ข่าว
100 year

ศิษย์สมีคําคลั่ง! เผาจยย. ประท้วงดีเอสไอ

ไทยรัฐออนไลน์19 ก.ค. 2556 09:00 น.
SHARE


จุดไฟพรึ่บกลางถนน ป่วนแจ้งวัฒนะรถติด ค้นเจออีก-รถ20คัน ซุกไวในชื่อหลายคน ถอนวีซ่าลากคอกลับ

ดีเอสไอลุยหาหลักฐานดำเนินคดีสมีคำ ลงพื้นที่ 3 จังหวัด จ.อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ เดินสายสอบร้านขายทอง เต็นท์รถ บริษัทขายรถ 4 จุด และแม่พระเลขาฯสมีฉาว เก็บข้อมูลเส้นทางทรัพย์สินโล้นฉาว แฉสมีคำนำทองแท่งทองรูปพรรณไปขายเอง 4-5 ครั้ง “ธาริต” แจงส่งหนังสือพร้อมหมายจับให้สถานทูตสหรัฐอเมริกาพิจารณาเพิกถอนวีซ่า รวมทั้ง พศ.มหาเถรสมาคมส่งเรื่องกรมการกงสุลเพิกถอนพาสปอร์ต พบรถยนต์สมีคำอีก 20 คัน มูลค่ากว่า 29 ล้านบาท ขณะที่ศิษย์คลั่งเผารถ จยย.เรียกร้องความเป็นธรรมกลางถนนหน้าดีเอสไอ ทำให้รถติดยาวเหยียด ด้าน “สุขุม” ดิ้นไม่เลิกยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สอบ “ธาริต” ให้ข่าวบิดเบือน

กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เดินหน้ารวบรวมพยานหลักฐานเอาผิดทางโลกกับสมีคำ หรือนายวิรพล สุขผล หรืออดีตพระเณรคำ ฉัตติโก ประธานสงฆ์วัดป่าขันติธรรม ต.ยาง อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ รวมทั้งตรวจสอบทรัพย์สินสมีฉาว หลังศาลอาญาอนุมัติหมายจับในข้อหาฉ้อโกงประชาชน กระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ซึ่งไม่ใช่ภรรยาตน โดยปราศจากเหตุอันควรในการพรากผู้เยาว์ไปจากบิดามารดาผู้ปกครอง และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 ขณะที่โล้นฉาวยังกบดานเงียบอยู่ต่างประเทศ

ดีเอสไอลุยสอบทรัพย์สินสมีคำ

ความคืบหน้าการหาพยานหลักฐานดำเนินคดีโล้นฉาว เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 18 ก.ค. พ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร ผู้บัญชาการสำนักปฏิบัติการคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สั่งการให้นายอังศุเกติ์ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ หัวหน้าศูนย์ข้อมูลและการวิเคราะห์คดีความมั่นคง  พร้อมพนักงานสอบสวนลงพื้นที่ จ.อุบลราชธานี เพื่อสอบพยานเกี่ยวกับทรัพย์สินคดีพระฉาว ทั้งเรื่องการเช่าซื้อบ้านพัก เรื่องการซื้อขายทองคำ และเรื่องการเช่าซื้อรถยนต์ รวม 4 จุด โดยจุดแรกที่ร้านทองทรงเจริญ ถนนพรหมราช ต.ในเมือง อ.เมืองอุบลราชธานี สอบปากคำนางเกศนีย์ โอบอ้อมกุล อายุ 50 ปี และนายวิบูลย์ โอบอ้อมกุล อายุ 51 ปี เจ้าของร้าน แจ้งว่ารู้จักกับอดีตพระเณรคำจากการแนะนำของตำรวจทางหลวงอุบลราชธานีนายหนึ่ง เมื่อประมาณปี 2553 แจ้งว่าจะเช่าซื้อบ้านในโครงการเพชรไพลิน ต.ขามใหญ่ อ.เมืองอุบลราชธานี ของพวกตน

