ไลฟ์สไตล์
100 year

คุก2ปีหวยบนดิน วราเทพ สมใจนึก-ชัยวัฒน์

1 ต.ค. 2552 09:00 น.
SHARE

ศาลฎีกาฯ ตัดสินคดีหวยบนดิน พิพากษาจำเลย 3 คน กระทำผิดกฎหมายอาญามาตรา 157 "วราเทพ" โดนจำคุก 2 ปี ปรับ 2 หมื่นบาท"สมใจนึก เองตระกูล" โดนจำคุก 2 ปี ปรับ 1 หมื่นบาท "ชัยวัฒน์ พสกภักดี" เจอจำคุก 2 ปี ปรับ 1 หมื่นบาท แต่โทษจำคุกให้รอลงอาญา 2 ปี ส่วนจำเลยอื่นๆ ทั้งที่เป็นรัฐมนตรี บอร์ดกองสลากฯ และข้าราชการที่เกี่ยวข้อง ให้ยกฟ้อง เพราะไม่มีเจตนาพิเศษในการร่วมกระทำผิด "วราเทพ" บอกยอมรับคำตัดสิน แต่ไล่บี้รัฐบาลทำหวย บนดินต่อ ยันลดปัญหาหวยใต้ดินได้ผล และมีรายได้ช่วยเด็กยากจน

การพิพากษาคดีทางการเมืองและคดีทุจริตที่เกิดในสมัยรัฐบาลขั้วอำนาจเก่าทยอยออกมาเป็นระยะ โดยก่อนหน้านี้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้มีคำพิพากษาในคดีที่ดินรัชดา และคดีจัดซื้อกล้ายางไปแล้ว ล่าสุดศาลฎีกาฯมีคำตัดสินในคดีหวยบนดิน โดยพิพากษาให้นายวราเทพ รัตนากร อดีต รมช.คลัง นายสมใจนึก เองตระกูล อดีตปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานบอร์ดกองสลากฯ และนายชัยวัฒน์ พสกภักดี อดีต ผอ.กองสลากฯ มีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ สั่งจำคุก 2 ปี แต่ให้รอลงอาญา 2 ปี พร้อมปรับเงินนายวราเทพ 2 หมื่นบาท นายสมใจนึกและนายชัยวัฒน์คนละ 1 หมื่นบาท

ศาลฎีกาฯนัดพิพากษาหวยบนดิน

วันที่ 30 ก.ย. ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นายสบโชค สุขารมณ์ รองประธานศาลฎีกา เจ้าของสำนวน พร้อมองค์คณะรวม 9 คน นัดอ่านคำพิพากษาในคดีออกสลากเลขท้าย 2 ตัว 3 ตัว (หวยบนดิน) โดย ป.ป.ช.เป็นโจทก์ฟ้องจำเลย 47 คน ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ หรือจัดการทรัพย์ ได้เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตน หรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต (ยักยอกทรัพย์), เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการดูแลกิจการ เข้าไปมีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่น, เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จ่ายทรัพย์เกินกว่าที่ควรจ่ายเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่น, เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่แสดงว่ามีหน้าที่เรียกเก็บหรือตรวจสอบภาษีอากรโดยทุจริต เรียกเก็บหรือละเว้นไม่เรียกเก็บภาษีอากร และเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติโดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 152, 153, 154, 157 ประกอบมาตรา 83, 84, 86, 90, 91 และความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ มาตรา 3, 4, 8, 9, 10, 11 และให้จำเลยทั้งหมดร่วมกันชดใช้เงิน 14,862,254,865.94 บาท คืนแก่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล

