โพล 87% ชี้ เปิดสภาฯ อยากคุยเรื่อง 'ปากท้อง' เกินครึึ่ง เชื่อรุนแรง

ข่าว

    โพล 87% ชี้ เปิดสภาฯ อยากคุยเรื่อง 'ปากท้อง' เกินครึึ่ง เชื่อรุนแรง

    ไทยรัฐออนไลน์

      28 ก.ค. 2556 10:33 น.

      โพล"เอแบค"87.9% ชี้ เปิดสภาฯ อยากให้คุยเรื่องปากท้องมากที่สุด เกินครึึ่ง เชื่อรุนแรงแน่ ขณะกว่า 80% ชี้ เปลี่ยนรัฐบาลก็แก้ ทุจริตคอรัปชัน ไม่ได้ แนะรัฐทำ 5 มาตรการ เพื่อความโปร่ง-ยุติธรรม


      วันที่ 28 ก.ค. นางสาวปุณฑรีก์  อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผย ผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง สถานการณ์การเมืองหลังเปิดประชุมสภา และเสียงสะท้อนของสาธารณชนต่อ พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ การทำรัฐประหาร และทางออกของประเทศ กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป ใน  17 จังหวัดของประเทศ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ปทุมธานี ลพบุรี พระนครศรีอยุธยา จันทบุรี นครสวรรค์ เพชรบูรณ์ เชียงใหม่ มุกดาหาร หนองคาย ชัยภูมิ ขอนแก่น สุรินทร์ อุดรธานี พัทลุง สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช  จำนวนทั้งสิ้น 1,987 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 20 – 27 กรกฎาคม 2556 ที่ผ่านมา โดยใช้การเลือกตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่มเชิงชั้นภูมิหลายชั้น ที่สุ่มเลือกจังหวัด อำเภอ ตำบล ชุมชน ครัวเรือน

      เมื่อสอบถามความคิดเห็นต่อสถานการณ์บ้านเมืองหลังจากเปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร พบว่า ส่วนใหญ่ หรือ ร้อยละ 59.1 คิดว่า การเมืองจะรุนแรง ในขณะที่ร้อยละ 40.9 ไม่คิดว่าการเมืองจะรุนแรง

      เมื่อสอบถามถึง สิ่งที่อยากให้มีการพูดคุยกันมากที่สุดในการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรในครั้งนี้ พบว่า อันดับที่หนึ่งคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 87.9 ระบุว่า การเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรในครั้งนี้ อยากให้พูดคุยเรื่องปัญหาปากท้องกันมากที่สุด

      เมื่อสอบถามถึงการที่ประชาชนออกมาเรียกร้องบนท้องถนน ให้เปลี่ยนรัฐบาลนั้น จะทำให้ประเทศชาติดีขึ้น หรือไม่ พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 62.7 ไม่คิดว่า ถ้าเปลี่ยนแล้วจะทำให้ประเทศชาติดีขึ้น ในขณะที่ร้อยละ 37.3 คิดว่า ถ้าเปลี่ยนแล้วจะดีขึ้น

      อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่ หรือ ร้อยละ 67.0 ไม่คิดว่า จะทำให้ประเทศชาติดีขึ้น ถ้าพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลต่อไปแล้ว ยังคงทำงานเหมือนเดิม ในขณะที่ร้อยละ 33.0 คิดว่า จะดีขึ้น นอกจากนี้ กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 65.2 ไม่คิดว่า ถ้าพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลแล้ว ประเทศชาติจะดีขึ้น แต่ร้อยละ 34.8 คิดว่าจะดีขึ้น 

      เมื่อสอบถามถึง การทำรัฐประหาร พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 83.8 ไม่คิดว่าการทำรัฐประหารจะทำให้ประเทศชาติดีขึ้น

