ไล่บี้ลดดอกเบี้ยชะลอเงินร้อน "โต้ง" ลั่นเศรษฐกิจพังบอร์ด ธปท.ต้องรับผิด

ข่าว

    ไล่บี้ลดดอกเบี้ยชะลอเงินร้อน "โต้ง" ลั่นเศรษฐกิจพังบอร์ด ธปท.ต้องรับผิด

    ไทยรัฐออนไลน์

      5 ก.พ. 2556 05:15 น.

      “กิตติรัตน์” เปิดเกมรุกบอร์ด ธปท.และผู้บริหาร ตัดสินใจลดดอกเบี้ยนโยบาย หากปล่อยทิ้งไว้ ภาระขาดทุนสะสมกว่า 400,000 ล้านบาท จะกลายเป็นหนี้ประเทศ ยันกฎหมาย ธปท.ให้อำนาจบอร์ดดูแลกำกับนโยบายต่างๆ จึงห้ามลอยตัวเหนือปัญหา หากประเทศเจ๊ง บอร์ด ธปท.ต้องร่วมรับผิดชอบด้วย แบไต๋ไม่ยอมให้มีมาตรการใดออกมาสร้างผลกระทบต่อตลาดเงินตลาดทุนร้ายแรงเหมือนในอดีตอีก

      นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เปิดเผยว่า ในฐานะ รมว.คลัง ได้ออกหนังสือกระทรวงการคลังถึงนายวีรพงษ์ รามางกูร ประธานคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในช่วงก่อนที่จะมีการประชุมเพื่อให้นายวีรพงษ์และบอร์ดทุกคนได้ร่วมกันพิจารณาถึงอำนาจหน้าที่ และความรับผิดชอบที่มีต่อ ธปท. และระบบเศรษฐกิจของประเทศ “การตัดสินใจส่งจดหมายถึงบอร์ด ธปท.ก็เพื่อให้บอร์ดทุกท่านรับทราบบทบาท และหน้าที่ของตนว่าจะต้องร่วมกันรับผิดชอบต่อผลกระทบใดๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศเป็นสำคัญด้วย นอกจากนี้ กระทรวงฯ ยังเป็นห่วงภาระหนี้สะสมของ ธปท.ที่มียอดหนี้สะสมติดลบเพิ่มขึ้นทุกปีด้วย”

      นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ ทั้งตน และนายวีรพงษ์เสนอแนะให้ ธปท.ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจาก 2.75% ในปัจจุบันลงเพื่อให้ส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยในประเทศกับต่างประเทศแคบลง และลดกระแสเงินทุนไหลเข้า ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นมาก แต่ ธปท.มองข้ามข้อเสนอดังกล่าว เพราะผู้บริหาร ธปท.ยังคงให้สัมภาษณ์ตลอดว่า จะพิจารณากรอบเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อเป็นหลักในการกำหนดทิศทางบริหารเศรษฐกิจประเทศ ทำให้คลังเป็นห่วงว่า หากไม่มีข้อเสนอแนะใดๆ ให้บอร์ด ธปท. ผู้ทรงวุฒิเหล่านี้จะไม่รู้ตัวว่า ต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อความเสียหายที่ ธปท.ทำด้วย

      “เจตนาของผมคือ ต้องการให้ท่านประธานอ่านจดหมายกระทรวงการคลังให้บอร์ด ธปท.ทุกท่านรับทราบ โดยผมได้เซ็นชื่อบนจดหมายด้วยตนเอง และยังได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ผู้ส่งเอกสาร ขอให้ นายวีรพงษ์ ลงนามตอบกลับมาด้วย หวังว่า บอร์ดชุดนี้ที่มีผู้ว่าการ ธปท.และรองผู้ว่าการ ธปท.อีก 2 คนอยู่ จะรับรู้ถึงผลของกฎหมายด้วยเช่นกัน”

      นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า พ.ร.บ.ธนาคารแห่งประเทศไทย มี 3 มาตราที่สำคัญๆ ที่บอร์ดทั้งหมด 12 คน ควรทราบคือ 1.มาตรา 7 นอกจาก ธปท.จะมีภารกิจเป็นธนาคารกลางเพื่อรักษาเสถียรภาพการเงิน สถาบันการเงินและการชำระเงินแล้ว ต้องคำนึงถึงการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาลด้วย เพราะภาระการขาดทุนสะสมของ ธปท.เพิ่มขึ้นทุกปี ในปีที่แล้ว ยอดการขาดทุนสะสม 400,000 ล้านบาท เป็นผลจากการออกพันธบัตรดูดซับสภาพคล่องเงินบาทจากธนาคารพาณิชย์ 4 ล้านล้านบาท ซึ่งคลังไม่ต้องการให้การขาดทุนสะสมกลายเป็นความเสียหายที่กระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจ หรือเป็นหนี้สาธารณะ

