบดีกรมอุทยานฯ เป็นประธาน ผอ.สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า และ ผอ.สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ 3 เป็นรองประธาน และมีคณะอนุกรรมการ 2 ชุด คือ ชุดที่ 1 คณะกรรมการตรวจสอบความเป็นไปได้ กรณีการตายของกระทิงจากการติดเชื้อ มีหน้าที่เก็บตัวอย่างซากกระทิงทั้งเก่าและใหม่ พร้อมทั้งสังเกตการณ์สัตว์อื่นๆ ว่ามีความผิดปกติหรือไม่ ชุดที่ 2 คณะอนุกรรมการตรวจสอบความเป็นไปได้ กรณีการตายของกระทิงจากสารพิษ มีหน้าที่เก็บตัวอย่างทางกายภาพและชีวภาพ พร้อมตรวจสอบสภาพการใช้สารเคมีรอบนอกว่ามีผลกระทบหรือไม่ ทั้งนี้ จะต้องตรวจสอบข้อมูลข้อเท็จจริงภายใน 15 วัน

นายนิพนธ์กล่าวอีกว่า ส่วนที่มีกระแสข่าวที่คาดว่า  เป็นความขัดแย้งภายใน  มีการวางยากระทิงนั้น อยากให้ตัดประเด็นไปเลย เพราะการวางยากระทิงต้องตายพร้อมกัน รวมทั้งสัตว์ชนิดอื่นต้องได้รับผลกระทบด้วย แต่กลับไม่มีสัตว์ชนิดอื่นตายเลย แต่อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ได้สั่งย้ายนายปรีชา วิทยพันธุ์ หัวหน้าอุทยานฯกุยบุรี ออกจากพื้นที่แล้ว ซึ่งการจัดตั้งคณะกรรมการชุดดังกล่าว ก็เพื่อให้ประเด็นการขัดแย้งคลี่คลายด้วย และดูว่าเป็นความบกพร่องของเจ้าหน้าที่หรือไม่  ทั้งนี้  เพื่อความปลอดภัยของกระทิงที่เหลืออยู่กว่าร้อยตัว และสัตว์ป่าชนิดอื่น ตั้งแต่วันที่ 25 ธ.ค.นี้เป็นต้นไป กรมอุทยานฯจะปิดอุทยานฯกุยบุรี ไม่ให้นักท่องเที่ยวเข้าไปจนกว่าจะรู้ข้อเท็จจริง

ต่อมาเมื่อเวลา 18.00 น.นายนิพนธ์ โชติบาล รองอธิบดี รักษาการอธิบดีกรมอุทยานฯ ลงนามในคำสั่งโยกย้ายนายปรีชา วิทยพันธุ์ หน.อุทยานฯ กุยบุรี ไปสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 5 (นครศรี– ธรรมราช) และให้นายสุริยนต์ โพธิบัณฑิต อดีต ผช.หัวหน้าอุทยานฯแก่งกระจาน มารักษาการแทน และย้ายนายกมล อุ่นใจ หน.โครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูสภาพป่า อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ไปสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้งนายปรีชาและนายกมลถือเป็นคู่ขัดแย้งในพื้นที่อุทยานฯ กุยบุรี ในเรื่องแนวทางการทำงานและการบริหารงบประมาณ

นอกจากนี้ รองอธิบดี รักษาราชการแทนอธิบดีกรมอุทยานฯกล่าวถึงความคืบหน้ากรณีเจ้าหน้าที่ของบริษัทเอกชนทำร้ายเลียงผา ซึ่งเป็นสัตว์ป่าสงวน ด้วยการทุบตีอย่างทารุณจนสลบว่า สั่งการให้นายนิธิ อาจสมรรถ ผอ.สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 1 (สาขาสระบุรี) ประสานพนักงานสอบสวน ส่งเจ้าหน้าที่เข้าหาหลักฐานเพิ่มเติม เช่น วัตถุที่ใช้ตีเลียงผา ร่องรอยของเลียงผาในบริเวณที่ผู้ต้องหาให้การว่านำเลียงผาไปปล่อย ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปในเร็วๆนี้ ทั้งนี้นายเกษมสันต์ จิณณวาโส หน.ผู้ตรวจกระทรวงทรัพยากรฯ แสดงความเป็นห่วงเลียงผาถือเป็นสัตว์ป่าสงวนตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 ซึ่งผู้ล่ามีโทษจำคุก 4 ปี ปรับ 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

