"เหนือเมฆ2" เซ็นเซอร์ตัวเองหรือถูกเซ็นเซอร์?

ข่าว

"เหนือเมฆ2" เซ็นเซอร์ตัวเองหรือถูกเซ็นเซอร์?

ชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี

    9 ม.ค. 2556 22:00 น.

    บันทึก


    จนถึงวันนี้แล้ว ความข้องใจของแฟนนานุแฟนต่อกรณีละคร “เหนือเมฆ 2: มือปราบจอมขมังเวทย์” ว่าใครอยู่เบื้องหลังการสั่งแบนละครเรื่องนี้เมื่อคืนวันศุกร์ที่ 4 มกราคมที่ผ่านมา กันแน่?

    เพราะต่อให้ผู้บริหารของช่อง 3 พากัน “อมพระ” กันออกมาชี้แจงว่า “การตัดสินใจยุติการออกอากาศละครเหนือเมฆฯ ครั้งนี้ เป็นเพราะมีเนื้อหาบางส่วนที่ไม่เหมาะสม และไม่มีฝ่ายการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยแต่อย่างใด” ก็คงไม่มีใครเชื่อ จนกว่าจะมีกระบวนการส่งเทปละครตอนที่ไม่ได้ออกอากาศให้กับคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม (กสทช.) ตรวจสอบ


    เพื่อให้ชัดเจนไปว่า มีเนื้อหาตอนใดที่ไม่เหมาะสม หรือน่าจะเข้าข่ายละเมิดมาตรา 37 ของ พรบ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2551 ตามที่ น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ 1 ในกรรมการ กสทช.เสนอไว้

    เนื้อหาของมาตรา 37 เขียนไว้ว่า... “ห้ามมิให้ออกอากาศรายการที่มีเนื้อหาสาระที่ก่อให้เกิดการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือมีการกระทำซึ่งเข้าลักษณะลามกอนาจาร หรือมีผลกระทบต่อการให้เกิดความเสื่อมทรามทางจิตใจหรือสุขภาพของประชาชนอย่างร้ายแรง

    ผู้รับใบอนุญาตมีหน้าที่ตรวจสอบและให้ระงับการออกอากาศรายการที่มีลักษณะตามวรรคหนึ่ง หากผู้รับใบอนุญาตไม่ดำเนินการ ให้กรรมการซึ่งคณะกรรมการมอบหมายมีอำนาจสั่งด้วยวาจา หรือเป็นหนังสือให้ระงับการออกอากาศรายการนั้นได้ทันที และให้คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าวโดยพลัน


    ในกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนแล้วเห็นว่าการกระทำดังกล่าวเกิดจากการละเลยของผู้รับใบอนุญาตจริง ให้คณะกรรมการมีอำนาจสั่งให้ผู้รับใบอนุญาตดำเนินการแก้ไขตามที่สมควร หรืออาจพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตก็ได้”

    แปลไทยเป็นไทยว่า อำนาจการสั่งห้ามรายการใดออกอากาศ หรือ “แบน” นั้น เป็นอำนาจของ กสทช.แต่เพียงองค์กรเดียว รัฐบาลหรือฝ่ายการเมืองไม่มีสิทธิมาสั่งห้ามรายการใดออกอากาศเช่นที่ผ่านมาแล้ว

    การสั่งแบนของ กสทช.ก็ไม่ใช่ว่าจะสามารถทำได้พร่ำเพรื่อ เพราะต้องเข้าเงื่อนไขตามที่ระบุไว้ในมาตรา 37 เท่านั้นคือ 1) ก่อให้เกิดการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 2) มีผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน 3) มีการกระทำซึ่งเข้าลักษณะลามกอนาจาร และ 4) มีผลกระทบต่อการให้เกิดความเสื่อมทรามทางจิตใจหรือสุขภาพของประชาชนอย่างร้ายแรง

    การที่ผู้บริหารช่อง 3 ออกมาชี้แจงว่า ละครเรื่องนี้ มีเนื้อหาบางส่วนที่ไม่เหมาะสม และไม่เกี่ยวกับกฎหมายมาตรา 37 ยิ่งทำให้เกิดข้อสงสัยมากขึ้น ว่าในเมื่อไม่ได้เป็นปัญหาในเชิงกฎหมาย แล้วผู้บริหารช่อง 3 กลัวอะไร