      “เงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้ามาในประเทศอย่างต่อเนื่อง ทำให้ ธปท.ต้องพยายามออกพันธบัตรดูดซับสภาพคล่องออกจากระบบ เพราะเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้ามาในประเทศจะถูกแปลงสภาพไปเป็นเงินบาทโดยธนาคารพาณิชย์ และเมื่อปริมาณเงินบาทมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จะเกิดภาวะเงินล้นระบบ ซึ่งไม่ดีต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจ ธปท.ต้องออกพันธบัตรเพื่อดูดเงินบาทเหล่านี้กลับไปในอัตราดอกเบี้ย 2.75% ขณะที่เงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ไหลเข้ามาในทุนสำรอง เงินตราระหว่างประเทศมีถึง 180,000 ล้านเหรียญ แต่ ธปท.กลับนำไปลงทุนโดยได้รับผลตอบแทนไม่ถึง 1% ทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่าดอกเบี้ยจ่าย มากกว่าดอกเบี้ยรับ ผลก็คือ ยิ่ง ธปท.ออกพันธบัตรมากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งขาดทุนหนักมากขึ้นเท่านั้น”

      2.มาตรา 8 (2) ที่ว่าด้วยอำนาจของ ธปท.ในการกำหนดและดำเนินนโยบายการเงิน ประเด็นนี้ ผู้ว่าการ ธปท. มักจะอ้างว่า การกำหนดทิศทางดอกเบี้ยนโยบายขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คงไม่ถูกต้อง เพราะ ธปท.มีอำนาจดูแลนโยบายเงินตามที่กฎหมายกำหนดอยู่แล้ว และ 3.มาตรา 25 บอร์ด ธปท.มีอำนาจหน้าที่ควบคุมดูแลโดยทั่วไป เพื่อให้การดำเนินงานของ ธปท.เป็นไปตามมาตรา 7 เว้นแต่กิจการและการดำเนินการที่เป็นอำนาจของ กนง. หมายความว่า บอร์ด ธปท.ทุกคน ต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อความเสียหายด้วย หากการตัดสินใจของ กนง.ก่อให้เกิดความเสียหาย และกลายเป็นความผิดพลาด จนส่งผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจไทยอย่างร้ายแรง และบอร์ด ธปท.ทุกคนจะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้

      ประเด็นสำคัญอีกประการก็คือ การดำเนินนโยบายแก้ปัญหาเงินบาทแข็งค่า หรือลดกระแสการไหลเข้าของเงินทุนต่างประเทศลง จะต้องไม่เกิดผลกระทบร้ายแรงเหมือนในอดีต กระนั้นก็ตาม นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า หาก ธปท.ดำเนินการใดๆ โดยไม่หารือ จนเกิดความเสียหายรุนแรง ก็จะแก้กฎหมายที่กำหนดอำนาจหน้าที่ของ ธปท. ทันที  “สิ่งที่ผมทำ ไม่ได้มีเป้าหมายปลดผู้ว่าการ ธปท. แต่ที่มองเห็นคือ ภาพความเสียหายที่อยู่ตรงหน้า จึงไม่อาจละเว้น หรือปล่อยให้ทวีความรุนแรงมากขึ้น กระทรวงการคลังได้เตรียมแผนการไว้หลายเรื่อง เช่น สั่งให้รัฐวิสาหกิจที่มีหนี้สินเป็นเงินตราต่างประเทศ เร่งชำระหนี้คืนเจ้าหนี้โดยเร็วเพื่อลดเงินทุนไหลเข้า หรือใช้มาตรการลดฟองสบู่ในบางภาคอุตสาหกรรมที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต”.

      อ่านเพิ่มเติม...

      แท็กที่เกี่ยวข้อง

      คุณอาจสนใจข่าวนี้

      thairath-logo

      ApplicationMy Thairath

      ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
      Trendvg3 logo
      Sonp logo
      inet logo
      วันเสาร์ที่ 4 ธันวาคม 2564 เวลา 10:19 น.
      ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
      เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์