วันจันทร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

'ประชานิยม' ภาระ หรือยกระดับคุณภาพชีวิต

2 อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง วิเคราะห์ "นโยบายประชานิยม" ควรอยู่ หรือควรยกเลิก หลังเริ่มต้นศักราชใหม่...

1 ทศวรรษเต็มๆ ที่ประเทศไทยจมปลักอยู่กับนโยบายประชานิยม (Populism)

รัฐบาลพรรคเพื่อไทย ภายใต้การนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สานต่อนโยบายประชานิยมที่ริเริ่มโดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ผู้เป็นพี่ชายเอาไว้อย่างเหนียวแน่น แตกต่างเพียงหลักการบางอย่างเท่านั้นที่ต้องปรับเปลี่ยนไป  เพื่อให้สอดคล้องกับยุคสมัย แม้ว่าจะมีเสียงต้านจากทางนักวิชาการ และฝ่ายตรงข้ามออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนนโยบายประชานิยม แต่ก็ทำได้เพียงแค่การทัดทาน รัฐบาลยังคงเดินหน้าประชานิยมต่อไป

 


ผ่านไปอีก 1 ปีเต็มๆ สำหรับการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นโยบายประชานิยม ยังคงเดินหน้าต่อไป ทั้งในส่วนที่เป็นนโยบายต่อเนื่องจากปีก่อนหน้า เช่น โครงการรับจำนำข้าว, โครงการรถเมล์-รถไฟฟรี, มาตรการภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลที่ตรึงราคาขายน้ำมันดีเซลให้อยู่ที่ไม่เกินลิตรละ 30 บาท และมาตรการใหม่ๆ ที่เพิ่มขึ้นมา เช่น โครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ที่ปรับโครงสร้างใหม่จาก 5 ขั้นเป็น 7 ขั้น ที่กำหนดให้ผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาต้องจ่ายภาษีอัตราใหม่ตั้งแต่ต้นปี 2557 เป็นต้นไป

ในปี 2557 หลังจากเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทน (ส.ส.) ที่กำลังมาถึงในวันที่ 2 ก.พ.นี้ ไม่ว่าจะเลื่อนหรือไม่เลื่อนกำหนดการเลือกตั้งออกไป แต่ประเด็นสำคัญที่หลายฝ่ายจับจ้องคือการนำนโยบายประชานิยมมาใช้นับตั้งแต่ขั้นตอนของการหาเสียง ไล่เรื่อยยาวไปถึงการกำหนดนโยบายในการบริหารประเทศ ที่หลายฝ่ายจับจ้องว่า นโยบายประชานิยมมาตรการใดจะยังคงอยู่ และมาตรการใดจะหายไป

 

 


นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวกับ “ไทยรัฐออนไลน์” ว่า มุมมองสำหรับประชานิยม มองได้ 2 ด้านทั้งบวกและลบ ในเชิงบวก นโยบายประชานิยม ช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม ทำให้คนจนมีรายได้เพิ่มขึ้น แต่ในทางกลับกัน หากการบริหารงบประมาณสำหรับนโยบายประชานิยมขาดวินัย จะส่งผลกระทบต่อหนี้สาธารณะ ดังเช่น โครงการรับจำนำข้าว ที่มีการใช้งบประมาณมากกว่า 5 แสนล้านบาท เกินกรอบวงเงินที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติ ในขณะที่รัฐบาลยังคงยืนยันดำเนินนโยบายดังกล่าวต่อไป

อย่างไรก็ตาม การดำเนินนโยบายประชานิยมควรเน้นนโยบายที่เป็นการสร้างโอกาสให้กับประชาชน มากกว่าการให้แบบฟรีๆ “เปรียบเสมือนกับเอาปลาไปให้กิน ไม่ดีไปกว่าการให้เค้ารู้จักวิธีตกปลา”


อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยังระบุด้วยว่า การดำเนินนโยบายประชานิยมจำเป็นต้องแก้ไขที่ต้นเหตุของปัญหาอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงแค่อัดฉีดเงินแบบให้เปล่าแก่ผู้มีรายได้น้อยเท่านั้น แต่ควรเป็นการให้ความรู้เพื่อให้ผู้มีรายได้น้อยมีรายได้ที่ยั่งยืนในระยะยาว คนส่วนใหญ่เห็นด้วยมากขึ้น โดยเฉพาะการให้การศึกษา ซึ่งเป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่ยอมรับได้

