วันเสาร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ฮอกไกโดหน้าร้อน โอว มันโดนมาก (ตอนที่ 2)

สวัสดีครับ แฟนๆ ไทยรัฐออนไลน์ เที่ยวฮอกไกโดหน้าร้อน โอว มันโดนมาก ในตอนที่ 2 นี้ ฮกหลง ขอเริ่มต้น ด้วยการพาแฟนๆ ทะยานขึ้นกระเช้า ไปชมวิวอันสวยงามบนภูเขา Kurodake ที่ตั้งอยู่ใน Daisetsuzan national park อุทยานแห่งชาติที่ใหญ่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่น กินพื้นที่ 2,309 ตารางกิโลเมตร ที่ระดับความสูง 1,300 เมตร จากความสูงรวม 1,984 เมตร ซึ่งการทะยานประหนึ่งเหมือนจะขึ้นไปบนท้องฟ้าครั้งนี้ เรียกเสียงฮือฮา ด้วยความพึงพอใจจากคณะชาวไทยใจกล้า ได้ตลอดเวลา โดยต่างหยิบกล้องและมือถือ ลั่นชัตเตอร์กันไม่ยั้งด้วยความที่วิวที่มองลงมาจากกระเช้านั้น มันช่างสวยงามและเขียวขจีเต็มไปด้วยต้นไม้ขึ้นหนาทึบตลอดสองข้างทางที่มองผ่านกระจกของกระเช้าออกไป



โดยพลันเมื่อขึ้นไปถึงจุดชมวิว พวกเราก็ได้สัมผัสกับความเย็นของอากาศและหิมะที่ยังหลงเหลืออยู่พอประมาณ ให้ชาวไทยอย่างเรา ที่วันๆ สัมผัสแต่อากาศร้อนๆ ไม่มีหิมะเป็นของตัวเอง ได้จับต้องกันคนละนิดละหน่อย ให้เย็นมือเย็นใจกันไปนิดๆ หน่อยๆ โดยไฮไลต์สำคัญ ของจุดชมวิวนี้ นอกจากแนวเขาที่สวยงามให้สัมผัสด้วยตาเปล่าแล้ว ยังมีต้นซากุระ หลงเหลือให้ฮกหลง และเพื่อนร่วมทริปชาวไทย ได้จับต้องซะด้วย


ซึ่ง ณ ที่นี่เอง ฮกหลง ได้ปล่อยไก่เอาไว้ตัวเบ้อเร่อ จนเป็นที่โจษจันและให้บรรดาเพื่อนร่วมทริปล้อเลียนจนกระทั่งถึงวันกลับเมืองไทย เพราะขาจะลง ดันไปทำบัตรนั่งกระเช้าหายซะงั้น (ซึ่งเรื่องนี้ในตอนจบ จะมีเฉลยเรียกเสียงฮา) เล่นเอา Mr.Kazuma higasa หัวหน้าคณะทีมงานชาวญี่ปุ่นที่มาอำนวยความสะดวกให้พวกเรา หรือ ในชื่อที่พวกเราตั้งให้ว่า บอส เกิดอาการเครียดเพราะเกรงว่า ฮกหลง อาจจะมีปัญหาตอนลง รวมทั้งจะทำอย่างไรกับบัตรที่หายไป เพราะเป็นลักษณะประมาณบัตรวีไอพี อย่างไรก็ดี เมื่อไปเจรจาต้าอวยกับเจ้าหน้าที่ประจำกระเช้าเค้าก็อนุญาต ทำให้ ฮกหลง ลอยชายลงมาสู่พื้นดินได้ในที่สุด แต่หลังจากนั้นเป็นต้นมา ทั้งเพื่อนร่วมทริป ทีมงานชาวญี่ปุ่น และบอส ต่างทั้งอำ กำชับ เยาะเย้ย ฮกหลง เรื่องห้ามไปลืมโน่นลืมนี่ตลอดทั้งทริป โดยเฉพาะบอส นั้น เวลามีการแจกจ่ายอะไร จะหันหน้ามามองหน้าฮกหลง และเอ่ยขึ้นดังๆ กับคณะชาวไทยเราว่า ห้ามทำหายนะ ซึ่งแม้จะไม่เอ่ยชื่อ แต่โดยนัยแล้วก็เป็นที่ทราบกันดีว่า หมายถึง ตัวกระผมเอง 555