แฉสมีคำหอบทองไปขายเอง

พยานให้ข้อมูลอีกว่า หลังพาโล้นฉาวไปดูบ้าน สมีคำเลือกบ้าน 3 หลัง บอกว่าจะซื้อให้พ่อแม่ น้องชาย และเลขาฯอยู่ จากนั้นราว 1 สัปดาห์ก็ขนของเข้ามาอยู่เลยทั้งที่ยังไม่ได้ทำสัญญา กระทั่งครบปียังไม่มาทำสัญญาซื้อขายแต่พ่อแม่พี่น้องสมีคำมาอาศัยอยู่เป็นครั้งคราวเท่านั้น จึงไปถามว่าเณรคำจะยังซื้ออยู่หรือไม่ แต่ยังไม่รับปากจะซื้อ พวกตนขอให้เก็บของออกและเรียกร้องค่าเสียหาย แต่ได้ค่าเสียหายมาเพียง 2 แสนบาท หลังจากนั้นไม่ได้ติดต่อกันอีก นายวิบูลย์ เจ้าของร้านทอง ให้การอีกว่า ช่วงเวลาดังกล่าว อดีตพระเณรคำนำทองรูปพรรณและทองคำแท่งมาขายที่ร้านประมาณ 4-5 ครั้ง โดยนำมาขายด้วยตนเองทุกครั้ง บอกว่าญาติโยมซื้อถวาย แต่ละครั้งขายได้เงินไปประมาณ 2-3 แสนบาท ทองคำแท่งที่นำมาขายน้ำหนักมากที่สุด 5 บาท

นำรถตู้–แบ็กโฮขายเต็นท์รถ

จุดที่ 2 ที่เต็นท์รถยนต์มือสอง “หจก.ภรณ์เจริญมอเตอร์” เลขที่ 73/1 ถนนเลี่ยงเมือง ต.ในเมือง อ.เมืองอุบลราชธานี  เจ้าหน้าที่ดีเอสไอสอบปากคำนายธนิศ ศรีธัญรัตน์ อายุ 40 ปี เป็นเจ้าของเต็นท์ ให้ข้อมูลว่า เมื่อประมาณ 4-5 ปีก่อน ตั้งแต่ยังไม่ดัง อดีตพระเณรคำนำรถตู้โตโยต้าจำรุ่นไม่ได้ มาขายในราคา 4 แสนบาท หลังจากนั้นประมาณ 3-4 เดือน สมีคำมาติดต่อขายรถแบ็กโฮเล็กให้อีกโดยไปดูรถที่ที่พักสงฆ์ใน ต.ทรายมูล อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี และรับซื้อไว้ในราคา 135,000 บาท ที่จำได้ว่าเป็นอดีตพระเณรคำเพราะไม่เคยมีพระมาขายรถให้แบบนี้เลย และซื้อรถจากอดีตพระเณรคำเพียง 2 คันเท่านั้น ไม่เคยขายรถให้พระฉาวเลย

อีก 2 แห่งไม่เคยขายรถให้สมีฉาว

จุดที่ 3 เจ้าหน้าที่ดีเอสไอไปที่เต็นท์ขายรถยนต์มือสอง “มงคลออโต้คาร์” ถนนชยางกูร ต.ขามใหญ่ อ.เมืองอุบลราชธานี โดยนางปณิตา เลิศผดุงเดช อายุ 40 ปี ผู้จัดการฝ่ายบัญชี ให้ข้อมูลว่า อดีตพระเณรคำเคยมาดูรถแต่ไม่ได้ตกลงซื้อขายกัน จุดที่ 4 ที่บริษัทโตโยต้าเยี่ยม จำกัด เลขที่ 99 ถนนชยางกูร ต.ขามใหญ่ โดยนายสมชาย เหล่าสายเชื้อ อายุ 52 ปี ประธานกรรมการบริษัท ให้ข้อมูลว่า ไม่เคยซื้อขายรถให้อดีตพระฉาว ไม่รู้ว่ามีลูกศิษย์มาซื้อรถแทนหรือไม่ แต่ทางบริษัทมีข้อมูลชื่อผู้เช่าซื้อ เลขตัวรถ เลขตัวถัง รถที่ซื้อขายผ่านบริษัททุกคัน หากดีเอสไออยากให้ตรวจสอบพร้อมให้ความร่วมมือ ซึ่งการตรวจสอบหาหลักฐานทั้ง 4 จุดใช้เวลาราว 1 ชั่วโมง จากนั้นเจ้าหน้าที่ดีเอสไอนำข้อมูลไปประชุมและวางแผนหาความเชื่อมโยงเส้นทางการเงินของสมีคำต่อไป

