วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
โดย
22 ก.ย. 2552 05:00 น.
คดีทุจริตกล้ายางหลุดหมด ศาลยกฟ้อง

คดีทุจริตกล้ายางหลุดหมด ศาลยกฟ้อง

โดย
22 ก.ย. 2552 05:00 น.
  • Share:

44คนไม่มีความผิด เนวินถึงหลั่งน้ำตา เผยมติ8ต่อ1เสียง

ศาลฎีกาฯยกฟ้องคดีกล้ายางพารา จำเลยทั้ง 44 คน ไม่มีความผิดชี้บอร์ด คชก.จำเป็นต้องช่วยเหลือเกษตรกร และดำเนินการไม่ขัดต่อระเบียบสำนักนายกฯ เงื่อนไขการประกวดราคาก็เปิดกว้าง ตรวจสอบผู้เสนอราคาถูกต้อง ส่วนบริษัทเอกชนที่ผ่านคุณสมบัติไม่พบว่ามีการฮั้วกัน ด้าน "เนวิน" น้ำตาคลอเบ้าหลังฟังคำตัดสิน ลั่นจากนี้ไปมีภารกิจเดียวคือปกป้องสถาบัน คุยฟุ้งให้คอยดูยางช่วยชาติ กรมวิชาการเกษตรระบุจุดด่างผ่านพ้นไปแล้ว มั่นใจอนาคตกรีดยางได้ตามเป้า  ซีพีโอ่กล้ายางคุณภาพดี

หลังจากลุ้นกันมานาน ในที่สุดศาลฎีกาแผนกคดี อาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็ได้อ่านคำพิพากษา คดีจัดซื้อกล้ายางพาราแล้ว ซึ่งมีนักการเมืองคนสำคัญใน ยุคนี้อย่างนายเนวิน ชิดชอบ ตกเป็นหนึ่งในจำเลยทั้งหมด 44 คนด้วย ผลปรากฏว่า ศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง

ศาลอ่านพิพากษาคดีกล้ายาง

ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง วันที่ 21 ก.ย. ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีที่ คตส.โดย ป.ป.ช.เป็นโจทก์ฟ้องนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี  ประธานคณะกรรมการนโยบายและช่วยเหลือเกษตรกร  (คชก.)  จำเลยที่  1  นายวราเทพ รัตนากร อดีต รมช.คลัง จำเลยที่ 2 นายสรอรรถ กลิ่นประทุม อดีต รมว.เกษตรฯ จำเลยที่ 3 นายเนวิน ชิดชอบ อดีต รมช. เกษตร จำเลยที่ 4 นายอดิศัย โพธารามิก อดีต รมว.พาณิชย์ จำเลยที่ 5 กับผู้ประกอบการเครือบริษัท ซี.พี. จำเลยที่ 30 บริษัท รีสอร์ทแลนด์ จำเลยที่ 31 บริษัทเอกเจริญการเกษตร จำเลยที่ 32 รวมทั้งจำเลยที่เป็นข้าราชการระดับบริหาร กับกรรมการของบริษัทผู้เสนอราคา รวม 44 คน เป็นจำเลย ตามประมวลกฎหมายอาญา  ฐานเป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่มาตรา 157 เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดซื้อจัดจ้างใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ มาตรา 151 และฉ้อโกง มาตรา 341 กับความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วย ความผิดในการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ร.บ.ความผิดของพนักงานในองค์กรของรัฐ และให้ชดใช้เงินคืน กรณี จัดโครงการประมูลกล้ายาง 90 ล้านต้น มูลค่า 1,440 ล้าน บาท แต่ต้นกล้าตายเกือบทั้งหมด และพบว่าผู้เข้าประมูลไม่เคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับกล้ายาง แต่มีผู้เสนอราคาเป็นพวกเดียวกัน  ทำให้รัฐเสียหาย

ตำรวจคุมเข้ม-กองเชียร์เพียบ

สำหรับบรรยากาศรอบบริเวณศาล มีตำรวจนครบาล นำโดย พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รอง ผบช.น. พล.ต.ต. วิชัย สังข์ประไพ ผบก.น.1 พ.ต.อ.ขิง แขวงวิเศษไชยชาญ ผกก.สน.ชนะสงคราม พร้อมกำลังตำรวจหน่วยปะฉะดะ ในชุดเคลื่อนที่เร็วรถจักรยานยนต์ช็อปเปอร์ร่วม 100 คน มารักษาการณ์ และมีกำลังจากอาสาสมัครกระทรวงมหาดไทยในชุดซาฟารีนับสิบคน กลุ่มผู้สนับสนุนนายเนวิน ชิดชอบ จำเลยคดีดังกล่าว เดินทางมานับร้อยคน รวมทั้งนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่นำทีม นักการเมืองในสังกัดมาให้กำลังใจ  ขณะที่บรรดาจำเลยที่ เป็นนักการเมืองเริ่มทยอยเดินทางมาถึงศาล ยกเว้นนายอดิศัย โพธารามิก ที่ไม่มาศาลตามนัดแรก วันที่ 17 ส.ค. ที่ผ่านมา  จนถูกออกหมายจับ