      ที่น่าสนใจคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 80.1 ไม่คิดว่า ถ้าเปลี่ยนรัฐบาลแล้วปัญหาทุจริตคอรัปชันจะลดลง ในขณะที่ร้อยละ 19.9    คิดว่าจะลดลง อย่างไรก็ตาม ตัวอย่างส่วนใหญ่หรือร้อยละ 77.8 คิดว่า ถ้าพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลต่อไปแล้วยังคงทำงานเหมือนเดิม จะไม่สามารถทำให้ปัญหาทุจริตคอรัปชันลดลงได้ ในขณะที่ร้อยละ 22.2 คิดว่าจะลดลง อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่หรือ ร้อยละ 77.5 ไม่คิดว่า ถ้าพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลแล้วปัญหาทุจริตคอรัปชันจะลดลง ในขณะที่ร้อยละ 22.5 คิดว่าจะลดลง นอกจากนี้ กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 77.4 ไม่คิดว่าการทำรัฐประหารจะทำให้ปัญหาทุจริตคอรัปชันจะลดลง ในขณะที่ร้อยละ 22.6 คิดว่าจะลดลง

      แต่ที่น่าพิจารณาคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 83.5 คิดว่าการเปิดเผยรายละเอียดการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐบาลให้ประชาชนได้ตรวจสอบจะช่วยลดปัญหาการทุจริตคอรัปชันได้ มีเพียงร้อยละ 16.5 ไม่คิดว่าจะช่วยได้

      นอกจากนี้ ประชาชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 80.7 คิดว่า การให้ประชาชนส่วนใหญ่ในพื้นที่ประเมินผลงานเจ้าหน้าที่รัฐและใช้เสียงของประชาชนมีผลต่อการโยกย้าย ให้คุณให้โทษเจ้าหน้าที่รัฐและการจัดงบประมาณในพื้นที่ จะช่วยทำให้เจ้าหน้าที่รัฐทำงานเพื่อความสุขของประชาชนในพื้นที่ได้

      นางสาวปุณฑรีก์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้อำนวยการ กล่าวว่า จากการศึกษา พบว่า ประชาชนมีความกังวลว่า สถานการณ์ทางการเมืองจะรุนแรงขึ้นเมื่อเปิดประชุมสภาฯ ในไม่อีกกี่วันที่จะมาถึงนี้ ซึ่งสิ่งที่ประชาชนอยากให้หยิบยกมาพิจารณามากที่สุด คือการหาแนวทางร่วมเพื่อลดทอนความเดือดร้อนปัญหาปากท้องของประชาชนส่วนใหญ่ทั้งประเทศ ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลและฝ่ายการเมืองจะต้องสร้างความหวังของประชาชนให้กลายเป็นความจริง ตอบสนองการแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนได้อย่างรวดเร็วและตรงจุด เพราะการพัฒนาประเทศต้องให้ความสำคัญกับหลายปัจจัยไปพร้อมๆ กัน ไม่ใช่เพียงแค่เกมทางการเมือง

      ยิ่งไปกว่านั้น ในขณะที่สังคมไทยกำลังอ่อนไหว และเปราะบาง ถ้าฝ่ายที่มีอำนาจทางการเมืองไม่เข้มแข็ง ไม่อยู่บนครรลองครองธรรม ประชาชนส่วนใหญ่ กำลังเดือดร้อน ปัญหาทุจริตคอรัปชันยังคงเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง ขาดการเชื่อมโยงกับภาคประชาสังคมอย่างแท้จริง จนอาจเกิดสถานการณ์ที่ว่า ความสั่นคลอนและความไม่มีเสถียรภาพของรัฐบาล ยังไม่น่ากลัวเท่ากับความขัดแย้งรุนแรงบานปลาย ในหมู่ประชาชนที่ยากจะควบคุมได้ เพราะมันจะกระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชนอย่างกว้างขวาง ทางออกที่น่าพิจารณาคือ

      ประการแรก เสนอให้รัฐบาลและเจ้าหน้าที่รัฐ ทำหน้าที่เป็น “รัฐบาลสามัญชน” ที่เน้นการกระจายทรัพยากรไปยังประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศตามภูมิภาคท้องถิ่นต่างๆ และไปยังกลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐส่วนหน้าที่ทำงานสัมผัสกับประชาชน โดยไม่รวมศูนย์อยู่ที่กลุ่มคนชั้นนำในกรุงเทพมหานคร และหัวเมืองใหญ่ เพียงอย่างเดียว ต้องเชื่อมโยงกับภาคประชาสังคม ในระดับท้องถิ่นและรวดเร็ว ฉับไว ต่อการแก้ปัญหาเดือดร้อนของสาธารณชน