สอบอดีตพระวัดป่าขันติธรรม

ขณะเดียวกัน พ.อ.ชัชนันท์ เมธีธรรมาภรณ์ รอง ผบ.คดีความมั่นคง ดีเอสไอ และคณะ นำพยานเป็นชายอายุราว 30 ปีเศษ มาสอบปากคำหาหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อใช้ในการดำเนินคดีกับสมีคำ ที่สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดศรีสะเกษ ในศาลากลางจังหวัดศรีสะเกษ ใช้เวลาสอบปากคำนานชั่วโมงเศษจากนั้น พ.อ.ชัชนันท์กล่าวว่า นำพยานซึ่งเป็นอดีตพระที่เคยบวชอยู่ที่วัดป่าขันติธรรมมาสอบปากคำ โดยคำให้การเป็นประโยชน์ต่อรูปคดีมากส่วนรายละเอียดยังไม่ขอเปิดเผย

สอบแม่พระเลขาฯโล้นฉาว

ต่อมาเวลา 14.00 น. พ.อ.ชัชนันท์ เมธีธรรมาภรณ์ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ และคณะเดินทางไปที่วัดป่าดงน้ำคำ บ้านหมกเต่า ต.เบิด อ.รัตนบุรี จ.สุรินทร์ สอบปากคำแม่ชีศศิธร จำปาหอม อายุ52ปี แม่ของพระภูมินทร์ สองสี หรือพระนาย พระเลขาฯของเณรคำ โดยแม่ชีศศิธรให้การว่า บวชชีมา10กว่าปี อยู่ที่วัดป่าดงน้ำคำมาโดยตลอด รู้จักกับอดีตพระเณรคำเพราะพระภูมินทร์ สองสี ไปบวชอยู่กับพระเณรคำ ตนจะไปวัดป่าขันติธรรมเฉพาะเวลามีงานบุญเท่านั้น และไม่รู้เรื่องส่วนตัวของอดีตพระเณรคำ จากนั้นผู้สื่อข่าวถามแม่ชีศศิธรถามถึงเรื่องเงินสร้างบ้านของแม่ชีศศิธร เป็นบ้านทรงไทยหลังใหญ่ ราคา 2-3 ล้านบาท แม่ชีศศิธร กล่าวว่า นำที่ดินไปจำนองธนาคารกู้เงินมาสร้าง และเงินส่วนหนึ่งได้มาจากลูกชายมีอาชีพเป็นดีไซเนอร์อยู่ที่กรุงเทพฯ