ฟ้องหารายได้ผิดกฎหมาย

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกระทงต่างกัน คือ การให้สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลออกสลากพิเศษแบบเลขท้าย 2 และ 3 ตัว ซึ่งมีมติฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของ พ.ร.บ.สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล แสดงเจตนาว่าต้องการแสวงหาประโยชน์ในการดำเนินงาน โดยเมื่อวันที่ 8 ก.ค. 46 ครม.มีมติดำเนินโครงการออกสลากพิเศษตั้งแต่งวดวันที่ 1 ส.ค. 46-26 พ.ย. 49 และจัดการรายได้ของเงินจากการออกสลากหลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้วไปจ่ายคืนสู่สังคม และใช้ในงานสาธารณกุศลต่างๆ เป็นการลงมติที่ฝ่าฝืน พ.ร.บ.เงินคงคลัง และ พ.ร.บ.สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล การปฏิบัติหน้าที่ ครม.การมีมติให้นำเงินของรัฐออกไปใช้ โดยไม่มีสิทธิที่จะนำออกไปใช้ หรือมีมติให้นำออกไปใช้ได้นั้น ก่อให้เกิดความเสียหายแก่สำนักงานสลากหน่วยงานของรัฐ เป็นการทุจริตเข้าลักษณะที่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157

เปิดรายชื่อจำเลยดัง

สำหรับจำเลยทั้ง 47 คนที่น่าสนใจมีดังนี้ ในส่วนของคณะรัฐมนตรี ประกอบด้วย จำเลยที่ 1 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จำเลยที่ 9 ร.อ.สุชาติ เชาว์วิศิษฐ อดีต รมว.คลัง จำเลยที่ 10 นายวราเทพ รัตนากร อดีต รมช.คลัง จำเลยที่ 21 นายอดิศัย โพธารามิก อดีต รมว.พาณิชย์ ในส่วนของข้าราชการประกอบด้วยจำเลยที่ 31 นายสมใจนึก เองตระกูล อดีตปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล จำเลยที่ 32 นายศุภรัตน์ ควัฒน์กุล อดีตปลัดกระทรวงการคลัง และในส่วนของกรรมการสลากกินแบ่งประกอบด้วย จำเลยที่ 33 นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช ผู้แทนกระทรวงมหาดไทย จำเลยที่ 34 นายพรชัย นุชสุวรรณ ผู้แทนสำนักงบประมาณ จำเลยที่ 35 น.ส.สุรีพร ดวงโต ผู้แทนกรมบัญชีกลาง จำเลยที่ 36 นายวุฒิพันธุ์ วิชัยรัตน์ ผู้แทนสำนักงบประมาณ จำเลยที่ 37 พล.ต.อ.สมบัติ อมรวิวัฒน์ จำเลยที่ 38 นายกำธร ตติยกวี จำเลยที่ 39 นางสตรี ประทีปะเสน ผู้แทนสำนักงบประมาณ จำเลยที่ 40 นายชัยฤกษ์ ดิษฐอำนาจ ผู้แทนกระทรวงมหาดไทย จำเลยที่ 41 นายณัฐวิช อินทุภูมิ ผู้แทนสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย จำเลยที่ 42 นายชัยวัฒน์ พสกภักดี ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล จำเลยที่ 43 พล.ต.ต.สุรสิทธิ์ สังขพงศ์ ผู้อำนวยสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ในฐานะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล จำเลยที่ 47 นางอรอนงค์ มณีกาญจน์ ผู้แทนกรมบัญชีกลาง