      ประการที่สอง เป็นรัฐบาลที่น่าไว้วางใจจากสาธารณชน โดยไม่เป็น “รัฐบาลกินรวบ” และไม่ทำให้เกิดการเข้าใจในหมู่ประชาชนว่า รัฐบาลกำลังยึดครองทั้งอำนาจฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติที่อาจก่อให้เกิดความรู้สึกว่า ออกกฎหมายเพื่อประโยชน์ของตน และพวกพ้อง และผ่านกฎหมายต่างๆ ได้เอง เพราะมีเครือข่ายพรรคพวกในระบบอย่างแน่นแฟ้น

      ประการที่สาม รัฐบาลต้องมีผลงาน “หน้าจอ” กับ “หน้าบ้าน” ของประชาชนเป็นอันเดียวกัน เพราะโครงการตามนโยบายของรัฐบาลหลายโครงการถูกนำเสนอ “หน้าจอ” ดูดี แต่ปัญหาเดือดร้อนของประชาชนที่ “หน้าบ้าน” และในบ้านของประชาชน ยังคงเหมือนเดิม ดังนั้น ต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนส่วนใหญ่ ในแต่ละชุมชนมีโอกาสประเมินผลงานของเจ้าหน้าที่รัฐ และสามารถมีส่วนสำคัญในการให้ความดีความชอบ เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งโดยตรง มากกว่าปล่อยให้การแต่งตั้งโยกย้ายเจ้าหน้าที่รัฐ เป็นไปโดยอำนาจทางการเมืองแต่ฝ่ายเดียว ที่มักใช้ตามอำเภอใจและการแทรกแซงของฝ่ายการเมือง

      ประการที่สี่ รัฐบาลและผู้ใหญ่ในสังคมที่มีบารมี มีอำนาจต้องช่วยกันทำให้สาธารณชนรักษาค่านิยมร่วม  (Common Value) แสดงเอกลักษณ์ของความเป็นไทย ที่สืบทอดกันมานับร้อยปีโดยมีเป้าหมายของชาติและผลประโยชน์ร่วมกันในหมู่ประชาชน ในขณะเดียวกัน ต้องเร่งลดทัศนคติอันตรายในหมู่ประชาชนที่ยอมรับรัฐบาลทุจริตคอรัปชัน และไม่ทำให้สาธารณชนรู้สึกไปว่า รัฐบาลชุดปัจจุบันกำลังกลายเป็นการยึดครองอำนาจเบ็ดเสร็จของตระกูลและพวกพ้องเพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุทางการเมืองที่สกัดกั้นพัฒนาการของประชาธิปไตยในสังคมไทย

      ประการสุดท้าย ใช้ความโปร่งใสแท้จริง แทนการโฆษณาชวนเชื่อถึงความโปร่งใสในการบริหารจัดการงบประมาณของรัฐและของพื้นที่โดยรัฐบาลและหน่วยงานรัฐทั้งส่วนกลางและส่วนท้องถิ่นต้องเปิดเผยรายละเอียดการใช้เม็ดเงินตั้งแต่ต้นทางเม็ดเงินจนถึงปลายทางของเม็ดเงินโดยรายละเอียดเหล่านั้นต้องทำให้สาธารณชนแกะรอยตรวจสอบได้ว่าหน่วยงานรัฐใด บริษัทใด องค์กรใด คณะบุคคลหรือบุคคลได้รับเงินไปเท่าไหร่ตั้งแต่ส่วนกลางไปยังระดับพื้นที่.

      อ่านเพิ่มเติม...

      วิดีโอแนะนำ

      ทางม้าลายปลอดภัยที่สุด?? ถ้ายังปลุกจิตสำนึกดีๆ ไม่ได้ มาดูทางม้าลายทรงนี้ ปลอดภัยแน่ 100%
      04:03

      ทางม้าลายปลอดภัยที่สุด?? ถ้ายังปลุกจิตสำนึกดีๆ ไม่ได้ มาดูทางม้าลายทรงนี้ ปลอดภัยแน่ 100%

      แท็กที่เกี่ยวข้อง

      คุณอาจสนใจข่าวนี้

      thairath-logo

      ApplicationMy Thairath

      ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
      วันอังคารที่ 25 มกราคม 2565 เวลา 16:53 น.
      ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
      เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์