จากนั้น รถบัสได้นำคณะของเรา ไปสู่สถานที่ ที่ใกล้เคียงกับจุดที่เมื่อคืนพาเราไปชมดาว แต่คราวนี้ พาเราไปชมความงามของน้ำตก Gin ga no taki หนึ่งในร้อยวิวทางธรรมชาติที่สวยงามที่สุดในประเทศญี่ปุ่น ในเขตภูเขาโซอุนเคียว โดยความงามอันเป็นที่เลื่องลือของน้ำตกแห่งนี้ มาจากน้ำที่ใสสะอาดเมื่อบวกกับความแรงของกระแสน้ำลงมาจากที่สูง เมื่อมองไกลๆ จะเหมือนแสงสีขาวจากฟ้าลงมาสู่พื้นน้ำ จึงได้รับฉายาว่า น้ำตกทางช้างเผือก



เสร็จจากแวะชมควมงามของน้ำตก Gin ga no taki แล้ว บัสของเราก็มุ่งหน้าไปยัง Tokachi Ecology Park สวนศึกษาระบบนิเวศและยังเป็นสถานที่สำหรับทำกิจกรรมต่างๆ ที่ใกล้ชิดกับธรรมชาติ แต่ก่อนจะถึง Tokachi Ecology Park นั้น ระหว่างทางรถบัส ของเราได้แวะพักร้านอันน่ารื่นรมย์ที่ตั้งอยู่โดดเดี่ยวท่ามกลางจุดชมวิวเทือกเขา ที่พวกเราแสนจะติดใจ แต่ด้วยความที่อ่านภาษาญี่ปุ่นไม่ออก จึงไม่ทราบว่าจุดดังกล่าวและร้านที่แสนน่ารักนี้มีชื่อว่าอะไร แต่พี่บู แห่ง เว็บไซต์ www.marumura.com เรียกเอาไว้ว่า Mikunitouke หากผิดพลาดประการใดต้องขออภัยเอาไว้ด้วยนะครับ แต่จุดพักนี้นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่งจริง สำหรับการถ่ายรูป


เมื่อมาถึง Tokachi Ecology Park พวกเราก็ได้รับประทานบาร์บีคิว ที่ทางทีมชาวญี่ปุ่น เตรียมเอาไว้ให้อย่างดีเป็นอาหารกลางวันอย่างจุใจ โดยมีให้เลือกกินทั้งเนื้อหมู เนื้อไก่ ซึ่งก็ถือเป็นอีกกิมมิกหนึ่งที่ไม่ควรพลาด เช่นกัน เพราะจะช่วยทำให้คุณรู้สึกเพลิดเพลินไปกับการเดินทางครั้งนี้ และที่ไม่ควรพลาดคือสตรอเบอร์รี่ ที่ขึ้นชื่อลือชาหนักหนาของญี่ปุ่น เพราะมันช่างหวานอร่อยชนิดที่ฮกหลง กินไปคนเดียวเกือบกิโลเห็นจะได้ 555


และแล้วไฮไลต์และที่สุดสำหรับการท่องเที่ยวในวันที่ 2 รวมทั้งยังเป็นอีกหนึ่งสถานที่ในความทรงจำของคณะเราทุกคน ก็คือที่นี่ครับ สวนดอกไม้ Shichiku garden ของคุณยาย Akiyo Shichiku ผู้น่ารักและแสนจะมีเสน่ห์ท่านนี้


