ข่าว
100 year

แก๊งดูดเงิน'เอทีเอ็ม'อาละวาด ตร.แนะกลยุทธ์ป้องกัน

พลิกแฟ้มอาชญากรรม9 พ.ย. 2556 08:30 น.
SHARE

นับเป็นภัยใกล้ตัวคนใช้บัตรเอทีเอ็มจริงๆ เมื่ิอล่าสุด มีแก๊งดูดเงินจากตู้เอทีเอ็ม ออกอาละวาด ติดเครื่องดูดข้อมูล หรือที่เรียกกันว่าเครื่อง "สกิมเมอร์" ดึงข้อมูลจากบัตรเอทีเอ็มเหยื่อเอาไปก๊อบปี้ถอนเงินในต่างประเทศ สร้างความเสียหายให้กับธนาคารและเจ้าของเงินยิ่งนัก...

เป็นคดีอาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นอีกครั้ง

พฤติการณ์คนร้าย ถูกตีแผ่ช่วงต้นเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา เมื่อมีผู้เสียหายกว่า 70 ราย ทยอยขึ้นโรงพักแจ้งความร้องทุกข์กับตำรวจสน.ลุมพินี ละล่ำละลัก เล่าว่า โดนดูดข้อมูลจากบัตรเอทีเอ็มไปจนหมดบัญชี บางรายเงินหายไป 3 หมื่น ถึง 7 หมื่นบาท บางรายโดนดูดจนหมดบัญชี ยอดความเสียหายนับล้านบาท เหยื่อถึงกับอึ้ง เมื่อจู่ๆ ก็มีเจ้าหน้าที่ธนาคารโทรติดต่อมาขออายัดบัตร เพราะพบการถอนเงินจากต่างประเทศ ทั้งๆ ที่เจ้าของบัตรไม่ได้รู้เรื่องอะไรด้วย ซึ่งผู้เสียหายส่วนใหญ่ระบุว่า โดนดูดเงินหลังกดเงินจากตู้ ATM ที่ตึกออลซีซั่น และอาคารโรเล็กซ์ ย่านถนนวิทยุ ขอให้ตำรวจจับคนร้ายมาดำเนินคดีด้วย

พ.ต.อ.ไชยา คงทรัพย์ ผกก.สน.ลุมพินี จึงเร่งสอบปากคำผู้เสียหายทันที

ผกามาศ วิธีธรรม วัย 51 ปี ภูมิลำเนาอยู่บ้านเลขที่ 133/21 ซอยมิตตคาม แขวงวชิรพยาบาล เขตดุสิต กทม. หนึ่งในเหยื่อแก๊งดูดเอทีเอ็ม ให้ข้อมูลว่า ทำงานอยู่ที่อาคารออลซีซั่น เพลส ก่อนเกิดเหตุ วันที่ 5 พ.ย. มีเจ้าหน้าที่จากธนาคารไทยพาณิชย์ โทรศัพท์มาขออายัดบัญชี โดยแจ้งว่า เมื่อคืนที่ผ่านมาพบการทำธุรกรรมการเงินผิดปกติ มีการกดเงินในบัญชีออกติดต่อกัน 3 ครั้ง ที่กรุงเคียฟ ประเทศยูเครน เสียค่าธรรมเนียมครั้งละ 100 บาท โดยพบว่าเงินในบัญชีตนจาก 2 ธนาคาร ถูกกดออกไปรวมทั้งสิ้น 3 หมื่น ทั้งๆ ที่ตนอยู่เมืองไทย และไม่ได้ทำธุรกรรมการเงินกับต่างประเทศแต่อย่างใด จึงเข้าแจ้งความเพื่อให้ข้อมูลไว้