    เพราะหากพิจารณาแล้วว่าไม่ผิดกฎหมาย ก็อาจเป็นไปได้ว่า เกรงจะละเมิดจริยธรรม แต่องค์กรที่จะมากำกับดูแลกันเองในด้านจริธรรมตามที่กฎหมายกำหนดก็ยังไม่เกิดขึ้น และหากจะย้อนไปดูบทละครตอนที่เหลือที่มีการเผยแพร่กันในหน้าหนังสือพิมพ์ก่อนหน้านี้ ก็ไม่เห็นว่ามีตอนหนึ่งตอนใดที่จะละเมิดจริยธรรม หรือไม่เหมาะสมอย่างที่กล่าวอ้าง

    ยิ่งในกระบวนการผลิตละครแล้ว ผู้ผลิตจะต้องส่งบทให้ทางสถานีตรวจสอบก่อนที่จะมีการลงมือผลิต และเมื่อผลิตมาแล้ว มีเนื้อหาตอนใดที่ไม่เหมาะสมหรือหมิ่นเหม่ต่อกฎหมายหรือจริยธรรม ทางช่องย่อมสามารถแจ้งให้ผู้ผลิตไปแก้ไขปรับปรุงในส่วนนั้นได้ล่วงหน้าอยู่แล้ว การที่อยู่ๆมาสั่งแบนละครทีเดียว 3 ตอน ทั้งๆที่ใกล้จะอวสานอยู่แล้ว จึงเป็นเรื่องที่อธิบายให้สาธารณชนเข้าใจได้ยากยิ่ง

    ดังนั้น การที่ช่อง 3 ยินยอมที่จะเสียรายได้ ทั้งจากการจ้างผลิตละครที่ไม่ต่ำว่าตอนละ 1 ล้านบาทและรายได้จากค่าโฆษณามหาศาลจากการแบนละครเรื่องนี้ ย่อมแสดงให้เห็นว่า หากมีการนำเสนอละครตอนที่เหลือออกไป ก็จะเกิดผลกระทบต่อช่อง 3 มากกว่าที่ต้องเสียรายได้จากค่าจ้างผลิตและค่าโฆษณา

    คำถามจึงอยู่ที่ว่า “ผลกระทบ” ที่ว่านี้คืออะไร แต่ที่แน่ๆ ไม่ใช่ผลกระทบที่จะเกิดต่อสาธารณชนแน่ๆ ปัญหาจึงถูกเชื่อมโยงไปยังสถานะของช่อง 3 ที่ยังคงเป็นสถานีโทรทัศน์ในระบบสัมปทานเดิมแบบเดิม โดยมี บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ในฐานะรัฐวิสาหกิจที่รัฐบาลกำกับดูแลอยู่เป็นคู่สัญญาผู้ให้สัมปทาน

    การที่อยู่ๆ เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ได้มีกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า ชมรมนักกฎหมายพิทักษ์ผลประโยชน์รัฐ หรือกลุ่มทนายความของ นปช. เข้ายื่นเรื่องร้องเรียนต่อนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ ให้ตรวจสอบกรณีบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ต่อสัญญาร่วมดำเนินกิจการส่งโทรทัศน์สีกับบริษัทบางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้น จำกัด หรือช่อง 3 เป็นผลให้ได้รับการขยายอายุสัมปทานออกไปเป็นระยะเวลา 10 ปี


    กลุ่มชมรมนักกฎหมายนี้ อ้างว่า การกระทำของบอร์ด อสมท.ที่มีมติรับเงินจำนวน 405 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลให้มีการต่อสัญญาสัมปทานให้กับช่อง 3 เป็นการกระทำที่ไม่มีอำนาจและเป็นการละเว้นการกระทำตามหน้าที่ เป็นเหตุให้ไม่เกิดการแข่งขันราคาอย่างเสรี หลีกเลี่ยงการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม และยังเอื้อประโยชน์ให้ผู้อื่นได้ไปซึ่งผลประโยชน์ของรัฐ และทำให้รัฐได้รับความเสียหายโดยสูญเสียรายได้ในสัมปทานไม่ต่ำกว่า 7,000 ล้านบาท