อดีต รมต.ทยอยฟังคำตัดสิน

ผู้สื่อข่าวรายงานถึงบรรยากาศการพิจารณาคดีหวยบนดินที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองว่า ก่อนการพิจารณาคดีหวยบนดินจะเริ่มต้น บรรดาจำเลยในคดีดังกล่าวทยอยเดินทางมาถึงศาลฎีกาฯ เพื่อรับฟังคำวินิจฉัย โดย พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกรัฐมนตรี เดินทางมาถึงเป็นคนแรกในเวลา 12.10 น. ตามด้วยนายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย และนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีต รมว.ยุติธรรม ขณะที่นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี พานางจิราภรณ์ ฉายแสง ภรรยา มาให้กำลังใจ เช่นเดียวกับคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีต รมว.สาธารณสุข ควงคู่มากับนายสมยศ ลีลาปัญญาเลิศ สามี โดยนายจาตุรนต์และคุณหญิงสุดารัตน์ได้รับช่อกุหลาบสีแดงจากกลุ่มคนเสื้อแดงประมาณ 10 คนที่ปักหลักรอให้กำลังใจอยู่บริเวณหน้าอาคารศาลฎีกา ต่อมาเวลา 14.00 น. นายเนวิน ชิดชอบ อดีต รมช.เกษตรฯ เดินทางมาถึงศาลฎีกาเป็นคนสุดท้าย โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล แกนนำพรรคภูมิใจไทย ร่วมเดินทางมาด้วย ส่วนบรรยากาศรักษาความปลอดภัยมีตำรวจชุดปะฉะดะ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ชนะสงคราม กระจายกำลังรักษาความปลอดภัยรอบศาล มี พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผบก.น.1 เป็นผู้รับผิดชอบดูแลความปลอดภัย

4 จำเลยเบี้ยวศาลโดนหมายจับ

กระทั่งเวลา 14.30 น. ศาลเริ่มอ่านคำพิพากษา โดยก่อนการอ่าน ศาลได้เช็กชื่อจำเลยทั้ง 47 คนว่ามีใครมาบ้าง ปรากฏมี 4 คนไม่มาประกอบด้วย นายอดิศัย โพธารามิก อดีต รมว.พาณิชย์ จำเลยที่ 21 นายสมใจนึก เองตระกูล อดีตปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานบอร์ดสำนักงานสลากฯ จำเลยที่ 31 พล.ต.ต.สุรสิทธิ์ สังขพงศ์ อดีต ผอ.สำนักงานสลากฯ จำเลย 43 ร.อ.สุชาติ เชาว์วิศิษฐ อดีต รมว.คลัง จำเลยที่ 9 โดยศาลให้ออกหมายจับให้มาฟังคำพิพากษาในวันที่ 18 พ.ย.นี้ และให้ยึดเงินประกันของ ร.อ.สุชาติและนายอดิศัยจำนวน 2 ล้านบาท ส่วนนายสมใจนึกและ พล.ต.ต.สุรสิทธิ์ให้ยึดเงินประกันคนละ 5 แสนบาท สำหรับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จำเลยที่ 1 ศาลให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความชั่วคราว

ชี้ คตส.-ป.ป.ช.มีอำนาจฟ้องคดี

ศาลพิเคราะห์ปัญหาว่าฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่าในคำฟ้องโจทก์ระบุรายละเอียดชัดเจนว่าใครมีอำนาจหน้าที่อย่างไร ต้องรับผิดในมาตราใด องค์คณะจึงมีมติเอกฉันท์ว่าฟ้องโจทก์บรรยายละเอียดชัดเจนแล้ว ส่วนที่ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่าตามประกาศคปค.ฉบับที่ 30 ให้อำนาจโจทก์ที่จะฟ้องคดี แม้อัยการสูงสุดจะมีความเห็นแตกต่าง โดยคณะกรรมการตรวจสอบฯ (คตส.) มีอำนาจในการตรวจสอบกรณีเห็นข้อทุจริตในการสัญญาจัดซื้อจัดจ้างว่าเอื้อประโยชน์โดยมิชอบ  หรือการหลบเลี่ยงภาษี ซึ่งข้อต่อสู้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น รวมถึงการลงชื่อที่จำเลยอ้างว่าโจทก์ลงชื่อไม่ครบ  12 คน เห็นว่าการที่กรรมการไต่สวนลงชื่อไว้ 10 คน เกินกว่ากึ่งหนึ่งของคณะกรรมการทั้งหมด จึงมีอำนาจลงชื่อฟ้องคดี และ อนุกรรมการไต่สวนสามารถตรวจสอบบุคคลที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม นอกเหนือจากกรรมการไต่สวนมีคำสั่งให้ตรวจสอบได้ และ ป.ป.ช.มีอำนาจเข้ามาเป็นคู่ความแทน คตส. องค์คณะจึงมีมติเสียงข้างมากว่าโจทก์มีอำนาจฟ้อง

