อสูรกายดำ AUDI R8 V10 FSI

ข่าว

    อสูรกายดำ AUDI R8 V10 FSI

    อาคม รวมสุวรรณ

      28 มี.ค. 2556 13:30 น.

      จักรกลทำความเร็วในระดับสุดขั้วของค่าย 4 ห่วง 525 แรงม้า 530 นิวตันเมตร 0-100 ใน 3.8 วินาที กับเจ้าของฉายา The Ironman นี่คือ Audi R8 V10 FSI Quattro ...

      การเข้ามาควบรวมกิจการ Lamborghini ของค่ายรถสายพันธุ์เยอรมนี เจ้าของสัญลักษณ์ 4 ห่วงเมื่อกว่าสิบปีก่อนหมายรวมถึงเทคโนโลยีการวางเครื่องยนต์ไว้ที่กลางลำตัว และการ balanced น้ำหนักอันยอดเยี่ยมบนตัวรถสปอร์ตของพวกอิตาเลียนจะต้องตกไปอยู่ในมือของวิศวกรเยอรมนีอย่างช่วยไม่ได้ เป้าหมายของ Audi คือการสร้างซุปเปอร์คาร์เครื่องวางกลางที่มีสมรรถนะเทียบเท่าหรือดีกว่า ซุปเปอร์คาร์จากอิตาลีอย่าง Ferrari และ Lamborghini เพื่อทำให้มันกลายเป็นบทพิสูจน์บนหน้าประวัติศาสตร์ในวงการมอเตอร์สปอร์ตที่ยาวนานกว่า 70 ปีของบริษัท Audi หนึ่งในทีมแข่งผู้คว้าชัยชนะบนสนามแข่งรถยนต์ทางเรียบมากที่สุดติดอันดับต้นๆ ของโลก

      Audi R8 ถือกำเนิดขึ้นจากตัวรถต้นแบบ Concept Car Le Mans Quattro ในปี 2003 โครงการรถสปอร์ตต้นแบบที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อค้นคว้าและวิจัยความเป็นไปได้ในการผลิต Sport-Car เครื่องวางกลางลำขับเคลื่อน 4 ล้อ มันคือรถสปอร์ต 2 ที่นั่ง สไตล์ GT ที่ใช้โครงสร้างทั้งหมดผลิตจากอะลูมินั่มอัลลอย ซึ่งใช้เทคนิคในการขึ้นรูปแบบพิเศษ หรือ Audi Space Frame -ASF มีน้ำหนักเบาแต่มีความแข็งแกร่งสูง กระจกบังลมด้านหน้าขนาดใหญ่และลาดเอียงด้วยองศาที่สอดคล้องกับแนวหลังคาและ เส้นด้านข้างตัวถัง กระจกของเจ้า R8 ทุกรุ่นจะถูกเคลือบด้วยกรรมวิธี Hydrophobic Coating เพื่อลดการเกาะตัวของหยดน้ำ นอกจากนั้นมันยังถูกเคลือบด้วยสารป้องกันรังสี UV ช่วยลดอุณหภูมิภายในห้องโดยสาร กระจังหน้าขนาดใหญ่ ไฟหน้าแบบ Projector Bi Xenon ปรับเปลี่ยนมุมของลำแสงได้แบบอัตโนมัติ พร้อมด้วยไฟ LED Daytime Runing ใช้หลอดไฟ LED ข้างละ 17 หลอดในชุดไฟสูง-ต่ำ ในปัจจุบัน Audi R8 คือรถที่ใช้หลอด LED มากที่สุดในโลก ไฟหน้าในส่วนของไฟต่ำนั้น ใช้หลอด LED ที่ให้อุณหภูมิสีมากถึง 6,000 เคลวิน ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกันกับแสงของดวงอาทิตย์ในตอนกลางวัน