ศิษย์คลั่งเผา จยย.ขอความเป็นธรรม

ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ เมื่อเวลา 10.00น. นายสุพรรณ ก้อนหิน อายุ 23 ปี อยู่บ้านเลขที่ 209 หมู่ 16 ต.กลางดง อ.เดชอุดม จ.อุบลราชธานี เดินทางมาดีเอสไออ้างจะมายื่นหนังสือขอความเป็นธรรมให้กับสมีคำ  แต่ไม่ได้ติดต่อเจ้าหน้าที่จึงไม่มีผู้บริหารลงมารับเรื่อง ทำให้นายสุพรรณเครียดจัดออกไปนำรถ จยย.ฮอนด้าสกูปี้ไอ ทะเบียน คกท 481 อุบลราชธานี ไปจุดไฟเผากลางถนนแจ้งวัฒนะ ฝั่งมุ่งหน้าปากเกร็ด หน้าอาคารดีเอสไอ โดยใช้ยางในรถ จยย. 2 เส้นที่เตรียมมาพร้อมน้ำมันเป็นเชื้อเพลิง พร้อมชูป้ายขอความเป็นธรรมให้สมีฉาวกลางถนน ทำให้รถติดขัดอย่างหนัก เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยจึงรีบแจ้งเจ้าหน้าที่สำนักปฏิบัติการพิเศษ ดีเอสไอเข้าควบคุมตัวพร้อมใช้ถังดับเพลิงเข้าฉีดดับไฟ ก่อนประสาน ร.ต.อ.วิทยา คงทอง พงส.สน.ทุ่งสองห้อง นำตัวไปสอบสวนที่โรงพัก

แฉหนุ่มคลั่งเป็นโรคซึมเศร้า

ร.ต.อ.วิทยา คงทอง พงส.สน.ทุ่งสองห้องเปิดเผยว่า การกระทำของนายสุพรรณเข้าข่ายก่อความเดือดร้อนรำคาญกีดขวางการจราจรมีโทษปรับ แต่จากการตรวจสอบประวัตินายสุพรรณพบว่ายังไม่มีงานทำ โดยพักอยู่กับพี่สาวที่ย่าน ม.รามคำแหง2 และป่วยเป็นโรคซึมเศร้าอย่างรุนแรง รับการรักษาตัวอยู่ที่ รพ.มนารมย์ บางนา และได้ติดต่อให้ทางพี่สาวของนายสุพรรณนำเอกสารการรักษาพยาบาลมามอบให้พนักงานสอบสวน เพื่อตรวจสอบว่าจะต้องส่งไปตรวจสอบทางจิตที่สถาบันกัลยา หากพบว่ามีอาการทางจิตก็ต้องให้ญาตินำไปบำบัด

ดีเอสไอแจงแนวทางนำสมีคำกลับ

ต่อมาเวลา  15.00  น.  นายธาริต  เพ็งดิษฐ์  อธิบดีดีเอสไอ  พ.ต.อ.ญาณพล  ยั่งยืน  รองอธิบดีดีเอสไอ พ.ต.อ.ทรงศักดิ์  รักศักดิ์สกุล  ผบ.สำนักกิจการต่าง ประเทศและคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศ  ดีเอสไอ พ.ต.ท.วิชิต อุปะถะ รอง ผบ.สำนักคดีความมั่นคง ดีเอสไอ  ร่วมแถลงความคืบหน้าแนวทางการส่งหมายจับนายวิรพล สุขผล ให้ประเทศสหรัฐอเมริกา และกลุ่มประเทศยุโรป  พิจารณาเพิกถอนวีซ่าเพื่อนำตัวนายวิรพลกลับมาดำเนินคดีในประเทศไทย

นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ กล่าวว่า ได้ลงนามหนังสือราชการส่งไปยังกรมการกงสุลแจ้งให้พิจารณาเพิกถอนพาสปอร์ต หรือหนังสือเดินทางพร้อมแนบรายละเอียดหมายจับ  และแจ้งให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) และมหาเถรสมาคม กรณีศาลได้ออกหมายจับอดีตพระฉาว โดยเรื่องจะมารวมกับกรมการกงสุล  ที่จะพิจารณาเพิกถอนหนังสือเดินทาง ส่วนการขอให้เพิกถอนวีซ่า การผลักดันกลับและการส่งเจ้าหน้าที่ไปรับตัว  ได้มอบให้สำนักงานกิจการต่างประเทศและคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศ ดีเอสไอ เร่งดำเนินการ