หวยบนดินไม่ใช่สลากกินแบ่ง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 31, 33, 35, 37, 41, 42 ที่เป็นบอร์ดกองสลาก ที่มีมติในที่ประชุมเสนอให้ ครม.มีมติออกโครงการหวยบนดิน เพื่อนำเงินคืนสู่สังคม โดยยกเว้นภาษี มีความผิดหรือไม่ เห็นว่าตาม พ.ร.บ.สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล มาตรา 5 ระบุว่าวัตถุประสงค์ในการออกสลากเพื่อนำรายได้เข้าสู่แผ่นดิน  นอกจากนี้ยังมีการกำหนดวิธีการออกสลากอย่างชัดเจน การเก็บเงิน การใช้เงิน การแบ่งสัดส่วนรายได้อย่างชัดเจน เห็นได้ว่าเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ตั้งสำนักงานกองสลากเพื่อหารายได้ให้แผ่นดิน  อีกทั้งจะมีการลดรางวัลหากงวดใดจำหน่ายสลากกินแบ่งฯไม่หมด ดังนั้น สำนักงานสลากฯจึง ไม่มีทางขาดทุน แต่สลากบนดินแตกต่างจากสลากกินแบ่งรัฐบาลที่มีโอกาสขาดทุน ดังนั้นหวยบนดินจึงไม่ใช่สลากกินแบ่งฯ ตาม พ.ร.บ.สลากกินแบ่ง ดังนั้น การกระทำของสำนักงานสลากกินแบ่งฯต้องอยู่ภายใต้กฎหมายฉบับนี้ด้วย แม้โครงการหวยบนดินจะคืนเงินสู่สังคมทั้งการแพทย์ การศึกษา ศาสนา และอื่นๆ แต่เนื้อหาแตกต่างจากการออกสลากพิเศษ เมื่อไม่ได้กำหนดการออกสลากเลขท้าย 2 ตัว 3 ตัวไว้อย่างชัดเจน จึงไม่ใช่การออกสลากการกุศลตามที่จำเลยกล่าวอ้าง แต่เป็นภาระที่กองสลากต้องออกสลาก เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เห็นได้ว่าจำเลยทั้ง 6 คนดังกล่าวมีมติเสนอโครงการให้ ครม.นั้น เป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.สำนักงานสลากฯ มาตรา 5 และมาตรา 9

มติ ครม.ขัดกฎหมายกองสลาก

มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ครม.มีหน้าที่บริหารราชการบ้านเมือง เป็นข้าราชการการเมืองตามกฎหมาย การที่ ครม.มีมตินั้นฝ่าฝืน พ.ร.บ.สำนักงานสลากฯ มาตรา 5 และ 9 หรือไม่ เห็นว่าตามที่วินิจฉัยว่าสลากบนดินไม่อยู่ในวัตถุประสงค์ตามมาตราดังกล่าว ไม่ใช่สลากการกุศล แม้จำเลยอ้างว่าการออกหวยบนดินเกิดขึ้นในช่วงปราบปรามหวยใต้ดิน และผู้มีอิทธิพล มติ ครม.ตั้งอยู่ในกรอบของกฎหมาย มติ ครม.ไม่มีสิทธิฝ่าฝืนกฎหมายได้ มติ ครม.ที่เห็นชอบอนุมัติให้ออกสลากบนดินโดยไม่มีการแก้กฎหมายมารองรับ องค์คณะจึงมีมติเสียงข้างมากว่ามติ ครม.ในการออกโครงการดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.สลากฯมาตรา 7 และ 9