จากสองมือหนึ่งสมองของคุณยายและครอบครัว บันดาลให้เนื้อที่สวนดอกไม้ 59,400 ตารางเมตรของคุณยาย เต็มไปด้วยดอกไม้มากกว่า 2,500 ชนิด หนำซ้ำยังทำให้ที่ดินที่เคยว่างเปล่าแห่งนี้ กลายเป็นสวนสวยติดอันดับ 1 ใน 7 สวนสวยของฮอกไกโด ที่นักเที่ยวไม่ควรพลาด เมื่อได้มาเที่ยวฮอกไกโด โดยเคล็ดลับที่คุณยาย Akiyo บอกเราในการปลูกดอกไม้ของสวนนี้ ทำให้พวกเราอึ้งหนักไปกว่าเดิม เพราะท่านบอกว่า เคล็ดลับสำคัญคือไม่ต้องทำอะไร ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ เพราะผืนดินแห่งนี้อุดมสมบูรณ์มากพออยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องทำอะไร เพียงแต่ให้น้ำและปล่อยหน้าที่ดูแลเป็นของเทวดาและสรวงสวรรค์ เพื่อให้มันได้สวยงามอย่างธรรมชาติก็พอแล้ว

และด้วยความที่รู้จักในทุกอณูของสวนดอกไม้ตัวเองเช่นนี้ เวลาที่คุณยายพาเราชมสวน ท่านจึงเป็นคนที่รู้ลึกรู้จริง และสามารถอธิบายดอกไม้ต่างๆ ให้เราได้รับทราบอย่างละเอียดลออ รวมทั้งยังสามารถหยิบพืชพรรณที่สามารถรับประทานได้ มาให้นายฮกหลงและคณะได้ลองชิมกันอย่างสดๆ ด้วย


ซึ่งนอกจากสวนดอกไม้ที่มีสีสันสวยสดงดงามละลานตาแล้ว ทุกอย่างในสวนแห่งนี้ ยังเต็มไปด้วยกิมมิกน่ารักมากมาย โดยมีคุณยายเป็นพรีเซ็นเตอร์คนสำคัญ จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า นักท่องเที่ยวที่มาสวนแห่งนี้นอกจากจะซื้อดอกไม้แล้ว ส่วนหนึ่งหรืออาจจะส่วนมากยังอุดหนุนสินค้าต่างๆ ที่แปะสัญลักษณ์ของคุณยาย Akiyo ติดไม้ติดมือกลับไป ด้วยความที่ติดใจไปกับเสน่ห์ความน่ารักของคุณยายท่านนี้ โดยก่อนจะลาจากกันนั้น คุณยายได้ถามคณะชาวไทย ของเราว่า คำว่า อร่อย ในภาษาไทยพูดว่าอย่างไร ฮกหลง จึงได้สอนให้ท่านพูดว่า อร่อยจุงเบย พร้อมท่าประกอบ ซึ่งได้เรียกความครื้นเครงและความอบอุ่นอย่างประหลาดให้กับคณะของเราได้เป็นอย่างยิ่ง และเมื่อเห็นว่าคำ อร่อยจุงเบย นี้ สามารถสร้างความครื้นเครงให้กับพวกเราได้ เมื่อท่านมาโบกมืออำลา ตอนพวกเรากำลังจะขึ้นรถ ท่านจึงได้หันหน้ามาที่ฮกหลง ก่อนจะพูดคำว่าอร่อยจุงเบย พร้อมทำท่าอันน่ารักนี้ เป็นการส่งพวกเรา เรียกรอยยิ้มและความประทับใจไม่รู้ลืม สำหรับ ฮกหลง ตลอดไปเบย


