วันเสาร์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

นโยบายประชานิยม ซื้อเสียงหรือไม่ ที่นี่มีคำตอบ...

นโยบายประชานิยม เป็นวาทกรรมทางอุดมการณ์ทางการเมืองอย่างหนึ่ง ที่นำมาใช้ดึงดูดความต้องการของประชาชน ผ่านทางวาทศิลป์ของนักการเมือง ซึ่งวาทกรรมหรืออุดมการณ์นี้ มักจะนำมาใช้กับประชาชนส่วนใหญ่ ของประเทศนั้นๆ ไม่มีการแบ่งแยกความต้องการของชนชั้นในสังคม เพียงแต่ยึดหลักความต้องการพื้นฐานของผู้คนในรัฐ

ไทยรัฐออนไลน์ จึงหยิบยกนโยบายประชานิยมอันโด่งดัง ที่มีการกล่าวขานมากที่สุด ณ ขณะนี้ และความเห็นจากแง่มุมต่างๆ มาประมวลไว้ เพื่อให้ประชาชนได้พินิจพิจารณาถึงคำว่า “นโยบายประชานิยม” แท้จริงแล้ว ถูกเหมาะ ดีเลวอย่างไร...

 


- นโยบายประชานิยมสุดขั้ว รัฐบาลปูแดง
นโยบายประชานิยม ปริญญาตรีเงินเดือน 15,000 บาท ประชานิยมแห่งชนชั้นกลาง
นโยบายขายฝันบัณฑิตจบใหม่ แต่สุดท้ายจบมา ก็หางานยากอยู่ดี เพราะหน่วยงานต่างๆ หันมาจ้างคนที่จบ ปวช.หรือ ปวส.แทน ในขณะเดียวกัน คนที่ได้ผลประโยชน์จากนโยบายนี้ ก็คือข้าราชการ ที่มีเงินเดือนมั่นคงกว่าภาคเอกชนอยู่แล้ว ซึ่งสิ่งที่ตามมาก็คือ ความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มมากขึ้นไปอีก

นโยบายประชานิยม ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท/วัน ประชานิยมแห่งชนชั้นแรงงาน
ถึงแม้ว่าจะเป็นนโยบายยกระดับคุณภาพชีวิตของชนชั้นแรงงานก็ตาม แต่ส่งผลกระทบให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ทั้งที่นำไปสู่การปิดกิจการของธุรกิจ SME จำนวนมาก แรงงานจำนวนมากถูกเลิกจ้าง และที่สำคัญคือ ค่าครองชีพพุ่งขึ้นสูงตามไปด้วย

นโยบายประชานิยม จำนำข้าว ประชานิยมแห่งรากหญ้า
จำนำข้าวทุกเม็ดในราคาที่สูงเกินควร ได้สร้างความเสียหายมากกว่าหนึ่งแสนล้านบาทต่อปี จึงทำให้รัฐบาลไทยเป็นเจ้าของสต๊อกข้าวรายใหญ่สุดเจ้าหนึ่งของโลก โดยทำลายอุตสาหกรรมส่งออกข้าวและตลาดกลางข้าวโดยสิ้นเชิง ทำลายคุณภาพข้าวไทย เนื่องจากนโยบายนี้จูงใจให้เกษตรกรผลิตข้าวให้ได้จำนวนมากที่สุด เพื่อขายรัฐบาลโดยไม่ต้องสนใจคุณภาพ และส่งผลให้โรงสีหันมาลงทุนสร้างคลังสินค้าจำนวนมากเพื่อเก็บรักษาข้าวให้แก่รัฐบาล ที่สำคัญที่สุดคือชาวนารายใหญ่ที่มีผลผลิตส่วนเกินได้ประโยชน์จากโครงการนี้ มากกว่าชาวนายากจน

นโยบายประชานิยม รถยนต์คันแรก ประชานิยมแห่งคนเมือง
อีกหนึ่งนโยบายที่กระตุ้นให้คนชั้นกลางเป็นหนี้และมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นโดย ไม่จำเป็น เมื่อลูกค้ากว่าแสนคนผิดนัดชำระหนี้ ทำให้ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่ครองตลาดในไทย ซึ่งเป็นตลาดรถยนต์ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต้องดิ้นรนอย่างหนักเพื่อปกป้องผลกำไร และยังสร้างปัญหารถติดล้นถนน ซึ่งเป็นการเพิ่มต้นทุนด้านพลังงานของประเทศให้สูงขึ้นไปอีก