      มุมหน้าตอนล่างของชุดโคมไฟหน้าใช้หลอด LED 22 หลอด เรียงรายกันอยู่ภายในส่วนของ Ultra-high performance LED ส่วนเลนส์ไฟท้ายใช้หลอด LED 40 หลอดต่อข้าง ไฟเบรกดวงที่สามบริเวณกึ่งกลางบั้นท้ายด้านบนของขอบกระจกบานหลังใช้หลอด LED อีก 26 หลอด และไฟเลี้ยวรอบคันใช้หลอด LED สีเหลือง จำนวน 32 หลอด หลอด LED ดังกล่าวนี้ นอกจากจะมีอายุการใช้งานที่ทนทานกว่าหลอดไฟปกติแล้ว ยังติดได้เร็วกว่าและกินพลังงานในรูปของกระแสไฟต่ำมากกว่าหลอดธรรมดา โคมไฟหน้าของเจ้า R8 ใช้ไฟเพียงข้างละ 14 วัตต์ ในขณะที่โคมไฟแบบฮาโลเจนต้องใช้กระแสไฟถึง 300 วัตต์ ต่อข้าง จึงจะมีความสว่างเทียบเคียงหลอด LED

      อากาศพลศาสตร์คือหนึ่งในความสำคัญอันดับต้นๆ ของ Super Car รถ R8 ถูกทดสอบในอุโมงค์ลมในขั้นตอนการพัฒนาเพื่อลดค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านทานของอากาศที่มีผลไปถึงการทำความเร็วและการทรงตัว ตัวถังถูกออกแบบมาให้วิ่งทะลุกำแพง 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยมีวิงหลังอัตโนมัติที่จะยกตัวขึ้นเองหากความเร็วเกิน 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และจะซ่อนตัวเองอย่างมิดชิดจนแทบจะเป็นชิ้นเดียวกับส่วนของบั้นท้ายหากความเร็วไม่ถึงระดับดังกล่าว โครงสร้างที่หนักแค่ 210 กิโลกรัมอัดแน่นไปด้วยความแข็งแกร่ง มันต้องรองรับแรงบิดแรงกระชากจากเครื่อง V10 525 แรงม้า รวมถึงอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ รถ Audi R8 V10 FSI มีมวลทั้งสิ้น 1,620 กิโลกรัม และถือได้ว่าเป็นสปอร์ตคาร์รุ่นหนึ่งที่มีอัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหนักอยู่ในระดับดีเยี่ยม

      แอร์โรไดนามิกส์ บนตัวรถ R8 มีค่าแรงกดตัวถังหรือ Down Force ในระดับที่ดีและมีความสัมพันธ์ไปกับแรงยกของตัวถัง หรือ Lift Force การใช้ตัวถังที่ลู่ลมมากจนเกินไปนั้นจะทำให้ประสิทธิภาพการยึดเกาะของยางลดลง ซึ่งจะส่งผลกระทบไปถึงการควบคุมในย่านความเร็วสูง วิศวกรของ Audi ใช้วิงหลังที่สร้างแรงกดได้ดี บนตัวเลข 0.36 ที่อยู่ในระดับเดียวกันกับ Lamborghini Gallardo LP560/4 หรือเทียบเคียงได้เท่ากันกับ Ferrari F430 ช่องรับลมทุกช่องบนตัวถังผ่านการคำนวณค่าการไหลของอากาศอย่างละเอียด กระแสลมความเร็วสูงที่เคลื่อนผ่านพื้นผิวของตัวถังจะถูกดึงมาใช้ประโยชน์อย่างสูงสุด รถทดสอบ Audi R8 V10 FSI ใส่ล้ออัลลอยลายใหม่ล่าสุดแบบ 10 ก้านคู่ ห่อรัดด้วยยางซิ่งเกรดแข่งของ Pirelli รุ่น P Zero Corsa ยางล้อหน้าไซส์ 235/35/ZR19 ล้อหลังไซส์ 295/35/ZR19 เบรกหน้าใช้จานเบรกคาร์บอนเซรามิกขนาด 380 มิลลิเมตร คาร์ลิปเปอร์เบรกอัลลอยสีเงินแปะตรา Audi แบบ 6 Pot ส่วนด้านหลังเป็นจานเบรกคาร์บอนเซรามิกขนาด 356 มิลลิเมตร กับคาร์ลิปเปอร์เบรก 4 Pot (จานเบรกคาร์บอนเป็นอุปกรณ์เสริมพิเศษ)