วินิจฉัยคำฟ้องไม่เคลือบคลุม

ต่อมาเวลา 14.15 น. ศาลเริ่มอ่านคำพิพากษาว่า โจทก์ฟ้องว่า เมื่อเดือน ก.ค. 2546 จำเลยกระทำผิดหลายข้อหา หลายกรรม โดยจัดทำโครงการกล้ายาง 90 ล้านต้น และมีมติ คชก.ขัดต่อระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วย การพัสดุ และขัดต่อกฎหมาย มีผลประโยชน์เอื้อประโยชน์ ให้เอกชนผู้เสนอราคา จำเลยปฏิเสธฟ้อง และต่อสู้มาหลาย ประเด็น จึงมีประเด็นต้องพิจารณาว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม และทำให้จำเลยหลงต่อสู้หรือไม่ เห็นว่าฟ้องโจทก์บรรยายการกระทำของจำเลยถึงลักษณะการกระทำว่า จำเลยคนใด กระทำผิดกับใคร ทำให้จำเลยเข้าใจได้ดี ฟ้องโจทก์จึงไม่ขัด ต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158

ป.ป.ช.มีอำนาจฟ้องแทน คตส.

มีประเด็นพิจารณาอีกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่าคดีนี้ฟ้องมาเป็นคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทาง การเมือง ซึ่งเป็นการกระทำของเจ้าพนักงาน และเอกชนที่ร่วมกระทำผิด ศาลฎีกาฯมีอำนาจพิจารณา แม้อัยการสูงสุดมีความเห็นต่างกับ คตส. และกรรมการ คตส.โดย ป.ป.ช.ขอยื่นคำฟ้องคดีนี้เอง โดยมีกรรมการ คตส.ลงนาม ในฟ้องเกินกว่ากึ่งหนึ่ง จึงชอบแล้ว และโจทก์ฟ้องภายในอายุความ การสอบสวนการแจ้งข้อกล่าวหาของ คตส.ก็ชอบ ด้วยกฎหมายแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ซึ่งตั้งขึ้นตาม คำสั่ง คปค. ฉบับที่ 30 คตส.มีอำนาจตั้งคณะอนุกรรมการตรวจสอบและไต่สวนพยาน ไม่ต้องเอาพยานมาไต่สวนซ้ำซ้อน และ ป.ป.ช.มีอำนาจเข้าเป็นคู่ความในคดีนี้แทนคตส.ที่หมดอายุลงได้ จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้

บอร์ด คชก.ต้องการช่วยเกษตรกร

มีประเด็นต้องพิจารณาว่าจำเลยที่ 4 กับ 19 กระทำผิดหรือไม่ เห็นว่าโครงการนี้เป็นนโยบายของรัฐตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร ไม่ใช่โครงการของจำเลยที่ 4 กับ 19 โดยลำพัง จำเลยต่อสู้ว่าต้องหาแหล่งเงินจาก คชก.คือค่าธรรมเนียมส่งออกยางมาทำโครงการ และคิดว่าสามารถนำเงินใช้ได้ ไม่ต้องรองบประมาณเพราะจะล่าช้า จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 4 กับ 19 ปกปิดการนำเงินของค่าธรรมเนียมส่งออกยางมาใช้แต่อย่างใด เมื่อ คชก. เห็นว่ามีความจำเป็นต้องช่วยเหลือเกษตรกรภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และหากอยู่ในระเบียบราชการ ก็สามารถทำได้ พื้นที่ปลูกยางมี 1 ล้านไร่ ราคายางกำลังปรับตัวสูง หากช่วยเกษตรกรปลูกยางจะทำให้มีรายได้ เข้าประเทศมากขึ้น ดังนั้นมีเหตุสมควรที่จะทำไปโดยยกเว้นมติ ครม.ที่ห้ามเอาเงินกองทุนรวมไปทำโครงการ การทำกล้ายางจึงอยู่ในวัตถุประสงค์ของรัฐ ส่วนที่ว่ามติ คชก.ที่เอาเงินค่าธรรมเนียมส่งออกยางมาใช้ทำได้หรือไม่ พยานเบิกความว่าสามารถทำได้ เป็นการนำเงินในอนาคตมาใช้แล้วเอามาคืนในกำหนด ไม่ใช่เอาเงินที่มีอยู่ในปัจจุบันไปใช้ ไม่ขัดระเบียบสำนักนายกฯ จึงไม่ขัดกฎหมาย จำเลยกลุ่มที่เป็นกรรมการ คชก.จึงไม่มีความผิดตามฟ้อง

