วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
1 ปีแห่งการจากไป ‘ภาวนา ชนะจิต’ ปริศนาจมน้ำ โยงมรดกร้อยล้าน

1 ปีแห่งการจากไป ‘ภาวนา ชนะจิต’ ปริศนาจมน้ำ โยงมรดกร้อยล้าน

  • Share:

หากจะพูดถึงดาวค้างฟ้า นางเอกหนังจอเงิน ฉายา  ไข่มุกเอเชีย หลายคนคงจะรู้จักชื่อของ ภาวนา ชนะจิต ดาราสาวเชื้อสายจีนกวางตุ้ง ซึ่งเธอขอลาวงการขณะที่อายุเพียง 37 ปี โดยให้เหตุผลว่า “อยากให้คนจดจำเธอแต่ในภาพนางเอกวัยสาวตลอดไป”

ย้อนไปเมื่อวันที่ 10 กันยายน ปี 2555 เกิดข่าวช็อกวงการบันเทิง และแฟนหนังของภาวนา เมื่อเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งจาก นายสุขุม เหล่าแสงทอง อายุ 64 ปี ว่าพี่สาว คือ นางอรัญญาภรณ์ เหล่าแสงทอง อายุ 69 ปี หรือชื่อในการแสดงคือภาวนา ชนะจิต ชื่อเล่น หยิน จมน้ำเสียชีวิตภายในบ้านพักหลังใหญ่ย่านนครชัยศรี จ.นครปฐม เมื่อช่วงเช้ามืด

ลูกจ้างที่ดูแลบ้าน เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุประมาณ 6 โมงเย็นของวันที่ 9 กันยายน 2555 ไม่เห็นภาวนาออกมาสั่งให้ซื้อของมากิน แต่ก็คิดว่าคงจะนอนอยู่ภายในบ้าน จากนั้นเวลา 19.00 น. ก็เข้าไปหาภายในบ้านพัก แต่ไม่พบ จึงได้เดินหารอบ ๆ บ้าน ก็ไม่พบ จึงได้โทรศัพท์แจ้งญาติของภาวนา และนายณัฐพงษ์ หลวงศิริกุล สามีคนปัจจุบัน ที่ไปดูแลธุรกิจนวดแผนโบราณที่ตึกทอง อ.สามพราน จ.นครปฐม ซึ่งหลังจากที่ทุกคนทราบเรื่อง ก็มาช่วยกันตามหา กระทั่ง นายณัฐพงษ์ พบรองเท้าฟองน้ำที่ภาวนาใส่ตกอยู่ขอบบ่อทั้ง 2 ข้าง จึงเอาไฟส่องที่บ่อน้ำพุ ก็พบร่างภาวนาจมอยู่ในน้ำ จึงลงไปงมศพขึ้นมาแล้วแจ้งตำรวจ


จากการสอบถาม นายณัฐพงษ์ สามีคนปัจจุบันของภาวนา ที่อยู่กินกันมาร่วม 10 ปี แต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส เชื่อว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ใช่การฆาตกรรม โดยเชื่อว่าภาวนาอาจจะเป็นลม แล้วตกน้ำ เพราะอายุมาก หรือเล่นกับสุนัข แล้วเสียหลักพลัดตกบ่อน้ำ จนเสียชีวิต

แต่ที่เห็นต่าง น่าจะเป็นฝ่ายญาติพี่น้องของภาวนา โดย นายสุขุม น้องชายของภาวนา เชื่อว่าการตายของพี่สาว น่าจะเป็นการฆาตกรรม พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า หลังจากที่ นายณัฐพงษ์ รู้ว่าพี่สาวหายตัวไป และเดินทางกลับมาถึงบ้าน ก็ได้รีบร้อนเข้ามาหยิบกระเป๋าเอกสาร ซึ่งมีทั้งหมด 3 ใบ ภายในกระเป๋ามีเอกสารต่าง ๆ เป็นทั้งโฉนดที่ดินและเอกสารของภาวนา เมื่อเข้าไปขวาง กลับถูกโดนต่อว่า แล้วชักปืนยิงขู่ขึ้นฟ้า 2 นัด ประกาศห้ามใครเข้ามาวุ่นวาย ต้องมีการตายเกิดขึ้นแน่  ทำให้สงสัยว่า ทำไมต้องรีบเอาเอกสารออกไป ทั้งที่ยังหาศพไม่พบ