      ภายใน Cockpit แบบรถแข่ง เจ้าของจะพบกับงานคาร์บอนไฟเบอร์เงาวาวประดับตกแต่งอยู่แทบจะทุกจุดของห้องโดยสารแบบสองที่นั่ง ไล่เรียงกันมาตั้งแต่วงพวงมาลัยแบบสามก้านทรงฐานตัดบนงานตัดเย็บหนังแท้ให้เข้ากับงานคาร์บอน สวิตช์แป้นแพดเดิ้ลชิฟคาร์บอน แผงประตูและมือจับคาร์บอน คอนโซลกลางเดินงานหุ้มขอบด้วยคาร์บอน บ่งบอกถึงความมีตัวตนในภาพลักษณ์ซุปเปอร์คาร์เพียงแค่ชายตามอง มันคืองานดีไซน์ห้องโดยสารที่สวยงามของค่าย Audi ส่งถ่ายจินตนาการไปยังผู้ขับได้อย่างหมดจดที่สุดแล้วในยุคนี้ จอ MMI คือศูนย์รวมหรือสมองกลไฟฟ้าของระบบต่างๆ สามารถปรับตั้งค่าของการทำงานในโปรแกรมที่ถูกพัฒนามาให้ใช้งานได้ง่ายเพียงแค่ใช้การเรียนรู้ไม่กี่ครั้ง มันสามารถปรับโหมดการขับได้ถึง 4 ระดับ ปรับตั้งระดับของระบบรองรับ ต่อพ่วงกับอุปกรณ์ให้ความบันเทิงเริงรมย์ภายนอกชนิดสุดขั้ว ปุ่ม สวิตช์ต่างๆ มีรูปแบบที่ล้ำอนาคต ให้ผิวสัมผัสในระดับสูง โดยเฉพาะคันเกียร์ออโต้งานอัลลอยสีเงินอันละเอียดอ่อน ปุ่มควบคุมชุดแอร์ และสวิตช์ทรงกลมที่ควบคุมจอ Multifunction Display -MMI ทั้งหมดทั้งปวงภายในห้องโดยสารของ R8 คืองานประติมากรรมระดับสุดยอดที่รวบรวมงานฝีมืออันประณีตประสานไปบนรูปแบบไฮเทคอย่างลงตัว

      หน้าปัดทรงรี อยู่ภายในคอนโซลโค้งมนขนาดกะทัดรัด ซึ่งจัดวางอยู่หน้าคนขับ มาตรวัดด้านซ้ายมือเป็นวัดรอบเครื่องยนต์ที่มีขีดลากไปจนถึง 10,000 รอบ!! และประทับตรา V10 เพื่อไม่ให้เจ้าของหลงลืมว่ากำลังควบคุมเจ้า Ironman ที่มีเครื่อง V10 5.2 ลิตร 525 แรงม้า วางอยู่เลยแผ่นหลังคนขับเพียงแค่ไม่ถึงฟุต กรอบมาตรวัดเล็กๆ ที่มุมด้านซ้ายบอกอุณหภูมิของน้ำมันหล่อลื่น มาตรวัดด้านขวามือเป็นมาตรวัดความเร็ว ใช้ตัวเลขแบบไมล์ต่อชั่วโมงอยู่ด้านนอก โดยมีตัวเลขกิโลเมตรต่อชั่วโมงซ้อนกันอยู่ภายในอย่างสวยงาม มีตัวเลขในแบบกิโลเมตรต่อชั่วโมงมาให้ถึง 330 กิโลเมตร มุมขวาเป็นกรอบมาตรวัดเล็กๆ บอกระดับของไฟในแบตเตอรี่ ส่วนมุมบนสุดตรงกึ่งกลางหน้าปัดมีกรอบมาตรวัดเล็กอีกสองชุด ขวามือแจ้งระดับน้ำมันเชื้อเพลิง ส่วนซ้ายมือจะคอยแจ้งอุณหภูมิการทำงานของเครื่องยนต์ ต่ำลงมาเป็นจอ Multifunction Display วางตัวเองอยู่ตรงกึ่งกลางมาตรวัดใหญ่ทั้งสองเพื่อทำให้สังเกตได้ง่าย เป็นจอ Multifunction ที่คอยแจ้งเตือนการทำงานในระบบต่างๆ อุณหภูมิภายนอก ระยะทางที่น้ำมันในถังสามารถวิ่งถึง เบาะคู่หน้าแบบหนังแท้สีดำออกแบบโดยใช้มุมมองให้คล้ายกับกล้ามเนื้อของนักกีฬา นั่งได้กระชับและโอบอุ้มสรีระของผู้ขับขี่ได้ดี มันคือเบาะรถสปอร์ตที่มีทั้งความสวยงามและดุดันแฝงอยู่ครบๆ ภายในที่ลงตัวประกอบไปด้วยวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ตกแต่งที่อยู่ในระดับสูงสุด จะทำให้คุณไม่มีทางที่จะไม่ชอบห้องโดยสารของเจ้ารถคันนี้อย่างแน่นอนชนิดนั่งแล้วไม่อยากลุกกันเลยทีเดียว