 

 


- นโยบายประชานิยมแบบฉบับ รัฐบาลมาร์ค
นโยบายประชานิยม จ่ายเบี้ยผู้สูงอายุ อายุเกิน 60 ปีขึ้นไป รับคนละ 500 บาทต่อเดือน
จำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มสูงขึ้นแบบก้าวกระโดดทุกปี ทั้งๆ ที่เวลาผ่านไปไม่นาน  ก็กลายเป็นภาระงบประมาณก้อนโตที่หลายภาคส่วนออกมาตั้งข้อสังเกตว่าในระยะยาว รัฐบาลอาจแบกรับภาระไม่ไหว

นโยบายประชานิยม เรียนฟรี 15 ปี สานฝันที่เป็นจริง (หรือ?)
โครงการที่ฟรีไม่จริง โรงเรียนยังเก็บเงินเพิ่มอีกมากมายหลายรายการ นับแต่การสอนเสริมวิชาต่างๆ ค่าวิทยากรภายนอก ค่าสมาชิก กิจกรรมพิเศษต่างๆ และยังมีภาระที่ผู้ปกครองต้องจ่ายเพิ่มอีก โดยเป็นการปูพรมไปทั่ว แม้กระทั่งโรงเรียนเอกชนดี เด่น ดัง โรงเรียนในเมือง ก็ได้รับอานิสงส์นโยบายนี้ไปด้วยถึงร้อยละ 70 ทั้งๆ ที่ไม่มีความจำเป็นถึงขนาดนั้น

นโยบายประชานิยม ไทยเข้มแข็ง 8 แสนล้านได้อะไร
การขอตั้งงบประมาณสิ่งก่อสร้าง ครุภัณฑ์การแพทย์ และรถพยาบาล ที่มีการตั้งราคาไว้สูงเกินจริง ซึ่งเป็นการสูญเสียงบประมาณของรัฐอย่างไม่สมควร บางโครงการก็ต้องยกเลิกไป เพราะไม่มีการศึกษาอย่างรอบคอบ เช่น โครงการก่อสร้างศูนย์ประชุมนานาชาติภูเก็ต ซึ่งต้องยุติโครงการ เพราะไม่ผ่าน EIA หรือการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม เนื่องจากเป็นพื้นที่วางไข่ของเต่าทะเล

 


เสียงพรรคประชาธิปัตย์ต่อนโยบายประชานิยม...
นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี อดีตรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจในรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ ได้พูดถึงนโยบายประชานิยมว่า เป็นสิ่งที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น เพราะเป็นเสมือนการนำเงินภาษีมาซื้อเสียงจากประชาชน อย่างเช่น กองทุนเงินล้าน หรือโครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้านและชุมชน (SML) ในสมัยของรัฐบาลทักษิณ ที่นำเงินมากระจายให้หมู่บ้านทั่วประเทศ ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการใช้เงินซื้อเสียงจากประชาชนเลยแม้แต่น้อย

ส่วนการจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ที่เป็นนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ ที่หลายฝ่ายมองว่าเป็นนโยบายประชานิยม แต่เม่ือนำมาเปรียบเทียบกับนโยบายกองทุนเงินล้าน ก็จะเห็นว่ามีความแตกต่างกัน เพราะนโยบายการจ่ายเบี้ยให้แก่ผู้สูงอายุนั้น ไม่ได้จ่ายให้ทุกคน แต่เป็นการจ่ายให้กับคนกลุ่มที่ควรแก่การได้รับเงินจำนวนนี้ เพื่อที่จะสามารถดูแลตัวเองได้บ้าง ซึ่งเป็นสวัสดิการสังคม ที่รัฐพึงกระทำ

ขอบเขตของนโยบายประชานิยมจึงอยู่ที่การที่รัฐได้เข้าไปช่วยเหลือผู้คนต่างๆ ในสังคมที่อยู่ในกลุ่มของคนด้อยโอกาส แต่ในขณะเดียวกัน ก็จะต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมในการกำหนดการจ่ายเงินด้วย และในขณะเดียวกัน การดำเนินนโยบายต่างๆ ที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ไม่ควรที่จะจ่ายเป็นเม็ดเงินล้วนๆ


เสียงพรรคเพื่อไทยต่อนโยบายประชานิยม...