    ล่าสุด กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้มีหนังสือเชิญนายวิชัย มาลีนนท์ ผู้บริหารช่อง 3 เข้าชี้แจงตามคำร้องในช่วงเช้าวันที่ 16 ม.ค. และในช่วงบ่ายได้เชิญนาย สุรพล นิติไกรพจน์ อดีตประธานบอร์ด อสมท เข้าชี้แจง โดยเบื้องต้นกำหนดประเด็นสอบสวนไว้ 3 ประเด็นหลัก ประกอบด้วย 1.การเจรจาเรื่องการจ่ายค่าตอบแทนเพิ่มจำนวน 405 ล้านบาทจนเป็นผลให้มีการขยายสัมปทานออกไปอีก 10 ปี 2.กรณีที่ช่อง 3 กระทำผิดสัญญาถึง 2 ครั้ง แต่อสมท กลับไม่ยกเลิกสัมปทาน ทั้งที่เป็นเหตุให้ยกเลิกได้ และ 3.การที่บอร์ดอสมท มีคำสั่งยกเลิกการแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินโครงการตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานปี 2535 (พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ) เพื่อเปิดให้มีการประมูลใหม่ แต่สุดท้ายบอร์ดอสมท ได้ประกาศยกเลิกแล้วเปิดการเจรจากับช่อง 3 เพื่อกำหนดเพิ่มผลประโยชน์ให้อสมท 405 ล้านบาท ซึ่งประเด็นนี้ควรได้รับการชี้แจงว่าบอร์ดอสมท มีมติอย่างไรจึงไม่เปิดให้มีการประมูลใหม่ ทั้งนี้เชื่อว่าหลังการนำหลักฐานเข้าชี้แจงจะทำให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจนยิ่งขึ้น เพราะขณะนี้มีเพียงข้อมูลจากฝ่ายผู้ร้องซึ่งส่วนใหญ่เป็นรายละเอียดเกี่ยวกับมติและคำสั่งต่างๆ ของอสมท

    การสั่งแบนละครเหนือเมฆ2ฯ โดยฝ่ายบริหารของช่อง 3 จึงถูกเชื่อมโยงเข้ากับการเร่งรัดสอบสวนข้อร้องเรียนเกี่ยวกับสัญญาสัมปทานระหว่าง อสมท กับช่อง 3  ของกรมสอบสวนคดีพิเศษอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะในเมื่อการดำเนินธุรกิจสถานีโทรทัศน์ของช่อง 3 ยังผูกติดกับสัญญาสัมปทานแบบเก่า “ความกลัว” ที่มีต่อผู้มีอำนาจทางการเมืองจึงยังคงมีอยู่ และหากผู้มีอำนาจทางการเมืองไม่พอใจเนื้อหาละคร หรือแม้กระทั่งการนำเสนอข่าวของช่อง 3 การสั่งการจากฝ่ายการเมืองมายังผู้บริหารช่อง 3 จึงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้เสมอ

    เพียงเท่านี้ เราคงจะหาคำตอบกันได้ไม่ยากแล้วว่า การยุติการออกอากาศละครเหนือเมฆ2 ของช่อง 3 เป็นการเซ็นเซอร์ตัวเองเพราะเนื้อหาไม่เหมาะสมอย่างที่ได้มีการชี้แจง หรือถูกเซ็นเซอร์โดยผู้มีอำนาจนาจการเมืองในขณะนี้...

     


    ชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี
    HYPERLINK "http://www.twitter.com/chavarong" www.twitter.com/chavarong
    chavarong@thairath.co.th

    อ่านเพิ่มเติม...

    วิดีโอแนะนำ

    ไม่คาดฝัน จยย.แข่งแหกโค้งชนคนดูเด็ก 10 ขวบตาย บาดเจ็บ 7 ราย
    00:31

    ไม่คาดฝัน จยย.แข่งแหกโค้งชนคนดูเด็ก 10 ขวบตาย บาดเจ็บ 7 ราย

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    วันจันทร์ที่ 4 กรกฎาคม 2565 เวลา 00:56 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์