หวั่นบาทแข็งซ้ำรอย'ต้มยำกุ้ง' นักวิชาการเตือนฟองสบู่การเงิน-อสังหาฯ

ข่าว

    หวั่นบาทแข็งซ้ำรอย'ต้มยำกุ้ง' นักวิชาการเตือนฟองสบู่การเงิน-อสังหาฯ

    ไทยรัฐออนไลน์

      18 มี.ค. 2556 20:02 น.

      นักวิชาการห่วงบาทแข็งต่อเนื่อง หวั่นคล้ายวิกฤติต้มยำกุ้งปี 40 แต่ไม่ใช่ระยะนี้ ด้านซีพีชี้ผู้ส่งออกข้าวเจอผลกระทบ 2 เด้ง ทั้งค่าบาทและจำนำข้าว กระทบความสามารถแข่งขัน ด้าน "ดร.โกร่ง" แนะภาคเกษตรเร่งปรับตัว ห่วงฟองสบู่ ภาคการเงิน-อสังหาฯ จี้หาทางป้องกัน เชื่อ ธปท.ไม่ลดดอกเบี้ยแน่...

      เมื่อวันที่ 18 มี.ค.2556 นายสมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ กล่าวในงานซีพีเสวนา "บาทแข็ง : ผลกระทบ-ทางออก" โดยมองว่า สถานการณ์ค่าเงินบาทในขณะนี้มีความคล้ายคลึงกับปี 2540 ที่ตลาดหุ้นไทยร้อนแรง ขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจไทยขยายตัวดี ประกอบกับนักลงทุนมองเห็นโอกาสของไทย ในการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ที่เชื่อมโยงกับกลุ่มประเทศภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ทำให้มีเงินทุนไหลเข้าไทยอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับผู้ส่งออกเทขายเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าสูงสุดในรอบ 28 เดือน ที่ 29.51 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ และมีโอกาสแข็งค่าต่อเนื่อง จนอาจจะกลับไปอยู่ที่ 25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ก่อนเกิดวิกฤติปี 2540 แต่ยังไม่ใช่ระยะใกล้นี้ ซึ่งผู้ส่งออกกำลังเผชิญผลกระทบจากค่าแรง 300 บาท และค่าเงินบาทแข็งค่า ต้องปรับตัว เน้นการขายในประเทศมากขึ้น

      นายสุเมธ เหล่าโมราพร ประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) กล่าวว่า กลุ่มผู้ส่งออกข้าวกำลังถูกผลกระทบ 2 ด้าน ทั้งจากราคารับจำนำข้าวที่สูงขึ้น และค่าเงินบาทที่แข็งค่า กระทบขีดความสามารถในการแข่งขัน และหากค่าเงินแข็งค่ามากกว่า 29.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ มาอยู่ที่ 27-28 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ผู้ส่งออกสินค้าเกษตรทั้งหมดจำเป็นจะต้องทบทวนแผนการค้าใหม่ เนื่องจากราคาสินค้าเกษตรของไทยแข่งขันกับประเทศคู่แข่งไม่ได้

      อย่างไรก็ตาม เห็นว่าปริมาณการส่งออกข้าวในปีนี้จะดีกว่าปีก่อน และกลับขึ้นมาเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับ 2 ของโลกรองจากอินเดีย ซึ่งรัฐบาลควรปรับปรุงนโยบายการรับจำนำใน 3 ด้าน ทั้งการบริหารจัดการ ต้องอุดจุดรั่วไหล และควรมีระบบบริหารจัดการที่ดี ดูแลคุณภาพข้าวที่รับจำนำใหม่ด้วยการแบ่งชั้นของข้าวให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้กระทบต่อภาพลักษณ์ของข้าวหอมมะลิไทย และต้องระบายข้าวในสต๊อกอย่างโปร่งใสด้วย

      ขณะที่นายวีรพงษ์ รามางกูร ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศไทย (กยอ.) ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ การพัฒนาประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งเปิดเชิงรุกบุกเออีซี โดยเชื่อว่าประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการค้าและการลงทุน ซึ่งจีนและเอเชียจะเป็นประเทศสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจโลก ขณะที่ไทยมีจุดยุทธศาสตร์ที่จะดึงหลายประเทศจะเข้ามาลงทุน ในแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2.2 ล้านล้านบาท

      นอกจากนี้ ยังระบุในฐานะประธานบอร์ดธนาคารแห่งประเทศไทยว่า รู้สึกหวั่นวิตก และมีสัญญาณค่อนข้างชัดเจนว่าเศรษฐกิจไทยปลายปีนี้ จนถึงต้นปี 2557 อาจจะเกิดฟองสบู่แตกในภาคการเงินและภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเห็นได้ชัดว่ามีเงินทุนไหลเข้าจากการที่ตลาดหุ้นไทยขึ้นลงอย่างรวดเร็วจาก 1,000 ต้นๆ มาอยู่ที่ 1,600 จุด และอาจขยับสูงไปกว่านี้ รวมถึงนักธุรกิจสนใจพันธบัตรรัฐบาล และมีการซื้อมากกว่าร้อยละ 15 และจะเพิ่มมากกว่านี้ โดยสัญญาณเห็นได้ชัดจากเงินบาทแข็งค่าขึ้น ซึ่งเชื่อว่า ธปท.จะไม่กล้าประกาศลดดอกเบี้ยนโยบายเพื่อลดกระแสความร้อนแรงของเงินไหลเข้าแน่นอน แต่สิ่งที่ทุกฝ่ายต้องจับตาว่าจะหาทางอย่างไรที่จะป้องกันปัญหาฟองสบู่แตก เนื่องจากไทยเป็นประเทศเปิดตลาดภาคการเงินเสรี โดยไม่มีเครื่องมือป้องกัน ถือเป็นสิ่งอันตรายมาก

      ทั้งนี้ ภาคการเกษตรของไทยต้องปรับตัว และรัฐบาลจะต้องไม่ใช้นโยบายเงินอุดหนุนสินค้าภาคการเกษตร ที่ไม่สามารถจะแข่งขันได้ในอนาคต และควรนำเงินงบประมาณส่วนนี้ไปแก้ไขเรื่องน้ำจะดีกว่า อาทิ การปลูกข้าวนาปรัง เพราะมีต้นทุนปลูกสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม และพม่า และควรส่งเสริมข้าวหอมมะลิ ข้าวอินทรีย์ เพราะเป็นชนิดสำคัญที่จะสร้างรายได้และแข่งขันกับต่างประเทศได้

      อ่านเพิ่มเติม...

      แท็กที่เกี่ยวข้อง

      คุณอาจสนใจข่าวนี้

      thairath-logo

      ApplicationMy Thairath

      ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
      Trendvg3 logo
      Sonp logo
      inet logo
      วันเสาร์ที่ 27 พฤศจิกายน 2564 เวลา 03:10 น.
      ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
      เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์