แฉรถโผล่ 20 คัน มูลค่า 29 ล้าน

อธิบดีดีเอสไอกล่าวต่อว่า ส่วนกรณีมีการเผารถจักรยานยนต์เป็นเรื่องเล็ก  แต่ไม่รู้ว่าจะมีพวกนี้อีกแค่ไหน  ให้มาว่ากันตามกระบวนการยุติธรรม  การเผารถไม่ใช่กระบวนการทางกฎหมาย  ไม่สามารถพิสูจน์ความเป็นธรรมได้  ส่วนการติดตามทรัพย์สินของนายวิรพล ล่าสุด พ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร ผบ.สำนักปฏิบัติการคดีพิเศษภาค  ดีเอสไอ ได้นำเจ้าหน้าที่ดีเอสไอลงพื้นที่ตรวจสอบรถยนต์ของนายวิรพล โดยพบรถยนต์อีก 20 คัน มูลค่ากว่า 29 ล้านบาท

พร้อมส่งคนรับตัวหากมีการถอนวีซ่า

พ.ต.อ.ทรงศักดิ์  รักศักดิ์สกุล  ผบ.สำนักกิจการต่างประเทศและคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศ  กล่าวว่า  ดีเอสไอได้ติดตามความเคลื่อนไหวของนายวิรพล ทราบว่าวีซ่าของประเทศสหรัฐอเมริกาใช้ได้ถึงวันที่ 19 ธ.ค.นี้  และได้แจ้งพฤติการณ์ตามข้อหาที่ออกหมายจับ พร้อมแปลหมายจับดังกล่าวส่งให้สถานทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย เพื่อให้พิจารณาเพิกถอนวีซ่า จะใช้เวลาเร็วกว่าการขอส่งผู้ร้ายข้ามแดน  นอกจากนี้ดีเอสไอได้ส่งให้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายที่ดูแลเรื่องการออกวีซ่าที่มีสมาชิก 26 ประเทศ ที่ผ่านมาหากใครมีหมายจับหน่วยงานของแต่ละประเทศจะไม่ออกวีซ่าให้  ดังนั้น หากนายวิรพลไม่มีวีซ่าของประเทศใดแล้ว  เราก็จะได้ตัวนายวิรพลกลับมาดำเนินคดี  หากมีการยกเลิกวีซ่าเราได้จัดเจ้าหน้าที่เดินทางไปรับตัวกลับมาดำเนินคดีทันที  ในส่วนของหน่วยอินเตอร์โพลในการประกาศสืบจับ  ซึ่งต้องรอการสรุปสำนวนสั่งฟ้องอัยการ เป็นส่วนของการดำเนินการขอส่งผู้ร้ายข้ามแดน

เรียกร้องศิษย์สมีคำสู้ด้วยหลักฐาน

พ.ต.อ.ญาณพล  ยั่งยืน  รองอธิบดีดีเอสไอ  กล่าวว่า  ขอให้ผู้ที่ยังศรัทธาเชื่อมั่นในนายวิรพลให้นำหลักฐานมา หากบอกว่าถูกกลั่นแกล้ง  ดีเอสไอรออยู่ตลอด ไม่ใช่ไปพูดผ่านสื่อ เพราะหากทำอะไรมากไปกว่านี้จะเป็นผลร้ายกับนายวิรพล  ควรมาช่วยกันสร้างความโปร่งใส ให้ตรวจดีเอ็นเอ เราจะให้ความเป็นธรรม