ถ้าเป็นนโยบายประชานิยมที่ออกมาแล้วสร้างความเสียหายโดยไม่จำเป็นอย่างโครงการรับจำนำข้าว ที่ส่งผลเสียทั้งด้านเม็ดเงินที่ใช้ในโครงการ และผลเสียต่อคุณภาพข้าว ซ้ำร้ายไปกว่านั้นยังมีช่องว่างให้เกิดการคอร์รัปชัน จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทบทวนว่าควรดำเนินการต่อไปหรือไม่ โดยยืนยันว่า “นโยบายประชานิยมควรเป็นนโยบายที่ให้โอกาสและลดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม”

 

 


ในขณะที่ นายทนง พิทยะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวกับ “ไทยรัฐออนไลน์”​ ว่า นโยบายประชานิยมกลายเป็นประเด็นที่นำมาใช้โจมตีกันในทางการเมือง และเป็นสิ่งที่พรรคการเมืองขนาดใหญ่ทั้ง 2 ขั้ว ต่างก็นำมาหาเสียงในทางการเมือง เพื่อช่วงชิงฐานเสียง 

“สิ่งที่เรียกว่า นโยบายประชานิยม คือ การนำเงินไปแจก เพื่อหวังผลทางการเมืองและการหาเสียง”

นายทนง วิเคราะห์มุมมอง “ประชานิยม” ของพรรคเพื่อไทยว่า การดำเนินนโยบายประชานิยมของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยมองว่าเป็นการช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจดีขึ้น แต่ตนมองว่าการหว่านนโยบายประชานิยมของรัฐบาลรักษาการ เป็นการแจกโดยไม่ถูกต้อง ไม่ใช่ลักษณะของประชานิยมที่ควรดำเนินตามกลไกทางการเมือง เพราะประชานิยม บนวิถีการเมืองควรสร้างทักษะ  เพิ่มความรู้ให้กับประชาชน เพื่อพัฒนาความแข็งแกร่งในการสร้างพื้นฐานการประกอบอาชีพ ให้มีรายได้ที่ยั่งยืนและมั่นคง เพิ่มทักษะความรู้ จึงจะเรียกว่า ประชานิยมที่ถูกต้อง

อย่างไรก็ตามที่ผ่านมา นโยบายประชานิยมต่างๆ ของรัฐบาลรักษาการดำเนินการอย่างคลุมเครือ โดยเฉพาะโครงการรับจำนำข้าว การช่วยชาวนาให้มีรายได้เพิ่มขึ้น อย่างน้อยที่สุดต้องมีรายได้ไม่ต่ำกว่าต้นทุนการผลิต  การรับจำนำข้าวสูงกว่าราคาในตลาดโลก สิ่งเหล่านี้เหมือนกับเอาเงินไปแจก ถ้าทำมากๆ โดยไม่มีเหตุผลก็เป็นประชานิยม แต่ถ้าทำให้ชาวนาไม่เดือดร้อนโดยการเพิ่มคุณภาพข้าวให้ดีขึ้น สร้างมูลค่าเพิ่มในตลาดโลกได้ ไม่ใช่ประชานิยม แต่เรียกว่าการสร้างความสามารถในการหารายได้

“ต้องยอมรับว่าสังคมไทยทุกวันนี้เสพติดประชานิยม ของฟรีใครก็อยากได้ รัฐพยายามช่วยคนชรา โดยการให้เบี้ยผู้สูงอายุ นานวันเข้าก็จะกลายเป็นความเคยชิน เมื่อได้น้อยก็จะขอเพิ่มขึ้น สุดท้ายก็เท่ากับขาดความสามารถในการสร้างรายได้ การช่วยเหลือโดยโปรยเม็ดเงินไปทั่วประเทศก็เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง”

อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังยังย้ำด้วยว่า การดำเนินนโยบายประชานิยม ต้องแยกแยะให้ได้ว่าข้อดี และข้อเสียคืออะไร อะไรที่ช่วยเพิ่มความสามารถในการหารายได้และเป็นสิ่งที่ถูกต้อง นั่นหมายความว่า ต้องไม่ใช่การให้เงินแบบแจกฟรี