เงื่อนไขประกวดราคาเปิดกว้าง


มีประเด็นต้องพิจารณาว่า จำเลยที่ 19 มอบให้ จำเลยที่ 20-24 ไปดำเนินการผิดกฎหมายหรือไม่ เห็นว่าเงื่อนไขของผู้ประกวดราคา ผู้เสนอราคาต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนตามระเบียบ เป็นการเปิดกว้างให้แข่งขันอย่างเสรี ผู้ที่เสนอราคาต้องมีเงินประกัน 72 ล้านบาท และมีต้นยาง 90 ล้านต้น การกำหนดเงื่อนไขนี้ไม่ได้ ทำให้รัฐต้องเสียเปรียบ จำเลยที่ 20-24 แก้ไขรายละเอียดการประกวดราคาไม่ขัดระเบียบประกาศสำนักนายกฯ จึงไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.เสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐแต่อย่างใด ฟังไม่ได้ว่ากลุ่มจำเลยที่ 19, 20-24 เอื้อ ประโยชน์ให้จำเลยที่ 30-32

ตรวจคุณสมบัติผู้เสนอราคาถูกต้อง


ศาลพิจารณาต่อไปว่า การกระทำของจำเลยที่ 20, 22,25,26 ซึ่งเป็นข้าราชการระดับบริหาร เป็นความผิดที่ไม่ตรวจสอบคุณสมบัติของจำเลยที่ 30-32 หรือไม่ เห็นว่ากรมวิชาการเกษตรตั้งคุณสมบัติให้ผู้เสนอราคาต้องมีต้นยางมีที่ดินเพาะต้นกล้าไม่น้อยกว่า 1 พันไร่ มีกิ่งตายางพันธุ์ดี 200 ไร่ กว่า 1 แสนต้นครบถ้วน ผู้เสนอ ที่ไม่มีคุณสมบัติได้ถูกตัดไปเหลือเพียงจำเลยที่ 30-32 แสดงว่าจำเลยได้ตรวจคุณสมบัติผู้เสนอราคาไปแล้ว ไม่ได้ละเลยตรวจสอบผลประโยชน์ร่วมกันเชิงบริหารเชิงทุนของผู้เสนอราคา และส่งข้อหารือให้สำนักงานอัยการสูงสุดตรวจตามระเบียบ จำเลยกลุ่มนี้จึงไม่มีความผิด

ไม่มีความผิดฐานฉ้อโกง

คดีมีประเด็นต้องพิจารณาว่าจำเลยกลุ่มผู้เสนอราคาคือจำเลยที่ 30-32 กระทำผิดหรือไม่ เห็นว่าจำเลยที่ 30-32 มีคุณสมบัติและประสบการณ์ตามระเบียบ และไม่ได้กีดกันผู้ประกอบการรายอื่น และไม่พบว่าได้ประโยชน์ทางทรัพย์สินจากกรมวิชาการเกษตร และไม่มีการร่วมกันเสนอราคาไม่เป็นธรรม จึงไม่มีความผิดฐานฉ้อโกง