      หัวใจอันเป็นที่มาของแรงบิด 530 นิวตันเมตร คือ เครื่องยนต์เบนซินขนาด 10 กระบอกสูบรูปตัว V พัฒนามาจากรุ่น RS4 แต่ใช้เทคโนโลยีของรถแข่งเข้าเสริม มีเสถียรภาพและมีความน่าเชื่อถือสูงจากความทนทานแม้จะโดนอัดที่รอบสูงต่อเนื่องยาวนาน รอบเครื่องสูงสุดจัดจ้านถึง 8250 รอบต่อนาที ปริมาตรความจุ 5.2 ลิตร หรือ 5204 ซีซี วางทำมุม 90 องศาแบบกลางลำตัวรถ และถูกออกแบบให้มีจุดยึดต่ำมากเพื่อลดค่าจุดศูนย์ถ่วง แรงม้าทั้ง 525 ตัวมาแบบล้นๆ ที่ 8000 รอบต่อนาที เรดไลน์มีให้ลากกันถึง 8700 รอบต่อนาที ที่รอบเครื่องยนต์สูงสุด ลูกสูบของเจ้า R8 จะเคลื่อนที่ด้วยความเร็วกว่า 26.9 เมตร/วินาที แรงบิด 530 นิวตันเมตรมาในรอบเครื่อง 6500 รอบต่อนาที ที่รอบต่ำในระดับ 1000 รอบต่อนาที จะมีแรงบิดให้ใช้มากถึง 400 นิวตันเมตร สามารถขนเอามวลของตัวรถที่หนัก 1.6 ตันให้ปลิวไปตามลมได้เลยบนตัวเลข 0-100 กิโลเมตร ใน 3.8 วินาที รุนแรงเกือบเท่ารถแข่ง Formura 1 เลยทีเดียว จ่ายเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีดไฟฟ้า FSI พร้อมด้วยอ่างน้ำมันเครื่องแบบ Dry Sump ป้องกันปัญหาน้ำมันเครื่องไปหล่อลื่นไม่ทันเนื่องจากวิ่งมุดเข้า-ออกโค้งด้วยความเร็วสูง เป็นระบบหล่อลื่นที่ซุปเปอร์คาร์ส่วนใหญ่รวมถึงรถแข่งนิยมนำมาใช้กันอย่างแพร่หลาย แรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลางหรือแรง G จะไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อระบบหล่อลื่นของรถ R8

      ระบบส่งกำลังของ R8 V10 FSI ใช้ชุดเกียร์ R-Tronic พัฒนาจากสนามแข่งขันโดยวิศวกรของ Audi มันใช้การอัพเกรดมาจากเกียร์ DSG หรือพวกเกียร์ทวินคลัตช์ มาพร้อมกับโหมดปรับแต่ง Launch Control โดยผ่านการควบคุมด้วยสมองกลไฟฟ้าเชื่อมต่อกับระบบจ่ายเชื้อเพลิง FSI ความเร็วในการทำงานของกลไกคลัตช์ ความเร็วในการเปลี่ยนเกียร์ที่รวดเร็วมากกว่าการตัดสินใจของมนุษย์นับ 10 เท่า รวมถึงยังเชื่อมโยงกับชุดขับเคลื่อน 4 ล้อ Quattro อันลือลั่นของค่ายนี้ ประสิทธิภาพของมันคือ อัตราเร่งจาก 0-200 กิโลเมตร ใน 8.1 วินาที ถ้าหากเป็นระบบเกียร์ธรรมดาที่เจ้าของต้องยัดเกียร์เองจะต้องใช้เวลาถึง 12.08 วินาที ในการตะกายให้ถึงย่าน 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

      ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ Quattro ของรถ Audi R8 V10 FSI คือพัฒนาการล่าสุดในระดััับ Gen5 ถือได้ว่าเป็นกลไกขับเคลื่อน 4 ล้อที่สมบูรณ์แบบมากที่สุดแล้วในยุคนี้ มันจะรับหน้าที่กระจายแรงบิดจากระบบส่งกำลังไปยังล้อหน้าและล้อหลังให้สัมพันธ์กับสภาวะของการขับขี่ตามการตัดสินใจของสมองกลไฟฟ้าในชุดควบคุมปรับตั้ง เมื่อขับในสภาพปกติทั่วไป ชุดขับเคลื่อน 4 ล้อ Quattro จะส่งกำลังไปยังล้อคู่หน้า 30% และล้อคู่หลัง 70% หรือสามารถปรับอัตรากระจายแรงบิดที่ 15:85 ด้วยชุดขบวนเฟือง Torsen Center Differential ระบบ Quattro Gen5 ของ R8 V10 ใช้กลไกล้วนๆ ในการทำงานโดยอาศัยความแตกต่างของความเร็วรอบในการหมุนของล้อ ทั้ง 4 มาใช้ปรับเปลี่ยนระดับของการกระจายกำลังไปยังล้อทั้งหมด จากกลไก Torsen Center Differential ที่ค่อนข้างสลับซับซ้อนแต่ทรงประสิทธิภาพมากเมื่อมันทำงาน การปรับเปลี่ยนแรงหมุนของล้อทั้งสี่จึงเกิดขึ้นในลักษณะแปรผันไปตามความเป็นจริงทั้งหมด ช่วยรักษาตัวรถให้มีความเสถียรถึงแม้จะอัดเข้าโค้งด้วยความเร็วที่ใกล้จุด สูงสุดที่ระบบควบคุมการทรงตัวจะสามารถรองรับเอาไว้ได้ก็ตาม

      จากสภาพการขับแบบอัดไม่เลี้ยงบนการทดสอบของหนังสือรถหัวนอกที่ได้ลองควบเจ้า V10 อาการหน้าดื้อโค้ง หรือ Understeering ซึ่งจะเกิดขึ้นกับล้อหน้าเมื่อวิ่งเข้าสู่ทางโค้งด้วยความเร็วสูง ล้อหน้าจะมีอาการสลิปหรือหมุนเร็วกว่าล้อหลังอย่างไร้สมดุลที่ถูกต้อง ระบบ Quattro Gen5 ของ R8 จะเข้ามาแทรกแซงทันทีด้วยการลดกำลังของล้อคู่หน้า แล้วแปรผันแรงบิดไปยังล้อคู่หลัง เมื่อล้อหน้าหมุนช้าลงและล้อหลังหมุนเร็วขึ้น หน้ารถที่กำลังแหกจะถูกดึงกลับเข้าสู่สภาพความสมดุลที่ดี การตอบสนองทั้งหมดของระบบเกิดขึ้นเพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น ในทางกลับกัน หาก R8 V10 5.2 FSI กำลังเกิดอาการท้ายปัด หรือ Oversteering ในโค้งมุมแคบ ซึ่งเกิดจากสภาพการที่ล้อหลังหมุนเร็วกว่าล้อหน้า ท้ายรถเริ่มขาดการยึดเกาะและเริ่มกวาดออกด้านข้าง ระบบ Quattro Gen5 จะเข้ามาลดกำลังของล้อหลัง แล้วเติมไปยังล้อคู่หน้า สลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนไปตามสภาพการณ์ของการขับขี่จนทำให้ผู้ขับสามารถแก้อาการแหกโค้งได้ดีกว่าระบบอื่นๆ ที่มีใช้อยู่ในซุปเปอร์คาร์ยุคปัจจุบัน กลไกของระบบ Quattro ในตัวรถ Audi ทำงานโดยขึ้นตรงกับความเร็วของตัวรถ รูปแบบของโค้งและสภาพการยึดเกาะที่ถูกเฝ้ามองโดยคอมพิวเตอร์ความเร็วสูง การปรับเปลี่ยนแปรผันแรงบิดของล้อทั้งสี่จึงเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาจนระบบตรวจจับได้ว่าตัวรถกลับมามีความเสถียรอีกครั้ง.

