ข่าว
100 year

แนะเอกชนเร่งปรับตัวสู้โลก ชี้ประเทศไทยเผชิญความเสี่ยงรอบใหม่

ไทยรัฐออนไลน์9 เม.ย. 2563 01:10 น.
SHARE

“สมพล” แจงเศรษฐกิจไทยเผชิญความเสี่ยงรูปแบบใหม่ที่รวดเร็ว รุนแรง เชื่อมโยงถึงกัน แนะเร่งเพิ่มมูลค่าการค้า-เศรษฐกิจสู้ รุกท่องเที่ยว ขณะที่ “กานต์” เอกชนต้องปรับตัวเปลี่ยนตัวเองไปตามแนวทางของโลก สร้างแบรนด์ไฮเทคให้ต่างประเทศเชื่อมั่นสินค้าไทย

นายสมพล เกียรติไพบูลย์ อดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์ และประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยระหว่างการปาฐกถาพิเศษเรื่อง “ความท้าทายของการค้าไทยทศวรรษหน้า” ในโอกาสกระทรวงพาณิชย์ครบรอบ 93 ปี ว่า ในช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ดีมาโดยตลอด โดยมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ขยายตัวจาก 5 ล้านล้านบาท เป็น 10 ล้านล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้ เป็นจีดีพีภาคเกษตร 11.5% จีดีพีภาคอุตสาหกรรม 31.5% และจีดีพีภาคบริการ 51% ถือเป็นการพัฒนาที่ถูกทาง เพราะมีจีดีพีด้านบริการมากขึ้น แต่รายได้ต่อหัวยังต่ำมาก และยังไม่กระจายตัว ซึ่งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เพิ่มจาก 2,000 เหรียญสหรัฐฯ ต่อคนต่อปีเป็นกว่า 5,000 เหรียญฯต่อคนต่อปี แต่ยังห่างไกลจากประเทศที่มีรายได้สูงที่ 12,000 เหรียญฯต่อคนต่อปี

ขณะเดียวกัน ด้านการค้าต่างประเทศ ถือว่าพัฒนามาถูกทางเช่นกัน เพราะมีการกระจายตัวของตลาดและสินค้าอย่างกว้างขวาง โดยในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา สัดส่วนการส่งออกของไทยไปตลาดเดิม และตลาดใหม่ อยู่ที่ 60 ต่อ 40 แต่ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา สัดส่วนเปลี่ยนเป็น 50 ต่อ 50 และปัจจุบันอยู่ที่ 30 ต่อ 70 ซึ่งแสดงว่าไทยลดการพึ่งพาตลาดเดิม และหันมาส่งออกไปตลาดใหม่มากขึ้น แต่แม้ว่าไทยจะมีการส่งออกขยายตัวมากขึ้น แต่สัดส่วนการค้าของไทยมีเพียงแค่ 1.25% ของโลกเท่านั้น จึงยังมีช่องทางที่จะขยายตัวได้อีกมาก

ชี้เศรษฐกิจไทย “ตกท้องช้าง”


“ตอนนี้ พูดกันมากถึงกราฟในรูปแบบ สไมล์ เคิร์ฟ (กราฟเป็นรูปยิ้ม) แต่ไทยอยู่ตรงข้างล่าง ซึ่งเป็นท้องช้าง ตรงที่เป็นผู้ผลิตและประกอบ เหมือนกับเรากินน้ำใต้ศอกเขา เพราะเราไม่ได้พูดถึงการวิจัยและพัฒนาการใช้นวัตกรรมในการผลิตสินค้าให้มีมูลค่าเพิ่ม (อินโนเวชั่น) การออกแบบ (ดีไซน์) และการทำตราสินค้าของตนเอง (แบรนดิ้ง) ดังนั้น ต้องมาคิดแล้วว่า จะทำอย่างไรเพื่อให้กราฟของไทยขึ้นไปให้ได้ เรามีจุดอ่อนอย่างไรที่เราไปไม่ถึง อย่างเมื่อ 20 ปีที่แล้วการส่งออกสินค้าของไทยเป็นอย่างไร ปัจจุบันก็ยังเป็นอย่างนั้น แทบไม่มีการเปลี่ยนแปลง หรือผลิตสินค้าให้มีมูลค่าเพิ่ม อย่างอุตสาหกรรมไก่เห็นได้ชัด จากเมื่อก่อนส่งออกไก่สดแช่แข็ง แต่ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นไก่แปรรูปมากขึ้น ทำให้ได้เงินเข้าประเทศมากขึ้น”

ดังนั้น โจทย์ใหญ่ของประเทศในขณะนี้คือ ต้องทำอย่างไรจึงจะก้าวให้ทันโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงมาก จึงอยากให้กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการสร้างแวลู ครีเอชั่น อีโคโนมี (เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ) เพราะเป็นเรื่องสำคัญมากที่จะทำให้ไทยหลุดพ้นจากกราฟท้องช้าง เพราะไทยยังมีจุดอ่อนอยู่ที่ความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะของภาครัฐ ระดับการศึกษา ความพร้อมด้านเทคโนโลยี กฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ ที่ไม่เอื้ออำนวย และการบริหารงานต่างๆ ของภาครัฐ ที่ยังไม่มีประสิทธิภาพ