เปิดชื่อคนครอบครองรถลอตใหม่

สำหรับรถยนต์อีก  20  คัน  มูลค่า  29,267,000 บาท ของนายวิรพลที่ดีเอสไอพบเพิ่มเติมประกอบด้วย ลอตแรกเป็นรถคัมรี่ สีขาวทั้งหมด 6 คันในชื่อของนายวรวิทย์ กุลตังวัฒนา 2 คัน น.ส.เพชรมณี  วิริยะสืบพงศ์ 1 คัน นายศุภราช วิริยะสืบพงศ์ 1 คัน นายภณภกร ภวพรรณกร 1 คัน พระวิรพล สุขผล 1 คัน ลอตที่ 2 ซื้อรถคัมรี่อีก 9 คัน โดยซื้อในชื่อโตโยต้าลิสซิ่ง (ชลบุรี) 3 คัน  นางปิ่งทิ แทงดิ่ง 1 คัน น.ส.ฐิติชญา ตาตุ้ย 1 คัน น.ส.ชนิตา เวทสรณสุธี 1 คัน บจก.จักรศิลป์ การช่าง จำกัด 1 คัน นายภรเดช โสพรรณพาณิชกุล 1 คัน และพระวิรพล สุขผล 1 คัน นอกจากนี้ ยังมีการซื้อรถคัมรี่ สีดำ1คัน ในชื่อนายสุริ สุขผล น้องชายของอดีตพระเณรคำ  รถกระบะ สีขาว 2 คัน ซื้อในชื่อโตโยต้าลิสซิ่ง(ชลบุรี) 1 คัน  และในชื่อนายภรเดช โสพรรณพาณิชกุล และยังพบซื้อรถตู้อีก 2 คัน ในชื่อนายภรเดช โสพรรณพาณิชกุล 1 คัน และพระวิรพล สุขผล 1 คัน ตามแนวทางการสอบสวนของดีเอสไอทั้งหมดเป็นบุคคลใกล้ชิดอดีตพระฉาว ยกเว้นรถคันที่ยังผ่อนชำระกับบริษัทโตโยต้าลิสซิ่ง

ยื่นหนังสือเอาผิดเจ้าคณะจังหวัด

ที่คณะขาบบวร วัดบวรนิเวศวิหาร เที่ยงวันเดียวกัน  พระสุวิทย์  ธีรธัมโม  หรือหลวงปู่พุทธะอิสระ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย  อ.กำแพงแสน  จ.นครปฐม  เข้ายื่นหนังสือต่อสมเด็จพระวันรัต  รักษาการเจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต  เพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษต่อเจ้าคณะปก ครองในฐานะละเมิดจริยาพระสังฆาธิการและการปกปิดอาบัติให้แก่อดีตพระวิรพล  แต่ก็ไม่มีผู้ใดออกมารับหนังสือ จึงไปยังสำนักเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช  ก็ไม่มีใครที่จะสามารถรับหนังสือได้เช่นกัน เนื่องจากพระสงฆ์ติดกิจนิมนต์ จึงได้ไปยื่นหนังสือไว้ที่สำนักงานวัดบวรนิเวศวิหาร โดยพระสุทธิสารเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร เป็นผู้รับหนังสือดังกล่าวไว้ แจ้งว่าจะส่งต่อหนังสือดังกล่าวไปตามลำดับขั้นตอนต่อไป

หลวงปู่พุทธะอิสระกล่าวว่า  ต้องการยื่นหนังสือร้องทุกข์กล่าวโทษต่อเจ้าคณะผู้ปกครองของอดีตพระวิรพล ตั้งแต่เจ้าคณะภาค จนถึงพระอุปัชฌาย์ ฐานละเมิดจริยาพระสังฆาธิการและปกปิดอาบัติ รับของโจร  ถือเป็นฐานความผิดที่ต้องมีการพิจารณาตามบทกฎหมาย ถือเป็นการทำลายคณะสงฆ์ เป็นอาบัติสังฆาทิเสสที่ร่วมกันปกปิดอาบัติ  ส่งผลเสียต่อพระพุทธศาสนา หากเจ้าคณะปกครองทำหน้าที่ตรงไปตรงมา คงไม่มีเหตุการณ์ยืดเยื้อมาอย่างนี้