ข้ออ้างคืนเงินสู่สังคมฟังไม่ขึ้น


มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า มติ ครม.ที่ให้นำเงินคืนสู่สังคม เป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.คงคลัง มาตรา 4 และ 13 และ พ.ร.บ.สำนักงานสลากฯ มาตรา 23 และ 27 หรือไม่ สำนักงานสลากฯมีหน้าที่นำรายได้จากการจำหน่ายสลากส่ง บัญชีคงคลัง เมื่อหวยบนดินไม่ใช่สลากตามที่วินิจฉัยแล้ว แต่ไม่มีการนำมาเป็นเงินสำรองหรือส่งเข้าบัญชีคลังนำรายได้เข้าแผ่นดิน แต่สำนักงานสลากฯเป็นผู้ออกสลาก 2 ตัว 3 ตัวตั้งแต่ต้น องค์คณะมีมติเสียงข้างมากว่า กรณีที่ ครม.มีมตินำเงินคืนสู่สังคมเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.คงคลัง และ พ.ร.บ.สำนักงานสลากฯ

กองสลากฯเสี่ยงขาดทุน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า การที่ ครม.มีมติยกเว้นภาษี เป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชกฤษฎีกา ในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากรหรือไม่ เห็นว่าพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวบัญญัติว่า กรณียกเว้นภาษีต้องเป็นการออกสลากงวดพิเศษเท่านั้น สลากบนดิน 2 ตัว 3 ตัว ไม่ใช่สลากการกุศล แม้จะนำเงินคืนสู่สังคมและเป็นโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมก็ตาม แต่วิธีการแตกต่างจากสลากการกุศล ทั้งวิธีการ รูปแบบ ไม่มีการกำหนดให้ชัดเจน และกำหนดจำนวนเงินที่แน่นอนเป็นเงินรางวัล ส่งผลให้สำนักงานสลากเสี่ยงต่อความเสียหาย ทั้ง ครม.ยังมอบภารกิจให้สำนักงานสลากทำการนอกวัตถุประสงค์ แม้จำเลยอ้างว่ามีเจตนาดี  หาทำให้โครงการนี้ได้รับการยกเว้นตามประมวลรัษฎากรด้วยไม่ ส่วนการลดหย่อนภาษีตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 17 ออกตาม พ.ร.บ.การพนันนั้น เป็นการลดหย่อนเพื่อนำรายได้ไปใช้ในการกุศล แต่หวยบนดินมีลักษณะเหมือนหวยใต้ดิน จึงเห็นสมควรพิจารณาว่าเป็นสลากกินรวบหรือไม่ ศาลฎีกาเคยมีคำวินิจฉัยในกรณี หวยใต้ดินว่า มีลักษณะเป็นสลากกินรวบ โดยให้เลขรางวัลตรงกับรางวัลที่ 1 ของสลากกินแบ่ง