ขณะที่ นางประภานิช ไกรมาศ อายุ 55 ปี ทำงานเป็นแม่บ้านในอาคารออลซีซั่น เพลส ก็ตกเป็นเหยื่อเช่นกัน โดยเธอโดนแก๊งคนร้ายดูดเงินจากบัตร หายไปร่วม 5 หมื่นบาท ตำรวจเช็กดู พบว่ามีการเบิกเงินจากตู้เอทีเอ็ม 5 ครั้ง ครั้งละ 9 พันกว่าบาท เหลืออยู่ในบัญชีเพียง 7 หมื่นบาทเท่านั้น และที่สำคัญ เป็นเงินที่เธอเก็บหอมรอมริบมานานกว่า 10 ปี ทั้งบัญชีมีประมาณ 1 แสนบาท ซึ่งเธอกำลังเตรียมนำเงินไปจัดงานบวชลูกชาย แต่ก็ต้องมาพลาดท่าเสียทีแก๊งไฮเทคจนได้

"ตอนนั้นได้ยินเพื่อนที่ทำงานคุยกันว่า เงินในบัญชีธนาคารหายไปโดยไม่รู้สาเหตุ ด้วยความกลัวจึงไปกดเงินที่ตู้เอทีเอ็มภายในตึกออลซีซั่น แต่เพียงแค่สอดบัตร และยังไม่ได้กดรหัสบัตร บัตรเอทีเอ็มของตนถูกดูดหายเข้าไปในเครื่อง เมื่อไปสอบถามที่ธนาคารกรุงเทพ สาขาที่อยู่ในตึกและให้ตรวจสอบข้อมูล พบว่าเงินในบัญชีตนที่เก็บหอมรอมริบมาหายไปเกือบ 5 หมื่นบาท ไม่น่าเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นเลย เพราะตัวเองก็มีฐานะไม่ค่อยดี อุตส่าห์จะเก็บเงินก้อนไปบวชลูกชาย แต่ก็ต้องมาโดนแบบนี้" นางประภานิช กล่าวเสียงสั่น

คดีนี้เป็นคดีใหญ่ มีผู้เสียหายหลายราย และคาดว่ายังมีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่ตกเป็นเหยื่อ แต่ยังไม่ได้แจ้งความ ผู้กำกับฯ ไชยา จึงร่วมหารือกับเจ้าหน้าที่ธนาคาร และตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) เพื่อตามจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดี เบื้องต้นได้เบาะแสว่า คนร้ายไปกดเงินที่ประเทศยูเครน ซึ่งเชื่อว่าน่าจะเป็นแก๊งชาวรัสเซีย ที่ลักลอบติดเครื่องดูดข้อมูล หรือเครื่องสกิมเมอร์ตามตู้เอทีเอ็ม ก่อนเดินทางกลับประเทศ เมื่อผู้เสียหายสอดบัตรเอทีเอ็มเข้าไป สกิม–เมอร์จะเก็บข้อมูลในบัตร และส่งข้อมูลไปยังกลุ่มผู้ต้องหา และเชื่อว่าน่าจะทำเป็นขบวนการ เพราะการติดตั้งเครื่องสกิมเมอร์ ต้องใช้เวลานานพอสมควร โดยตำรวจจะได้ตรวจสอบกล้องวงจรปิดย่านนั้น และเรียกพยานแวดล้อมมาสอบปากคำ

ส่วนค่าเสียหาย ทางธนาคารยืนยันรับผิดชอบทั้งหมด

นายปกรณ์ พรรธนะแพทย์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย ออกมาแนะวิธีป้องกันว่า กรณีดังกล่าวเป็น ATM Skimming คือ การที่คนร้ายเอาอุปกรณ์มาติดที่ตู้บริเวณที่เสียบบัตรเพื่อคัดลอกข้อมูลแถบแม่เหล็กไปทำบัตรปลอม และนำไปถอนเงินในต่างประเทศ ปกติเป็นแก๊งต่างชาติ โดยครั้งนี้มีบัตรของธนาคารต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบ 5 ธนาคาร ในส่วนของธนาคารกสิกรไทย เป็นบัตรเดบิตที่ถูกทุจริต 117 บัตร ในจำนวนนี้ 38 ราย ได้รับความเสียหาย เป็นเงินทั้งสิ้นประมาณ 270,000 บาท ธนาคารกสิกรไทย ในฐานะธนาคารผู้ออกบัตร จะเป็นผู้รับผิดชอบชดเชยให้กับลูกค้า พร้อมนำภาพคนร้ายที่บันทึกได้จากตู้ ATM ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อติดตามต่อไป และเพื่อป้องกันการถูกลักลอบขโมยข้อมูลบนแถบแม่เหล็กและรหัสประจำบัตร