บริษัทเอกชนหลุดข้อหาฮั้ว

ส่วนจำเลยที่ 27-44 ซึ่งเป็นผู้กระทำการแทนบริษัทผู้เสนอราคาทั้งสามแห่ง มีความผิดตาม พ.ร.บ.เสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐหรือฮั้วกันหรือไม่ เห็นว่าโจทก์อ้างว่าจำเลยมีการถือหุ้นไขว้กัน และมีผลประโยชน์ร่วมกันในการเสนอราคา ข้อเท็จจริงกลับฟังว่าพวกจำเลยไม่ได้เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ และไม่ได้ถือหุ้นบริษัทจำเลย จึงไม่มีอำนาจไปบริหารจัดการอะไรที่จะไปเสนอราคาฮั้วกันได้ ไม่พบว่ามีการเอากล้ายางของอีกแห่งไปให้อีกแห่ง พยานฟังไม่ได้ว่าจำเลยแกล้งยื่นซองประกวดราคาเพื่อฝ่าฝืนกฎหมาย และมีประเด็นสุดท้ายว่าจำเลยกลุ่มนี้มีความผิดฐานฉ้อโกงหรือไม่ เห็นว่าจำเลยไม่ทราบว่าเกษตรกรบางรายใช้เอกสารปลอมในการเสนอส่งต้นกล้ายาง จำเลยมีพื้นที่พร้อมปลูกกล้ายางจริง จึงขาดเจตนาทุจริต และไม่ต้องรับผิดชอบใช้ค่าเสียหายแก่กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง

ยกฟ้องจำเลยไม่ผิดทั้ง 44 คน

เมื่อฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้ง 44 กระทำผิดตามฟ้อง จึงพิพากษาว่าจำเลยไม่มีความผิดตามฟ้อง พิพากษายกฟ้อง ส่วนนายอดิศัยไม่มาศาล ถือว่ารับทราบคำพิพากษาแล้ว นอกจากนี้ศาลให้ถอนหมายจับนายอดิศัย แต่ให้ยึดเงินประกัน 1 ล้านบาท

เผยมติเนวินหลุด 8 ต่อ 1

หลังศาลฯอ่านคำพิพากษาแล้ว เจ้าหน้าที่ศาลได้นำเอกสารข่าวมาแจกจ่ายสื่อมวลชน โดยสรุปข้อพิจารณาเรียงลำดับทั้ง 10 ประเด็น และการลงมติในแต่ละประเด็นขององค์คณะผู้พิพากษาทั้ง 9 คน ปรากฏว่าในประเด็นการพิจารณาที่ 3 ที่ระบุว่าจำเลยที่ 4 กับ 19 ร่วมกันเสนอ โครงการปลูกยางพาราขัดต่อระเบียบและกฎหมาย โดยมีเจตนาให้มีการใช้เงินรายได้จากค่าธรรมเนียมการส่งออกยางและเงินกองทุนรวมด้วยการปกปิดข้อเท็จจริงหรือไม่ องค์คณะมีมติ 8 ต่อ 1 เสียงในส่วนของจำเลยที่ 4 และมีมติ 7 ต่อ 2 ในส่วนของจำเลยที่ 19 ฟังไม่ได้ว่าทั้งสองมีเจตนาปกปิดข้อเท็จจริง สำหรับประเด็นที่ 4 ที่ระบุว่าจำเลยที่ 1, 2, 3, 5 และ 18 ให้นำเงินค่าธรรมเนียมการส่งออกมาชำระคืน  คชก.เป็นการฝ่าฝืน  พ.ร.บ.กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางหรือไม่ องค์คณะมีมติ 8 ต่อ 1 เสียงชี้ว่าจำเลยดังกล่าวไม่มีความผิดตามฟ้อง

"เนวิน" น้ำตาคลอกล้ายางช่วยชาติ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังฟังคำพิพากษาแล้ว นายเนวิน ชิดชอบ อดีต รมช.เกษตรฯ ให้สัมภาษณ์ว่า ผลของคดีเป็นไปตามคำพิพากษาของศาล จากวันนี้คิดว่าไม่ถึง 2 ปี น้ำยางจากต้นกล้ายางกว่า 90 ล้านต้น จะสร้างรายได้ให้เกษตรกรที่เข้าโครงการ และรายได้จากการขายยางพาราดังกล่าวจะนำไปสู่การช่วยแก้ปัญหาของชาติได้ สำหรับตนจากนี้มีภารกิจเดียวคือการปกป้องสถาบัน ทั้งนี้ ระหว่างการให้สัมภาษณ์นายเนวินมีน้ำตาคลอเบ้าตลอดเวลา และเมื่อพูดถึงรายได้จากยางพารา นายเนวินมีน้ำเสียงสั่นเครือ และเมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าฟ้องกลับ ป.ป.ช.หรือไม่ นายเนวินได้ส่ายหน้าแทน รวมทั้งไม่ตอบคำถามถึงความรู้สึกหลังจากฟังคำพิพากษา