"สมใจนึก-ชัยวัฒน์" ผิด ม.157

มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2-30 เป็นส่วนของคณะรัฐมนตรี ที่ร่วมประชุมมีมติ ครม.มีเจตนาร่วมกับจำเลยที่ 31, 33, 35, 37, 41, 42 หรือเป็นผู้ใช้กระทำผิดให้เสียหายต่อผู้ใดหรือไม่ เห็นควรพิจารณาในส่วนของจำเลยทั้ง 6 ที่ร่วมมติเสนอโครงการดังกล่าวก่อน ได้ความจากการไต่สวนว่า จำเลยที่ 1 เรียกให้จำเลยที่ 31 และ 42 ผอ.สำนักงานสลากไปพบ พร้อมสั่งให้เร่งดำเนินการออกสลากพิเศษ 2 ตัว 3 ตัวโดยด่วน โดยจำเลยที่ 10 เป็นผู้เสนอให้จำเลยที่ 1 โดยไม่ผ่าน ครม. แต่เสนอเป็นวาระเพิ่มเติม กระทั่งสำนักงานสลากออกหวย 2 ตัว 3 ตัวตั้งแต่งวดวันที่ 1 ส.ค. 46-26 พ.ย. 49 รวม 80 งวด ก่อนมีการยกเลิก เห็นว่าจำเลยที่ 31 เป็นประธาน มีจำเลยที่ 42 เป็น ผอ. มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง ย่อมต้องมีความเข้าใจวัตถุประสงค์การตั้งสำนักงานสลากเป็นอย่างดีว่าหาเงินเป็นรายได้แผ่นดินตามกรอบที่กฎหมายวางไว้ ไม่ใช่ตามอำเภอใจของผู้บริหารหรือรัฐ การออกหวยบนดินไม่อาจทำได้ แม้ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้เรียกจำเลยที่ 31 และ 42 ให้ไปพบเพื่อออกสลากก็ตาม แต่จำเลยทั้ง 2 น่าจะทัดทาน ทักท้วงการสั่งการที่ไม่ชอบดังกล่าว หรือเสนอแนะ แต่กลับมีการดำเนินการ แม้จำเลยที่ 31 และ 42 จะอ้างว่าเป็นการดำเนินการเพื่อปราบปรามหวยใต้ดิน และผู้มีอิทธิพล แต่จำเลยทั้ง 2 ต้องทราบว่า การดำเนินการใดๆต้องอยู่ภายใต้เจตนารมณ์ของกฎหมาย ก่อนมีมติ ครม.ในการออกโครงการดังกล่าว ก็มีเสียงคัดค้านท้วงติงจาก ส.ว. แต่จำเลยที่ 31 และ 42 หาได้ดำเนินการอย่างไรไม่ เห็นว่าจำเลยที่ 31 และ 42 ดำเนินการโดยไม่ผ่านวิธีงบประมาณแผ่นดิน ไม่คำนึงว่าระบบการออกสลากจะเสี่ยงต่อการขาดทุน ดังนั้นการกระทำของจำเลยที่ 31 และ 42 จึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดโดยทุจริต

รัฐมนตรีอื่นหลุดบ่วง

ส่วนจำเลยที่ 32, 33, 35, 37, 41 แม้ร่วมมีมติด้วย แต่เชื่อว่าไม่มีส่วนรับรู้ตั้งแต่แรก และได้รับผิดชอบในสำนักงานสลากฯโดยตรง จึงลงมติโดยเชื่อว่าสามารถกระทำได้ ส่วนจำเลยที่ 2-30 นั้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่ากระทำผิดฝ่าฝืนกฎหมายหรือไม่ ในการมีมติ ครม.เห็นว่าจำเลยที่ 10 ในฐานะ รมช.คลัง กำกับดูแลสำนักงานสลากฯมีหน้าที่โดยตรง ย่อมศึกษา มีความเข้าใจเจตนารมณ์ การตั้ง บทบาทหน้าที่ของสำนักงานสลากฯเป็นอย่างดี เมื่อนายคำนวณ ชโลปถัมภ์ ทักว่าให้แก้กฎหมาย จำเลยที่ 10 กลับไม่ดำเนินการ เพราะจะทำให้เงินรายได้ตกเป็นของแผ่นดิน ทำให้เกิดความยุ่งยากในการเบิกจ่ายเงินมากขึ้น การกระทำของจำเลยที่ 10 เป็นการละเว้นปฏิบัติ หน้าที่ ทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด โดยมิชอบและทุจริต ถือว่าเป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 31 และ 42 แต่เนื่องจากจำเลยที่ 42 เป็นพนักงานองค์การของรัฐ จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุน และปฏิบัติหน้าที่มิชอบ สำหรับคณะรัฐมนตรีที่ร่วมประชุม เชื่อว่าจำเลยที่ 2-30 คณะรัฐมนตรีไม่ได้ศึกษาและรับผิดชอบโดยตรง เมื่อบอร์ดกองสลากฯชี้แจงว่าทำได้ตามกฎหมาย จึงมีมติไปตาม ธรรมเนียมปฏิบัติของการประชุม เป็นการขาดเจตนาพิเศษร่วมกับจำเลยที่ 10 โดยในส่วนจำเลยที่ 9 เพียงแต่ลงลายมือชื่อเท่านั้น ฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2-9 และจำเลยที่ 11-30 ร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ 10 จึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่ามีรัฐมนตรีรายอื่นอยู่ในห้องประชุม ครม.หรือไม่