      Audi R8 V10 FSI Quattro Specification
      แบบ............................................สปอร์ต 2 ประตู 2 ที่นั่ง
      ผู้ผลิต..........................................Audi เยอรมนี
      เครื่องยนต์..................................V10 วางทำมุม 90 องศา กลางลำ
      ปริมาตรความจุ..........................5.2 ลิตร 5,204 ซีซี
      กระบอกสูบxช่วงชัก...................84.5มิลลิเมตรx92.8 มิลลิเมตร
      อัตราส่วนกำลังอัด.....................12.5:1
      วาล์ว...........................................4 วาล์วต่อ 1 กระบอกสูบ=40 วาล์ว
      ระบบหล่อลื่น...............................Dry Sump
      ระบบจ่ายเชื้อเพลิง......................หัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ FSI Direct Petrol Injection
      แรงม้าสูงสุด................................525 แรงม้าที่ 8,000 รอบต่อนาที
      แรงบิดสูงสุด...............................530 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบต่อนาที
      อัตราเร่ง......................................0-100 กิโลเมตรใน 3.8 วินาที
      ความเร็วสูงสุด............................320 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
      BMEP.........................................1304 kPa 189.1psi
      Unitary capacity..........................520.4 cc per cylinder
      Specific torque............................103.77 Nm/litre
      CO2 Emissions...........................323.0 g/km
      ระบบขับเคลื่อน...........................ขับเคลื่อน 4 ล้อตลอดเวลาด้วยระบบ Quattro Gen 5
      ระบบบังคับเลี้ยว.........................แรคแอนด์พีเนียน พร้อมปั๊มพาวเวอร์ไฟฟ้า EPS
      ระบบส่งกำลัง..............................เกียร์อัตโนมัติ R-Tronic 7 สปีด
      ระบบช่วยทรงตัว.........................ESP
      ระบบกันสะเทือน.........................Independent Double Wishbone Suspension ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง

      ล้อและยาง
      ล้อหน้า.........................................อัลลอยขนาด 19 นิ้ว ยาง Pirelli P Zero Corsa 235/35/ZR19
      ล้อหลัง.........................................อัลลอยขนาด 19 นิ้ว ยาง Pirelli P Zero Corsa 295/30/ZR19
      ระบบเบรก
      ด้านหน้า.......................................จานเบรกคาร์บอนเซรามิกขนาด 380 มิลลิเมตร คาร์ลิปเปอร์เบรก Audi แบบ 6 Pot
      ด้านหลัง.......................................จานเบรกคาร์บอนเซรามิกขนาด 356 มิลลิเมตร คาร์ลิปเปอร์เบรก Audi แบบ 4 Pot

      มิติตัวถัง
      ความกว้าง...................................1,930 มิลลิเมตร
      ความยาว.....................................4,435 มิลลิเมตร
      ความสูง.......................................1,252 มิลลิเมตร
      น้ำหนัก.........................................1,602 กิโลกรัม
      ปริมาตรความจุถังเชื้ิอเพลิง..........75 ลิตร
      ราคา.............................................13 ล้านบาท

      Technical Data Photo By
      Audi AG.

      Arcom roumsuwan
      E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
      Facebook http://www.facebook.com/chang.arcom

       

      อ่านเพิ่มเติม...

      วิดีโอแนะนำ

      พ่อบ้านใจกล้า! เมื่อเมียกลับบ้านไม่ตรงเวลา แบบนี้ต้องเจอไม้เรียว
      03:24

      พ่อบ้านใจกล้า! เมื่อเมียกลับบ้านไม่ตรงเวลา แบบนี้ต้องเจอไม้เรียว

      แท็กที่เกี่ยวข้อง

      คุณอาจสนใจข่าวนี้

      thairath-logo

      ApplicationMy Thairath

      ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
      วันพฤหัสที่ 20 มกราคม 2565 เวลา 09:28 น.
      ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
      เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์