และด้วยความติดใจคุณยาย Akiyo อันล้นเหลือนี่เอง ทำให้การเดินทางไปยังที่หมายถัดไป เพื่อไปชมการแสดง Sheepdog Show ที่ฟาร์มเลี้ยงแกะครบวงจร Makiba no ie เกิดความล่าช้า เล่นเอา บอส ของเราหน้าเครียดต้องก้มดูนาฬิกาตลอดเวลา เพราะเกรงว่าจะไปไม่ทันโชว์ ซึ่งที่สุดก็ไม่ทันจริงๆ นั่นแหละ สายไปประมาณ 5 นาทีเห็นจะได้ เมื่อลงรถได้ บอส ของเราแทบจะกระโจนลงจากรถ พร้อมเร่งพวกเราให้รีบวิ่งไป เมื่อไปถึง บอสของเราก็โค้งแล้วโค้งอีก ขอโทษเจ้าของฟาร์ม ที่เดินทางมาล่าช้า ซึ่งโชว์หมาต้อนแกะ นี้ สร้างความประทับใจให้กับคณะชาวไทยได้ไม่น้อย โดยเฉพาะตอนที่สุนัขแสนรู้ ไล่ต้อนฝูงเป็ดให้วิ่งซิกแซ็กหลบหมาที่นั่งหมอบเป็นทิวแถว


เสร็จจากโชว์หมาแสนรู้ พวกเราก็ได้เข้าพักที่ Hokkaido hotel ในเมืองโอบิฮิโระ ที่มีจุดเด่นสำคัญคือสวนต้นไม้ ด้านหลังโรงแรมอันสวยงามเป็นธรรมชาติ และสถานที่ใช้จัดประกอบพิธีแต่งงานบริเวณล็อบบี้โรงแรม ที่ดูสง่างามและคลาสสิก


พอถึงช่วงค่ำ ทางเจ้าหน้าที่เมืองโอบิฮิโระและการท่องเที่ยวฮอกไกโด ก็ได้พาไปเลี้ยงอาหารพวกเรา ที่ Tokachi farmers Restaurant เพื่อหวังตอกย้ำความเป็นเมืองหลวงแห่งอาหารทางการเกษตรของฮอกไกโด มื้อนี้จึงรับรองเราด้วย ชาบู ชาบู ผัก อาหารเพื่อสุขภาพ ซึ่ง ฮกหลง เองที่แม้ไม่ค่อยถนัดอาหารแนวนี้เท่านัก แต่เมื่อได้รับประทานเข้าไปแล้วก็รู้สึกได้ว่าอร่อยเลยทีเดียว


ปิดท้ายสำหรับค่ำคืนที่ 2 ที่ฮอกไกโด ทางคณะชาวญี่ปุ่นหวังใจอยากให้พวกเราชาวไทย ได้สัมผัสวิถีชีวิตของชาวญี่ปุ่น หลังเลิกงาน จึงได้พาพวกเราไปที่ Kita no yatai หรือ ย่านร้านค้าแผงลอยขึ้นชื่อของฮอกไกโด ที่จะเปิดบริการในยามค่ำคืน รับรองบรรดาหนุ่มสาวออฟฟิศ ชาวญี่ปุ่นที่มักจะไปสังสรรค์กันก่อนจะกลับบ้าน โดยเสน่ห์ของ kita no yatai นั้น อยู่ที่ร้านค้าที่เรียงรายในซอยนี้ จะแตกต่างกันไปตามเชื้อชาติ มีตั้งแต่ ร้านอาหารสไตล์บราซิล ที่ฮกหลง ได้เข้าไปลองสัมผัส หรือ แม้แต่กระทั่งร้านอาหารสไตล์ไทยแลนด์ที่อยู่ท้ายซอยก็มีเช่นกัน เพราะฉะนั้น หากใครอยากดื่มหรือมองหาอาหารนานาชาติหลากสไตล์ ก็มาที่นี่ได้ เพราะมีให้คุณเลือกได้ครบ ในช่วงเวลากลางคืนของเมืองโอบิฮิโระ ที่ค่อนข้างจะหนาวเย็นนี้

ขอบคุณรูปบางส่วนจากความอนุเคราะห์ของ พี่นก นิตยสารไฮโซปาร์ตี้ พี่บู จากเว็บไซต์ marumura.com พี่ลุย พี่เอ๋ หรือแม่ประนอม จาก pantip.com ด้วยนะครับ

ติดตาม ฮอกไกโดหน้าร้อน โอว มันโดนมาก ตอนที่ 3 และ4 (ในวันที่ 20-21 ก.ค.)