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะคณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย ได้แสดงทรรศนะถึงนโยบายประชานิยมไว้คือ การทำให้ประชาชนได้สามารถลืมตาอ้าปากได้ หรือพูดง่ายๆ ก็คือ การทำให้ชนชั้นล่าง สามารถถีบตัวเองให้ขึ้นมาเป็นชนชั้นกลางได้ และจ่ายภาษีเพื่อนำมาพัฒนาประเทศชาติต่อไป

ในขณะเดียวกัน ได้มีการออกนโยบายลดภาษีเงินได้นิติบุคคล เพื่อช่วยเหลือชนชั้นกลางเช่นกัน หรือแม้กระทั่ง บ้านหลังแรก รถคันแรก รัฐบาลก็พยายามที่จะสานฝันให้ แต่ก็น่าแปลกใจที่ชนชั้นกลางหรือคน กทม. ไม่เห็นคุณค่าในจุดนี้เลย และสำหรับกรณีของจำนำข้าว ที่มีหลายฝ่ายบอกว่า รัฐบาลยิ่งลักษณ์ทำโครงการนี้ขาดทุนแสนกว่าล้าน ซึ่งอยากให้มองว่า พรรคประชาธิปัตย์ ก็ทำประกันรายได้ จ่ายแสนกว่าล้านเหมือนกัน แต่สำหรับจำนำข้าวนั้น เป็นนโยบายที่ช่วยชาวนากว่า 16 ล้านคน ให้ถีบตัวเองขึ้นมา เพราะทุกวันนี้คนจนไม่สามารถพัฒนาตัวเองได้และก้าวตามชนชั้นอื่นไม่ทัน แต่ในส่วนที่เป็นปัญหาจากโครงการจำนำข้าวนั้น มาจากความผิดพลาดทาง IT เพราะโครงการนี้เริ่มทำก่อน เทคโนโลยีที่จะมารองรับในส่วนนี้ จึงมีปัญหาตามมา

ขณะที่ โครงการไทยเข้มแข็ง ที่ใช้เงิน 4 แสนล้านบาท ขอถามว่า ใครได้อะไร แทนที่พรรคประชาธิปัตย์จะเอาเงินไปพัฒนาระบบคมนาคม ทำรถไฟรางคู่ แต่กลับนำเงินมาละเลงเป็นโครงการถนนไร้ฝุ่น แต่การที่มีหลายฝ่ายบอกว่า นโยบายประชานิยมเป็นการคอร์รัปชันเชิงนโยบาย นั่นก็คือการโจมตี และบั่นทอนชื่อเสียงของพรรคเพื่อไทย เพราะทุกๆ นโยบายไม่ได้จ่ายเกินตัวเลย แต่คือการยกระดับประชาชน ซึ่งเป็นเสมือนการมอบเบ็ดให้ประชาชนได้รู้จักตกปลาและทำมาหากินเองเป็น แต่เราไม่ได้ให้ปลา ที่จะทำให้ประชาชนติดนิสัยไม่รู้จักช่วยตัวเอง


เสียงนักวิชาการต่อนโยบายประชานิยม...

 

รองศาสตราจารย์ ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์ รองประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้ชี้แจงถึงคำว่าประชานิยมไว้ว่า หากจะพูดง่ายๆ นโยบายประชานิยม นั่นก็คือ การกระทำของรัฐที่สามารถสร้างความถูกอกถูกใจให้แก่ประชาชนได้ โดยรัฐบาลจะมุ่งเอาใจแก่กลุ่มคนจน ถึงแม้ว่า จะเป็นนโยบายที่คนจนจะได้รับประโยชน์ไปเต็มๆ แต่ในอีกทางหนึ่งก็จะกระทบกับนโยบายการคลัง และสำหรับพรรคแรกของไทยที่เป็นผู้นำแนวคิดนโยบายประชานิยมมาใช้เป็นพรรคแรก คือ พรรคไทยรักไทย ในสมัยรัฐบาลทักษิณ ณ ขณะนั้น นโยบายต่างๆ ที่ออกมา จึงได้รับความชื่นชอบจากคนรากหญ้าทั้งสิ้น และรัฐบาลยิ่งลักษณ์ก็นำมาสานต่อ แต่ไปๆ มาๆ เศรษฐกิจของประเทศเริ่มจะไม่ค่อยไหว จนไอเอ็มเอฟ (กองทุนการเงินระหว่างประเทศ) ต้องออกมาเตือนให้รัฐบาลรักษาสมดุลในการบริหารงบประมาณ

