ไลฟ์สไตล์
100 year

ถ่างดอกเบี้ยเงินกู้ทะลุ 28% คลังตั้งเจ้าหนี้นอกระบบเป็นนอนแบงก์

ไทยรัฐออนไลน์
15 ส.ค. 2556 06:00 น.
SHARE

สศค.เร่งหารือ รมว.คลัง ร่วมแก้ไข พ.ร.บ.ดอกเบี้ย เตรียมปรับเพดานเรียกเก็บดอกเบี้ยสูงสุดไม่เกิน 15% บวกค่าธรรมเนียมรวมแล้วไม่เกิน 28% ต่อปี ดึงเจ้าพ่อเจ้าแม่เงินกู้นอกระบบเข้าสู่ระบบให้ถูกต้องตามกฎหมาย ธปท.ขานรับ เงินกู้นอกระบบคิดดอกเบี้ย 5-10% ต่อเดือน หรือ 60-120% ต่อปี แพงโคตร

นายเกริก วณิกกุล รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึง แนวคิดของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในการแก้ไขหนี้สินนอกระบบด้วยการที่นิติบุคคลสามารถปล่อยกู้ให้กับประชาชนในระดับ 30,000-50,000 บาท ว่าตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนดให้การกู้ยืมทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นการให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน หรือนิติบุคคลให้กับผู้อื่นนั้น คิดอัตราดอกเบี้ยได้ไม่เกิน  15% แต่หากต้องการที่จะให้กู้ในอัตราดอกเบี้ยเกิน 15% กระทรวงการคลังก็มีอำนาจในการแก้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เพื่อกำหนดอัตราดอกเบี้ยสูงสุดเพิ่มขึ้นจาก 15% ได้

“ความพยายามที่จะให้สถาบันการเงินปล่อยกู้ให้กับผู้ที่มีรายได้น้อย โดยเฉพาะคนที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้นั้น เกิดขึ้นมาโดยตลอด และที่ผ่านมา ธปท.ได้ออกไกด์ไลน์การปล่อยสินเชื่อให้กับผู้มีรายได้น้อยหรือรายได้ไม่แน่นอน หรือ ไมโครไฟแนนซ์ แต่สถาบันการเงินมองว่า ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นสูงเกินไป ไม่สามารถปล่อยสินเชื่อในอัตราดอกเบี้ย 15% และบวกค่าธรรมเนียมรวมแล้วไม่เกิน 28% เหมือนกับที่กำหนดเก็บได้จากสินเชื่อบุคคลไม่เกิน 28% จึงไม่มีใครสนใจทำ ในขณะเดียวกัน เมื่อพิจารณาการปล่อยสินเชื่อไมโครไฟแนนซ์ทั่วโลก อัตราดอกเบี้ยที่คุ้มกับความเสี่ยงที่มีการปล่อยกันจริงอยู่ที่ 30-50% ต่อปี ซึ่งสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบัน แต่ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับการกู้หนี้นอกระบบ ที่คิดอัตราดอกเบี้ยสูงเช่น 5-10% ต่อเดือน หรือคิดเป็น 60-120% ต่อปี”

นายเกริกกล่าวว่า ปัจจุบันประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 หรือ ปว.58 ในการปล่อยสินเชื่อบุคคลในช่วงที่ผ่านมา ไม่ได้คิดดอกเบี้ยเกินกฎหมาย แต่คิดดอกเบี้ยในอัตรา 15% ต่อปี และให้คิดค่าธรรมเนียมอื่นๆได้ โดยกำหนดว่าทั้งดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมทั้งหมดไม่เกิน 28% ต่อปี ซึ่งที่ ธปท.ทำถือเป็นการเลี่ยงที่จะผิดกฎหมายแต่ในคนที่มีเงินได้ในระดับหนึ่งสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ เพราะที่ผ่านมาได้มีการเสนอให้แก้ไขกฎหมายเพื่อให้อัตราดอกเบี้ยขั้นต่ำสูงกว่า 15% แต่ไม่ได้รับการยอมรับจากสภาผู้แทนราษฎร จึงเลี่ยงมาใช้ ปว.58 และมีประชาชนผู้มีรายได้น้อยกลุ่มหนึ่งที่เข้ามากู้เงินได้ ส่วนที่สถาบันการเงินคิดแล้วว่า มีความเสี่ยงมากก็ไม่มีการปล่อยกู้