โดยกลุ่มมิจฉาชีพจะใช้วิธีนำอุปกรณ์มาครอบช่องเสียบบัตร และซ่อนกล้องถ่ายภาพขนาดเล็กไว้ใกล้ตู้ ATM หรือยืนด้านหลังผู้ที่กำลังทำรายการ ธนาคารขอแนะนำให้ลูกค้าใช้มือบังแป้นคีย์บอร์ดขณะกดรหัส และแนะนำให้ลูกค้าสมัครบริการแจ้งความเคลื่อนไหวทางบัญชีผ่าน SMS ซึ่งธนาคารส่วนใหญ่มีให้บริการอยู่แล้ว จะทำให้ลูกค้าสามารถทราบความเปลี่ยนแปลงทางบัญชีได้อย่างรวดเร็ว

“เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ก็เคยเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ ซึ่งทุกธนาคารได้มีการติดเครื่องมือป้องกันแล้ว โดยเรื่องนี้เป็นปัญหาของทุกธนาคาร ซึ่ง vendor ก็ต้องมีหน้าที่กลับไปหามาตรการ หรืออุปกรณ์ในการป้องกันใหม่ โดยทุกธนาคารก็มีข้อตกลงร่วมกันในการช่วยกันสอดส่องดูแล และแจ้งความเคลื่อนไหวทางบัญชีผ่าน SMS ดังนั้น หากลูกค้าพบความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติให้รีบ...แจ้ง call center ของธนาคารเพื่ออายัดบัตร และแจ้งความทันที” นายปกรณ์ กล่าว

ขณะที่ นายสมชาย พิชิตสุรจิต กรรมการบริหารชมรมตรวจสอบและป้องกันการทุจริต สมาคมธนาคารไทย แนะนำว่า ปกติธนาคารจะมีการตรวจสอบและเฝ้าระวังอยู่แล้ว ธนาคารจะบล็อกทันทีหากพบว่ามีการถอนเงินจากต่างประเทศ ตอนนี้พบที่ถนนวิทยุ 3 อาคารออลซีซั่น โรเล็กซ์ และอพอลโล่ และไม่ต้องกังวล ธนาคารจะเป็นผู้รับผิดชอบกับความเสียหายที่เกิดขึ้น พร้อมเตือนลูกค้าช่วงกดรหัส ATM ควรใช้มือบัง เพราะมิจฉาชีพอาจติดกล้องรูเข็ม เพื่อแอบดูรหัสบัตรก็เป็นได้

ด้าน พ.ต.อ.ไชยา กล่าวเสริมว่า ประชาชนควรสังเกตความผิดปกติบางอย่างตอนกดเอทีเอ็ม เช่น หลังกดเอทีเอ็มตู้จะคืนบัตรให้ หากบัตรไหลออกมาฝืดเอาออกยาก หรือการหยิบบัตรออกจากช่องคืนบัตร มีพื้นที่ให้หยิบบัตรน้อย ต้องใช้เล็บจิก ให้ตั้งข้อสงสัยได้เลยว่า อาจโดนเครื่องสกิมเมอร์ลอบอ่านข้อมูลแล้ว ควรรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที สำหรับการติดตามคนร้ายแก๊งนี้ อยู่ระหว่างการสืบสวน คาดว่าเป็นขบวนการใหญ่ที่ทำกันมาช้านาน

ท้าทายฝีมือตำรวจอีกครั้ง

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Most Viewed