 

ในฟากของพรรคประชาธิปัตย์ จะไม่ค่อยแข็งแกร่งในเรื่องนโยบายประชานิยมเท่ากับพรรคเพื่อไทย เพราะผู้นำพรรคประชาธิปัตย์ส่วนใหญ่จะเรียนจบมาจากจากยุโรป จึงมองเห็นผลกระทบที่เกิดขึ้นจากนโยบายประชานิยมที่เกิดขึ้นจากประเทศฝั่งยุโรป (ประเทศอาร์เจนตินา รัฐบาลเปรองนำนโยบายประชานิยมมาใช้ คนในประเทศนิยมชมชอบมาก แต่สุดท้ายประเทศล่มจม จนทหารต้องลุกขึ้นมาปฏิวัติ) ซึ่งแน่นอนว่านโยบายเช่นนี้ มีแต่ความไม่แน่นอนและไม่ยั่งยืนทั้งสิ้น แต่สิ่งสำคัญที่แต่ละนโยบายควรจะเป็นก็คือ การทำให้ประชาชนได้รู้จักช่วยเหลือตัวเองเป็น หากให้ของฟรีจนเคยตัว แต่รัฐอยากจะทำให้ประชาชนยืนด้วยขาของตัวเองได้ ก็คงจะเป็นเรื่องยาก

 

กระนั้น นโยบายที่สร้างความเสียหายอย่างหนักหน่วงต่อประเทศมากที่สุดคือ นโยบายจำนำข้าว ซึ่งรับจำนำข้าวในราคาที่สูงกว่าตลาด จนทำให้พูดได้เลยว่า โลกทั้งโลกกลัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ กันไปหมดแล้ว เพราะนโยบายนี้เป็นนโยบายที่สร้างความเสียหายให้แก่ประเทศชาติถึง 4-5 แสนล้านบาท และการคลังก็ยังได้รับความเสียหายอย่างหนัก

ดังนั้น นโยบายประชานิยม ก็คือ การซื้อเสียงทางอ้อม โดยการใช้เงินภาษีอากรของประเทศ เพราะฉะนั้น รัฐบาลควรคำนึงถึงฐานะการคลังของประเทศ ที่จะต้องไม่ทำให้ประเทศเกิดความเสียหาย มิใช่เพียงแต่นึกถึงคะแนนความนิยมจากประชาชนเป็นหลัก และในอนาคตควรมีการกำหนดถึงขอบเขตการออกนโยบายไว้ในรัฐธรรมนูญอย่างรัดกุม ซึ่งจะต้องทำได้จริง แต่จะต้องไม่ก่อภาระต่อประเทศ หากเกินขอบเขตที่กำหนดไว้ ให้ถือว่าทุจริต และต้องขึ้นศาล เพื่อชดใช้เงินที่ประเทศชาติสูญเสียไป


ทุกถ้อยกระบวนความที่ได้เรียบเรียงไว้ให้ข้างต้นนั้น ได้บ่งบอกถึงข้อเท็จจริงบางอย่างไว้แล้ว ดังนั้น จึงขึ้นอยู่ที่มุมมองของท่านว่า จะคิด ไตร่ตรองและพิจารณาถึงความผิดชอบ ชั่วดีของคำว่า ‘นโยบายประชานิยม’ กันอย่างไร...?

นโยบายประชานิยม เป็นวาทกรรมทางอุดมการณ์ทางการเมืองอย่างหนึ่ง ที่นำมาใช้ดึงดูดความต้องการของประชาชน ผ่านทางวาทศิลป์ของนักการเมือง ซึ่งวาทกรรมหรืออุดมการณ์นี้ มักจะนำมาใช้กับประชาชนส่วนใหญ่ ของประเทศนั้นๆ ไม่มีการแบ่งแยกความต้องการของชนชั้นในสังคม เพียงแต่ยึดหลักความต้องการพื้นฐานของผู้คนในรัฐ 23 ธ.ค. 2556 13:02 ไทยรัฐ