“การยกระดับคุณภาพชีวิตให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เป็นเรื่องที่ถูกต้อง นอกเหนือจากนั้นเป็นการแจกเงินเพื่อหาเสียง เท่ากับสร้างความเสียหายในระยะยาว เพราะเป็นการให้ที่ไม่รู้จักจบสิ้น เท่ากับรัฐจะเป็นหนี้โดยไม่จำเป็น  ในท้ายที่สุดหากไม่มีการบริหารหนี้สาธารณะที่ดีพอก็จะตกอยู่ในสถานะเดียวกับละตินอเมริกา”

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้มีนักวิชาการหลายแขนงวิเคราะห์ ข้อดี ข้อเสีย ของนโยบายประชานิยม ต่อภาพรวมของประเทศ ท่ามกลางข้อถกเถียงของ 2 ฝ่ายที่เห็นแย้งกัน โดยฝ่ายหนึ่งมองว่า ประชานิยม เป็นการสร้างรายได้ให้กับประชาชนที่มีฐานะยากจน ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งมองว่า ประชานิยม เป็นนโยบายที่เข้าข่าย ลด แลก แจม แถม หว่านเงินให้กับผู้มีรายได้น้อยฟรีๆ โดยไม่มีการสร้างจิตสำนึกให้รู้จักช่วยตัวเอง และไม่สร้างผลตอบแทนคืนมาในอนาคต ที่เลวร้ายไปกว่านั้นคือ ปัญหาหนี้สาธารณะ

 

 


ดร.วิรไท สันติประภพ นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ และอดีตรองผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เคยกล่าวไว้ว่า นโยบายประชานิยมในช่วงแรกๆ เป็นการให้บริการขั้นพื้นฐานแก่ประชาชนในกลุ่มที่ขาดแคลน เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตและโอกาสทางสังคม เช่น โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค, นโยบายเรียนฟรี , เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ, โครงการบ้านเอื้ออาทร และโครงการรถเมล์ฟรี รถไฟฟรี ซึ่งเป็นนโยบายที่ พ.ต.ท.ทักษิณ  ชินวัตร นำมาใช้ และทำให้ได้รับความนิยมอย่างมากจากประชาชนระดับรากหญ้า

แต่ในมุมมองของ ดร.วิรไท มองว่าประชานิยมอาจทำให้รัฐบาลเกิดภาระการคลัง ทั้งเฉพาะหน้าและภาระผูกพันในอนาคต และปัญหาคอร์รัปชันที่อาจเกิดจากการนำเงินรัฐมาใช้รองรับนโยบายดังกล่าว

 

 


ในขณะที่นายสมชัย จิตสุชน ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) แสดงความกังวลต่อการนำนโยบายประชานิยมมาใช้ว่าอาจกระทบต่อหนี้สาธารณะที่อาจพุ่งสูงกว่า 60% ​ในกรณีที่อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจต่ำกว่า 6%​ ต่อปี และรัฐบาลขาดความระมัดระวังในการใช้เงิน

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการประมาณการว่าหากรัฐบาลรักษาการยังคงดำเนินนโยบายประชานิยมอย่างต่อเนื่องต่อไป อาจต้องใช้เงินงบประมาณประจำปี 2557 เพื่อโครงการประชานิยมประมาณ 4.28 แสนล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเงินที่ใช้ในโครงการรับจำนำข้าวประมาณ 3.51 แสนล้านบาท ในขณะที่รัฐบาลตั้งงบประมาณสำหรับโครงการรับจำนำข้าวในปีงบประมาณ 2557 ลดลงจาก 5 แสนล้านบาท เหลือ 2.7 แสนล้านบาท สำหรับรับจำนำข้าวจำนวนไม่เกิน 16.5 ล้านตัน.

 

 

2 อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง วิเคราะห์ "นโยบายประชานิยม" ควรอยู่ หรือควรยกเลิก หลังเริ่มต้นศักราชใหม่... 24 ธ.ค. 2556 18:55 27 ธ.ค. 2556 01:43 ไทยรัฐ