บอร์ดกองสลากฯไม่ผิดยักยอก

มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 32, 34, 36, 38, 39, 40, 43-47 ร่วมกันประชุมให้จ่ายเงินคืนสู่สังคม เป็นการฝ่าฝืนกฎหมายหรือไม่ เห็นว่าจำเลยดังกล่าวเป็นบอร์ดกองสลากฯ มีมติอนุมัติจ่ายเงินคืนสู่สังคม ซึ่งเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการ ไม่มีทุจริตหรือยักยอกแต่อย่างใด องค์คณะจึงมีมติเสียงข้างมากว่า จำเลยที่ 32, 34, 36, 38, 39, 40, 43-47 ไม่มีความผิดตามฟ้อง

จำคุกวราเทพ-สมใจนึก-ชัยวัฒน์ 2 ปี

มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าจำเลย 10, 31 และ 42 ต้องคืนเงินจำนวน 14,862,254,865.94 บาท แก่สำนักงานสลากฯหรือไม่ เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจำเลยไม่มีความผิดฐานยักยอกทรัพย์ องค์คณะจึงมีมติเอกฉันท์ว่าจำเลยทั้ง 3 ไม่ต้องชดใช้เงินคืนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 ประกอบ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาว่าจำเลยที่ 10 และ 31 มีความผิดตามกฎหมายอาญามาตรา 157 และ 83 ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 10 เป็นเวลา 2 ปี ปรับ 2 หมื่นบาท ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 31 เป็นเวลา 2 ปี ปรับ 1 หมื่นบาท ส่วนจำเลยที่ 42 มีความผิดตามกฎหมายอาญามาตรา 157 และ 86 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การ หรือหน่วยงานของรัฐ มาตรา 11 อันเป็นการกระทำกรรมเดียว ผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานของรัฐ มาตรา 11 อันเป็นบทหนักสุด ลงโทษจำคุก 2 ปี ปรับ 1 หมื่นบาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยกระทำผิดมาก่อน โทษจำคุกจำเลยทั้ง 3 ให้รอการลงโทษมีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 ส่วนจำเลยที่ 2-9, 11-30, 32-41, 43-47 ให้ยกฟ้อง

อดีต ครม.ระรื่นหลุดคดี

ภายหลังศาลอ่านคำพิพากษาเสร็จสิ้นลง จำเลยในคดีหวยบนดินซึ่งส่วนใหญ่เป็นอดีต ครม.สมัยรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ทยอยลงจากตึกมาขึ้นรถเดินทางกลับ ทุกคนมีสีหน้ายิ้มแย้มโล่งอก ท่ามกลางพรรคพวกเพื่อนฝูงที่มาจับมือแสดงความยินดี โดยตัวแทนจากสมาคมคนพิการผู้ค้าสลากแห่งประเทศไทย ได้มอบดอกไม้เป็นกำลังใจให้กับนายวราเทพ รัตนากร อดีต รมช.คลัง และ นายชัยวัฒน์ พสกภักดี อดีต ผอ.สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล โดยนายชัยวัฒน์กล่าวกับตัวแทนสมาคมคนพิการผู้ค้าสลากแห่งประเทศไทยว่า "ตอนฟังคำพิพากษารู้สึกใจหวิวๆ และตอนนี้มือยังเย็นๆอยู่เลย" ขณะที่นางระเบียบรัตน์ พงษ์พานิช เข้าไปหอมแก้มแสดงความยินดีกับนายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช สามี