เช่นเดียวกับ นายไพจิตร  ศุภวารี อดีตสามีของภาวนา ที่ออกมาเผยว่า ได้เลิกรากับผู้ตายมากว่า 10  ปีแล้ว และอยากให้มีการผ่าพิสูจน์ศพของภาวนา เนื่องจากพบว่ามีบางอย่างค่อนข้างน่ากังขา ที่ทำให้เชื่อได้ว่า เป็นการตายที่ไม่ปกติ

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจ ยังไม่ลงความเห็นเกี่ยวกับการเสียชีวิของภาวนา ว่าเป็นอุบัติเหตุ หรือ ฆาตกรรม อีกทั้งญาติยังติดใจเกี่ยวกับการเสียชีวิต จึงได้ส่งศพไปยัง รพ.ตำรวจ เพื่อทำการผาชันสูตร อย่างละเอียด พร้อมทั้งได้ให้กองวิทยาการภาค  7 มาเก็บหลักฐานในที่เกิดเหตุ และในบ้านของภาวนา

ต่อมาวันที่ 11 กันยายน 2555 พ.ต.อ.นพ.พรชัย สุธึรคุณ รอง ผบก. นิติเวช เปิดเผยถึงผลการชันสูตรศพ ว่า ภาวนาน่าจะเสียชีวิตมาแล้วประมาณ 24 ชม. เนื่องจากศพเริ่มเปลี่ยนสภาพ และเริ่มเน่า นอกจากนี้ ยังพบร่องรอยฟกช้ำหลายจุด อาทิ ท้ายทอย เบ้าตาซ้าย และหน้าแข้งทั้ง 2 ข้าง แต่ทั้งหมดเป็นบาดแผลที่ไม่ลึก แค่ถลอกเท่านั้น นอกจากนี้ยังพบน้ำในปอดของภาวนา หมายความว่า สาเหตุของการเสียชีวิต คือการจมน้ำตาย โดยพบว่าภาวนาเอง มีโรคประจำตัวหลายอย่าง ทั้งโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตันหลายเส้น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และไขมันในหลอดเลือด


ทั้งนี้  หากจะให้แพทย์เป็นผู้สรุปว่า เกิดจากการฆาตกรรมหรือไม่นั้น แพทย์ไม่สามารถระบุได้ เนื่องจาก หากเป็นการฆาตกรรม การที่จะทำให้มนุษย์ถึงกับสลบ หมดสติ ต้องใช้ของแข็งฟาดที่ศีรษะ จนเป็นแผลฉกรรจ์ ซึ่งบาดแผลที่พบที่ตัวของภาวนานั้น ไม่สามารถทำให้เสียชีวิตได้ อย่างไรก็ตาม จากพฤติกรรมของ นายณัฐพงษ์ ทำให้ญาติ ๆ รวมถึง “น้องไต๋-นายอภิชา เหล่าแสงทอง” ลูกบุญธรรมของภาวนา ชนะจิต ยังไม่เชื่อสนิทใจว่า ภาวนา จะเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุ

ต่อมาวันที่ 13 กันยนยน 2555 นายอภิชา พร้อมด้วยญาติ ๆ ของภาวนา ได้เดินทางไปพบกับ นายณัฐพงษ์ ที่บ้านอีกครั้ง เพื่อขอตรวจสอบรายการทรัพย์สินต่าง ๆ ตู้เซฟภายในห้องนอนที่เก็บเอกสารสำคัญ รวมถึงพินัยกรรม ทั้งจะขอนำทรัพย์สินในส่วนที่เป็นสิทธิ์ของนายอภิชา ไปเก็บรักษาไว้เอง ซึ่ง นายณัฐพงษ์ อนุญาตให้เข้าไปตรวจสอบทรัพย์สินต่าง ๆ ได้ แต่ไม่อนุญาตให้เคลื่อนย้าย หรือ ขนย้ายออกไปแม้แต่ชิ้นเดียว เพราะต้องรอตรวจสอบก่อนว่า ทรัพย์สินรายการไหน เป็นกรรมสิทธิ์ของใคร ขณะที่ตู้เซฟ ก็ไม่สามารถเปิดได้ เนื่องจากไม่ทราบว่าภาวนา เก็บกุญแจตู้เซฟไว้ที่ไหน ทำให้เกิดการเผชิญหน้า ก่อนจะมีการปะทะคารมกันอย่างดุเดือด แม้จะมีการพาทนายมาเจรจา แต่ นายณัฐพงษ์ ก็ยืนยันว่า การตรวจสอบทรัพย์สินทั้งหมดจะต้องรอให้เสร็จงานศพของภาวนาก่อน ทำให้ญาติของภาวนา ประกาศที่จะผลัดกันมาเฝ้า เนื่องจากเกรงว่า นายณัฐพงษ์ จะแอบขนสมบัติออกไปซ่อนที่อื่น นอกจากนี้ ทั้ง 2 ฝ่าย ยังมีการร้องขอกำลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อมารักษาความปลอดภัยด้วย