“หากจะถามว่าจะใช้ ปว.58 ต่อไป และปล่อยให้คิดค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นจนอัตราดอกเบี้ย 30-40% ทำได้หรือไม่ ก็อาจจะทำได้เพื่อให้คุ้มความเสี่ยง แต่ไม่ใช่หนทางที่ถูกต้อง เพราะการยอมให้คิดค่าธรรมเนียมมากๆ ทำให้ประชาชนที่กู้เงินงงได้ว่า สุดท้ายต้องเสียค่าใช้จ่ายเท่าไร ทางที่ดีที่สุดคือแก้ให้ชัดไปเลยว่า ยอมรับอัตราดอกเบี้ยได้เท่าไร ไม่ต้องมีค่าธรรมเนียมใช้วงเงินหรือค่าธรรมเนียมอื่นๆ มาเพิ่มให้วุ่นวาย ประชาชนก็จะได้เห็นอย่างชัดเจนว่า ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเงินกู้เท่าไหร่และรับไหวสูงสุดที่อัตราดอกเบี้ยเท่าไร ขณะที่สถาบันการเงินหรือนิติบุคคลที่จะเป็นผู้ปล่อยกู้ก็คำนวณรายได้เทียบกับความเสี่ยงได้ว่าคุ้มที่จะปล่อยหรือไม่ เพราะเคยหารือกับกระทรวงการคลังมานานแล้ว และคิดว่าครั้งนี้กระทรวงการคลังคงตัดสินใจเร่งเดินหน้าอย่างจริงจัง และ ธปท.ก็เห็นด้วย

นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า ขณะนี้ กระทรวงการคลังยังอยู่ระหว่างการหารือกับ ธปท.กรณีที่จะสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น ซึ่งเป็น 1 ใน 20 มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครึ่งปีหลังที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบเมื่อวันที่ 6 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยกระทรวงการคลังมีเป้าหมายลดการปล่อยเงินกู้นอกระบบอยู่และต้องการให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบได้ง่ายขึ้น ซึ่งปัจจุบันยอมรับว่าการปล่อยกู้นอกระบบเป็นวิธีการที่ทำง่ายที่สุดและสามารถเข้าถึงประชาชนได้ทั่วทุกหนแห่ง แต่การกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่ไม่เป็นธรรมและแพงสุดโหด ทำให้เกิดปัญหาในสังคมและแก้ไขได้ยาก

“ตอนนี้ ยังไม่ได้มีข้อสรุปที่ชัดเจน แต่ในหลักการเบื้องต้น จะเสนอเพิ่มเติมในประกาศของกระทรวงการคลัง ว่าด้วย พ.ร.บ.ดอกเบี้ย ซึ่งปัจจุบันกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่เรียกเก็บสูงสุดไม่เกิน 15% และบวกค่าธรรมเนียมได้อีกรวมแล้วไม่เกิน 28% สำหรับบุคคลและนิติบุคคล โดยจะเพิ่มอัตราดอกเบี้ยรวมให้สูงกว่าที่กฎหมายกำหนดในปัจจุบัน แต่จะเป็นอัตราดอกเบี้ยสูงสุดไม่เกินเท่าใด ต้องหารือกับ รมว.คลังก่อน”

นายสมชัยกล่าวว่า วิธีการที่ดีสุดคือ การดึงหนี้นอกระบบเข้าสู่ระบบ แต่ปัจจุบันไม่มีกฎหมายรองรับจึงนำไปสู่การแก้ไขเรื่องดังกล่าวให้อยู่ภายใต้กฎและกติกาที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ทั้งลูกหนี้และเจ้าหนี้ โดยกระทรวงการคลังจะไม่ใช้ พ.ร.บ.สถาบันการเงินภายใต้การกำกับดูแลของ ธปท.เพราะเป็นกฎหมายที่เข้มข้นเหมาะกับสถาบันการเงิน แต่จะใช้ ปว.58 เพื่อให้นิติบุคคลและบุคคลสามารถปล่อยกู้กันเองได้ หรือนอนแบงก์ (สถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร) ที่มีอยู่ใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน โดยมี พ.ร.บ.ดอกเบี้ยควบคุมเพดานดอกเบี้ยขั้นสูงสุดอีกชั้นหนึ่ง.

ข่าวแนะนำ

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ข่าวแนะนำ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันเสาร์ที่ 12 มิถุนายน 2564 เวลา 14:00 น.