นายสมพลกล่าวต่อว่า ความท้าทายในด้านการค้าของไทยในอนาคตมีหลายประเด็นที่ไทยต้องเตรียมให้พร้อม โดยขณะนี้ชาวโลกมองว่าปัญหาของมวลมนุษย์ชาติ มาจากความเสี่ยงด้านต่างๆ เช่น สิ่งแวดล้อม ปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ปัญหาโลกร้อน ซึ่งไทยต้องผลิตสินค้าให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพราะโลกให้ความสำคัญในเรื่องนี้มาก อีกทั้งยังมีเรื่องเทคโนโลยีที่ทุกวันนี้ไปไกลมาก และทุกคนล้วนแต่พึ่งเทคโนโลยี ถ้าวันใดที่เทคโนโลยีล่ม โลกจะวุ่นวายมาก ดังนั้น จึงต้องคิดเผื่อไว้ด้วยว่า ถ้าล่มแล้วจะเป็นอย่างไร หาทางแก้ไขไว้ล่วงหน้า ไม่เช่นนั้นจะเกิดผลกระทบที่แรงมาก นอกจากนี้ ยังมีเรื่องการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าเกษตรและพลังงาน การกระจายรายได้ ความล้มเหลวของระบบการเงิน กฎระเบียบต่างๆ ที่จะออกมากีดกันการค้ากันมากขึ้น  รวมถึงเรื่องของคุณภาพสินค้าด้วย เพราะในศตวรรษที่ 21 เป็นศตวรรษแห่งคุณภาพ ใครเริ่มช้าตายแน่นอน ใครหลุดจากคุณภาพ คนนั้นจะตกโลกทันที

เตรียมรับมือผลกระทบข้ามโลก


“โลกข้างหน้า อยากให้ความสนใจกับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น และความเสี่ยงต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องรุนแรง รวดเร็ว เชื่อมโยง และคาดไม่ถึง อย่างเมื่อวานนี้ เกิดเหตุจลาจลที่อียิปต์ แต่วันนี้ผลกระทบมาถึงไทยแบบไม่รู้ตัว หรืออย่างอินโดนีเซียเข้มงวดแบงก์พาณิชย์ แต่มากระทบตลาดทุนไทย บางทีเชื่อมโยงโดยไม่มีเหตุผล เราก็ไม่รู้จะแก้ยังไง ดังนั้น ต้องเผื่อการแก้ปัญหาไว้เรื่อยๆ เพราะเขาชกใต้เข็มขัด เราก็แก้ไม่ได้คาดไม่ถึง เป็นเรื่องน่ากลัวมาก”

นอกจากนี้ ยังต้องการให้กระทรวงพาณิชย์เน้นในเรื่องที่เราได้เปรียบมาก โดยเฉพาะการผลิต การค้า และการแปรรูปสินค้าเกษตร ซึ่งจะทำให้ไทยอยู่รอดได้ด้วยสินค้าเกษตร เพราะมีสินค้าเกษตรที่เป็นอาหารและไม่ใช่อาหาร ซึ่งพืชที่เป็นอาหารก็เป็นทั้งพืชพลังงานทดแทนและไม่ใช่พลังงาน จึงยังมีช่องว่างจะขยายเพิ่มมูลค่าได้อีกมหาศาล ขณะเดียวกัน ความอยู่รอดของไทยเรื่องที่ 2 คือ การท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวไทยปีละ24 ล้านคน หรือเฉลี่ยเดือนละ 2 ล้านคน ทำให้มีการบริโภคมโหฬาร และคนพวกนี้จะช่วยเรื่องการส่งออกได้ เพราะเห็นสินค้าไทยก็กลับไปโปรโมตที่ประเทศเขา กระทรวงพาณิชย์ต้องจับมือกับกระทรวงท่องเที่ยวและการกีฬา และการท่องเที่ยวแห่ง ประเทศไทย (ททท.) ผลักดันการค้า เพราะนักท่องเที่ยว 24 ล้านคน สามารถเป็นมาร์เก็ตติ้ง อาร์มให้ไทยได้

ถาม “แบรนด์ไฮเทค” ไทยมีอะไรบ้าง

ด้านนายกานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าแนวโน้มของโลกขณะนี้มุ่งไปทางสังคมผู้สูงอายุ การผลิตและการค้าสินค้าสีเขียวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการผลิตสินค้าที่ใช้นวัตกรรมและมีมูลค่าเพิ่ม ถ้าธุรกิจใดไปตามแนวทางนี้จะอยู่รอด ถ้าไม่ใช่ก็อาจตายได้ ซึ่งธุรกิจของเอสซีจีดำเนินการตามแนวทางนี้มาโดยตลอด

“ก้าวต่อไปของโลกจะแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น เราต้องเตรียมตัวตั้งแต่วันนี้ให้พร้อม ต้องเปลี่ยนตัวเอง ผลิตสินค้าไปตามแนวทางของโลก สร้างตราสินค้าของตนเองให้มีมูลค่าเพิ่ม และทำให้ชาวโลกได้รู้จัก อย่างไต้หวัน มีเอเซอร์ (Acer) เกาหลีใต้มีเยอะมากแต่ไทยยังไม่มีอะไรเลย เราพ้นจากประเทศที่ใช้แรงงานเข้มข้นมาแล้ว ต่อไปจะใช้หุ่นยนต์แทนแรงงานคน ดังนั้น ต้องมีการทำวิจัยและพัฒนา มีอินโนเวชันมากๆ มองว่า การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาทต้องเกิดเพราะโครงสร้างพื้นฐานของไทยขณะนี้ล้าหลังมาก ที่สำคัญไทยต้องสร้างแบรนด์ของตัวเอง เมื่อชาวต่างชาติพูดถึงประเทศไทยต้องทำให้เขารู้สึกอยากมาเมืองไทย อยากใช้ของไทย สินค้าไทยก็ต้องมีคุณภาพดีด้วย”.

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้