วันเดียวกัน นายบุญชอบ สุทธมนัสวงษ์ อธิบดีกรมป่าไม้ กระทรงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า  จากการตรวจสอบพบว่าโรงงานปูนทีพีไอ ขอใช้พื้นที่เขตป่าสงวนแห่งชาติป่ามวกเหล็ก-ทับกวาง แปลง 2 อ.แก่งคอย จ.สระบุรี เพื่อประกอบกิจการ โดยมี 1 แปลงพื้นที่ 500-1,000 ไร่ ที่ขอเป็นเขตพื้นที่ประทานบัตรไว้แล้ว แต่ทางบริษัทยังไม่เข้าไปใช้ประโยชน์ ซึ่งบังเอิญว่าพื้นที่ดังกล่าวมีเลียงผาอาศัยอยู่อย่างน้อย 2 ฝูง ประมาณ 10-20 ตัว ดังนั้น สั่งการให้สำนักงานทรัพยากรป่าไม้ จ.สระบุรี เร่งประสานกับนายอำเภอแก่งคอย และหมู่บ้านที่อยู่ใกล้แนวเขตพื้นที่ประทานบัตรดังกล่าว ช่วยดูแลเลียงผาโดยมีความเป็นไปได้ว่าจะขอให้ประกาศเป็นเขตป่าชุมชนเป็นการชั่วคราวก่อน ส่วนพื้นที่ประทานบัตรที่ขอไว้นั้นและพบว่ามีเลียงผาซึ่งเป็น 1 ใน 15 สัตว์ป่าสงวนของไทย ขณะนี้ประสานไปยังผู้บริหารกระทรวงทรัพยากรฯ ว่าจะสามารถขอระงับประทานบัตรได้หรือไม่ เพื่อรักษาเลียงผาฝูงที่เหลืออยู่

ส่วนความคืบหน้าภายหลังนายวิชัย เวทนา อายุ 40 ปี พนักงานบริษัทเอกชน ผู้ที่ทุบตีเลียงผาและถูกเผยแพร่ในคลิปวีดิโอได้เข้ามอบตัวกับตำรวจ สภ.แก่งคอย จ.สระบุรี และถูกแจ้ง 3 ข้อหา จากนั้นได้มีการปล่อยตัวไปชั่วคราว ด้าน พ.ต.ท.โชคอำนวย–พร คำนุ พงส.สภ.แก่งคอย เจ้าของคดีเปิดเผยว่า ตนนัดหมายนายวิชัยผู้ต้องหามาสอบปากคำเพิ่มเติมอีก และให้นำท่อแป๊บเหล็กที่ใช้ทุบตีเลียงผามามอบแต่ยังไม่มาตามนัด ขณะที่ผู้สื่อข่าวพยายามติดต่อผู้ต้องหาเพื่อสอบถามเรื่องที่เกิดขึ้นแต่ติดต่อไม่ได้ ด้านนายสุทธิพงศ์  แถมทับทิม  หน.เขตห้ามล่าสัตว์ป่า เขาสมโภชน์ จ.ลพบุรี นำกำลัง 15 นาย ออกหาตัวเลียงผา  เบื้องต้นคาดว่าเลียงผาหลังถูกทำร้ายอาจจะได้อันตรายในระหว่างถูกปล่อยเข้าป่า หรืออาจจะเสียชีวิตก็ได้ ซึ่งในพื้นที่ป่ากว้างและเป็นเขตรอยต่อพื้นที่สวนป่ามิตรภาพใกล้เขต อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ยังไม่พบตัวเลียงผาดังกล่าวแต่อย่างใด

ข่าวแนะนำ

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ข่าวแนะนำ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพุธที่ 23 มิถุนายน 2564 เวลา 12:43 น.