สำหรับ ประเด็นเรื่องทรัพย์สินของ “ภาวนา ชนะจิต” ซึ่งมีสื่อโทรทัศน์นำเสนอว่ามีมูลค่ากว่าพันล้านบาทนั้น  จากการตรวจสอบพบว่าทรัพย์สินส่วนใหญ่ของอดีตนางเอกคนดังจะเป็นโฉนดที่ดินที่มีคนนำมาจำนองไว้ และบางส่วนก็เป็นโฉนดที่ซื้อมาแล้วโอนเป็นชื่อของอดีตนางเอกคนดัง ซึ่งนายอภิชา หรือน้องไต๋  ระบุว่าน่าจะมีมากกว่า 200 แปลง มูลค่าก็ประมาณพันล้านบาท แต่ไม่เป็นที่เปิดเผยชัดเจน เพราะส่วนหนึ่งถูกนำไปให้เช่าเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันผู้ต้องหาในชั้นศาล คิดอัตราร้อยละ 10-20 ของวงเงินประกันตัว  ซึ่งโฉนดส่วนนี้ยังคาอยู่ในชั้นศาลจำนวนมาก เพราะต้องรอให้สิ้นสุดคดีถึงจะได้คืนกลับมา

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ นายณัฐพงษ์ ประกาศ ไม่ขอไปร่วมงานศพของภาวนาที่วัดมกุฏกษัตริยารามฯ อีก เนื่องจากทนแรงเสียดสี และการดูถูกเหยียดหยามของญาติพี่น้องภาวนาไม่ไหว พร้อมกับจัดงานศพจำลองที่บ้านแทน เป็นเวลา 3 วัน และแม้ผลการชันสูตรจะออกมาว่า ภาวนา เสียชีวิตจากการจมน้ำ แต่ญาติก็ยังไม่ต้องการให้มีการเผาศพภาวนา จนกว่าจะพิสูจน์ความจริงให้กระจ่างได้

นอกจากนี้ นายณัฐพงษ์ สามีนอกสมรสนางภาวนา ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า เตรียมที่จะทำหนังชีวประวัติของนางภาวนา ซึ่งก็ถูก นายอภิชา บุตรบุญธรรม ออกมาตำหนิว่าเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม เพราะสิทธิ์ผู้ครอบครองเรื่องราวชีวิตตามกฎหมายต้องตกแก่บุตร ไม่ใช่สามีที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส ซึ่งเรื่องนี้ก็ได้เงียบหายไป

ล่าสุด นางหัทยา เหล่าแสงทอง น้องสาวของนางภาวนา ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าของคดี ภายในงานฌาปนกิจศพ ภาวนา ชนะจิต หลังเสียชีวิตครบ 1 ปี เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2556 ว่า กรณีที่ญาติตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับการเสียชีวิตของภาวนา โดยตั้งข้อสังเกตว่าอาจจะเป็นการฆาตกรรมนั้น ล่าสุด ศาลมีคำสั่งไม่รับฟ้องการเสียชีวิตดังกล่าวว่าเป็นคดีฆาตกรรม เนื่องจากพยานหลักฐานที่ประกอบสำนวนคดี ไม่เพียงพอ

ส่วนเรื่องมรดกที่ไม่ปรากฏแน่ชัดว่าเป็นหลักร้อยล้าน หรือพันล้านนั้น นางหัทยา เผยว่า เตรียมขึ้นศาลในวันที่ 23 ก.ย. ที่จะถึงนี้ เพื่อร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของพี่สาว ด้าน นายอภิชา บุตรบุญธรรม เอง ก็ต้องการร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก เช่นกัน ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินของศาล

ผ่านมาแล้ว 1 ปี กับการเสียชีวิตของ 'ภาวนา ชนะจิต' เจ้าของฉายา 'ไข่มุกเอเชีย' แต่ปมมรดกที่ ภาวนา ทิ้งไว้ ก็ยังเป็นเรื่องของญาติ และ สามีนอกสมรสของภาวนา จะต้องไปต่อสู้กันในชั้นศาล เพื่อให้ได้มาของตำแหน่ง ผู้จัดการมรดกต่อไป.

 

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้