จี้ พศ.ตรวจคลิปดอกไม้พระราชทาน

ด้าน นพ.จักรธรรม ธรรมศักดิ์ รองประธานคนที่ 3 คณะกรรมาธิการศาสนา  คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม วุฒิสภา กล่าวว่า คณะกรรมาธิการศาสนาฯ พบข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับความประพฤติของอดีตพระวิรพล  อีกเรื่องที่อยากให้ทางสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ  (พศ.)  ดำเนินการตรวจสอบ หรือสอบถามไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยหลักฐานดังกล่าวคือ คลิปวีดิโอบันทึกเหตุการณ์ที่อ้างว่าเป็นดอกไม้พระราชทานมาถวายอดีตพระวิรพล ในสมัยที่ยังไม่ถูกปรับอาบัติปาราชิก โดยมีเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังนำถวายที่วัดป่าขันติบารมี สาขา 101 บ้านหัวเขา อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี เมื่อวันที่ 21 ส.ค.2555 โดยมีการโพสต์คลิปลงในยูทูบ เฟซบุ๊ก รวมทั้งเว็บของวัดป่าขันติธรรมด้วย

คาดเป็นการแอบอ้างให้คนหลงเชื่อ

นพ.จักรธรรมกล่าวต่อว่า ในคลิปวีดิโอดังกล่าวมีข้อน่าสงสัยหลายจุด เช่น ปกติแล้วการอัญเชิญดอกไม้พระราชทานนั้น ข้าราชการจะต้องแต่งชุดปกติขาว  แต่ในคลิปวีดิโอข้าราชการกลับแต่งชุดสีกากี  อีกจุดหนึ่งที่น่าสงสัยคือผู้ที่อัญเชิญดอกไม้พระราชทาน โดยปกติแล้วจะต้องเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดนั้นๆ แต่บุคคลในคลิปที่อัญเชิญดอกไม้พระราชทานเท่าที่ตรวจสอบยังไม่ทราบว่าเป็นใคร เบื้องต้นตนได้สอบถามเป็นการภายในไปยังสำนักราชเลขาธิการ  พร้อมนำคลิปดังกล่าวให้ดูด้วย  ก็ได้รับคำตอบว่าอาจจะมีการแอบอ้าง  ตนจึงได้มอบคลิปดังกล่าวให้สำนักงานพระพุทธศาสนาฯ นำไปตรวจ สอบว่าเป็นการแอบอ้างให้คนหลงเชื่อหรือไม่

ลูกศิษย์ยื่นหนังสือ กสม. สอบ “ธาริต”

ที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ  (กสม.)  นายสุขุม วงประสิทธิ์ นายเริงศักดิ์ กำธร  ลูกศิษย์คนสนิทของอดีตเณรคำยื่นหนังสือถึง กสม. ผ่าน น.ส.เจษฐา ไชยคุปต์ ผอ.สำนักคุ้มครอง สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ขอให้สอบสวนนายธาริต เพ็งดิษฐ์  อธิบดีดีเอสไอ  กรณีแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนว่าดีเอสไอและสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ลงพื้นที่ จ.อุบลราชธานีและศรีสะเกษเพื่อตรวจดีเอ็นเอเด็กชายวัย 11 ขวบ ที่มารดาของเด็กอ้างเป็นลูกนายวิรพล รวมทั้งตรวจดีเอ็นเอเปรียบเทียบกับพ่อแม่ของนายวิรพล  อ้างว่าผลจากการตรวจดีเอ็นเอมีความถูกต้องถึง 99% ซึ่งตนเห็นว่าเป็นการให้ข่าวที่บิดเบือนไป จากความจริง และไม่เป็นไปตามหลักวิชาการทางการแพทย์ การกระทำของนายธาริตและพวกต่อกรณีดังกล่าวเป็นการเอาเปรียบคู่ความในการสร้างพยานเท็จ เพื่อต้องการโน้มน้าวให้ประชาชน รวมทั้งอัยการได้รับข้อมูลที่ผิด อยากให้กรรมการสิทธิฯดำเนินการวินิจฉัยและแจ้งผลให้ตนและประชาชนชาวไทยทราบโดยด่วน

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

คุณอาจสนใจข่าวนี้