"สรอรรถ" ดีใจผลการตัดสินดี

นายสรอรรถ กลิ่นประทุม อดีต รมว.เกษตรฯ กล่าวว่า ดีใจที่ศาลตัดสินออกมาเช่นนี้ เป็นสิ่งที่คาดหวังไว้ ทำให้ยืนยันความบริสุทธิ์ได้ จากนี้ไปผลของโครงการนี้จะสร้างประโยชน์ให้เกษตรกรและจะไม่ฟ้องร้องอะไรต่อ เมื่อถามว่า ได้คาดคะเนไว้ก่อนหรือไม่ว่าผลออกมาจะเป็นอย่างไร นายสรอรรถตอบว่าไม่ได้คาดคะเน ไม่กล้าก้าวล่วงอำนาจศาล เป็นนักการเมืองต้องยอมรับคำตัดสินของศาล

"ศิริพล" ขอค่าทนายความคืน

นายศิริพล ยอดเมืองเจริญ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ อดีตอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า คิดว่าคำวินิจฉัยของศาลผ่านการพิจารณามาโดยละเอียดแล้ว ในแง่ของคชก.คิดว่าเราทำถูกต้อง เพราะทำด้วยเจตนาบริสุทธิ์ ผู้สื่อข่าวถามว่า จะฟ้องกลับ ป.ป.ช.หรือไม่ นายศิริพลกล่าวว่า ไม่ได้พิจารณาเรื่องนี้ แต่คิดถึงในเรื่องของค่าทนายความ โดยขอพิจารณาค่าเสียหายในส่วนนี้ เพราะในฐานะที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ อัยการต้องเป็นทนายให้ แต่กรณีนี้ต้องจ่ายค่าทนายเอง เมื่อผลออกมาว่าบริสุทธิ์ จึงจะขอรับสิทธิค่าทนายคืน

"ฉกรรจ์" บอกขออโหสิฯให้


นายฉกรรจ์ แสงรักษาวงศ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ กล่าวว่า ขอขอบคุณศาลที่ให้ความยุติธรรม ตลอด 3 ปีเต็มที่ผ่านมา ต้องต่อสู้มาตลอดกับกระแสสังคมที่ต่อว่า แม้แต่คนในกระทรวงเกษตรฯยังหาว่าเราโกง แต่ไม่ได้ถือโทษอะไรกัน ขออโหสิฯให้ สำหรับโครงการนี้เป็นการจัดซื้อจัดจ้างที่ดีที่สุดของกระทรวงเกษตรฯ แต่ข้าราชการต้องเหนื่อยที่จะต้องต่อสู้กับกระแสสังคม โดนโจมตีต่างๆนานา

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ที่ผ่านมาเรื่องนี้ถือเป็นจุดด่างของกรมวิชาการเกษตร แต่ได้ผ่านพ้นไปแล้ว ต่อไปนี้ขอให้ดูผลงานจากยางที่ปลูกไว้ มั่นใจว่าจะสามารถกรีดยางให้ผลผลิตได้ตามเป้าหมายทุกต้น

ซี.พี.โอ่กล้ายางคุณภาพดี

ด้านนายมนตรี คงตระกูลเทียน ประธานคณะผู้บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ร่วมกลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซี.พี.) ส่งเอกสารให้ สื่อมวลชนระบุว่า ในนามของบริษัทเจริญโภคภัณฑ์เมล็ดพันธุ์ จำกัด ต้องขอขอบคุณศาลที่ให้ความเป็นธรรม แก่โครงการยางพารา 1 ล้านไร่ ว่าดำเนินการไปอย่างสุจริต และได้ยกฟ้องคำฟ้อง ที่ผ่านมาบริษัทฯมีความมุ่งมั่นที่จะผลิตกล้ายางชำถุง 90 ล้านต้น ในโครงการนี้ให้ลุล่วงตามเป้าหมาย โดยไม่ได้ทำให้ภาครัฐ เกษตรกรหรือประเทศชาติเสียหาย ผลการดำเนินการทำให้เกษตรกรพึงพอใจ เพราะกล้ายางของบริษัทฯมีคุณภาพดี นำไปปลูกให้ผลเกินคาด ดังนั้น ผลสรุปของคดีในวันนี้น่าจะทำให้ข้อสงสัยต่างๆหมดไป ขณะเดียวกัน บริษัทฯจะมุ่งมั่นเดินหน้าพัฒนานวัตกรรม ตลอดจนอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับยางพาราอย่างต่อเนื่องต่อไป เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขันในตลาดโลกให้กับเกษตรกรผู้ปลูกยางของไทย เพราะมีแนวโน้มว่าความต้องการยางพาราในตลาดโลกจะปรับตัวเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของอุตสาหกรรมรถยนต์ของประเทศจีนและอินเดีย

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้