"วราเทพ" ยอมรับคำตัดสินศาล

นายวราเทพ รัตนากร อดีต รมช.คลัง ให้สัมภาษณ์ ด้วยสีหน้าเคร่งเครียดภายหลังศาลฎีกาฯพิพากษามีความผิดคดีหวยบนดิน ให้จำคุก 2 ปี ปรับ 2 หมื่นบาท แต่ ให้รอลงอาญา 2 ปีว่า เคารพในคำตัดสินศาล คิดว่าศาลให้ความกรุณาในการพิจารณาอย่างยุติธรรมแล้ว แต่ ประเด็นที่อยากพูดคือสิ่งที่ทำไปทั้งหมดเป็นการทำตามหน้าที่ในการแก้ปัญหาผู้มีอิทธิพลหวยใต้ดินที่ไม่มีรัฐบาลใดมาแก้ แต่รัฐบาลขณะนั้นมาแก้ไขจนเห็นผลเป็นรูปธรรม 2 ข้อ คือ 1. ปัญหาเจ้ามือหวยใต้ดินลดลง 2. นำเงินรายได้ ให้เด็กยากจนทั่วประเทศ เพียงแต่มีปัญหาเรื่องข้อกฎหมาย ที่รัฐบาลขณะนั้นมองข้อกฎหมายในการดำเนินการแตกต่างจากการพิจารณาคดีวันนี้ จึงอยากให้รัฐบาลชุดปัจจุบันเร่งแก้ปัญหาเรื่องนี้โดยด่วน ให้สามารถดำเนินการเรื่องหวยบนดินได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อทำลายธุรกิจนอกระบบจำนวนหลายแสนล้านบาทต่อปี

บี้รัฐบาลทำหวยบนดินต่อ

นายวราเทพกล่าวว่า  ไม่รู้สึกเสียดายที่ได้ทำโครงการนี้ แม้จะมีปัญหาเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ไม่ใช่การแสวงหาประโยชน์เพื่อตัวเองหรือพวกพ้อง ตนไม่เสียใจแม้แต่น้อย หากจะเสียใจก็คงเป็นที่โครงการที่เคยแก้ปัญหาไว้ยังมีปัญหาอยู่ในปัจจุบัน จะดีใจมากถ้ารัฐบาลปัจจุบันเร่งแก้ปัญหานี้โดยด่วน ผู้สื่อข่าวถามว่า มองว่าหวยบนดินยังจำเป็นอยู่ในสังคมไทยใช่หรือไม่ นายวราเทพตอบว่า วันนี้ไม่ว่าจะถามผลสำรวจโพลหรือความเห็นนักวิชาการก็ยืนยันตรงกันว่าไม่สามารถเลิกโครงการหวยบนดินได้ นอกจากจะไม่ยอมรับความจริงกัน ส่วนโอกาสที่โครงการหวยบนดินจะเกิดขึ้นใหม่หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับรัฐบาล ถ้าเห็นว่าไม่ใช่ธุระก็อาจละเลยไม่รับผิดชอบ

ด้านคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีต รมว. สาธารณสุข กล่าวว่า ตอนอยู่ในห้องพิจารณาคดีเห็นนายวราเทพตาแดงๆ ดูแล้วน่าสงสาร ขณะที่นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ได้คุยกับนายวราเทพก่อนหน้านี้ ยืนยันว่าจะมาฟังคำพิพากษา เพราะคิดว่าไม่ผิดอะไร หากจะทำอะไรก็ทำ เมื่อถามว่าตอนฟังคำพิพากษา นายวราเทพตาแดงร้องไห้หรือไม่ นายเสริมศักดิ์ตอบว่า ไม่ร้องไห้ แต่คิดว่าน้ำตาตกใน

คตส.บอกทำดีที่สุดแล้ว

นายสัก กอแสงเรือง อดีตกรรมการ คตส. กล่าวหลังทราบผลการพิพากษาว่า ไม่ขอวิจารณ์คำพิพากษาของศาล เพราะขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล ตนไม่มีความเห็นใดๆ คตส.ถือว่าจบ ทำหน้าที่ดีที่สุดแล้ว

ข่าวแนะนำ

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพุธที่ 25 พฤศจิกายน 2563 เวลา 09:51 น.