ไลฟ์สไตล์
100 year

กฏหมายล้มเหลว!

ไทยรัฐออนไลน์
28 ธ.ค. 2555 05:00 น.
SHARE

ทาง 2 แพร่ง! “อนุรักษ์” หรือ “ทำลาย”

สถานการณ์จริงที่หลายคนกล่าวขานถึงการขับเคลื่อนงานของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ภายใต้การนำของ นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข จากพรรคเพื่อไทย

โดยเฉพาะนโยบายด้านป่าไม้ งานซึ่งเป็น “หัวใจ” สำคัญของกระทรวงที่พลิกจาก “หน้ามือ” เป็น “หลังมือ” เปลี่ยนจากการ “ปราบปราม” มาเป็นการ “นิ่งเฉย”

ทั้งที่ก่อนหน้านี้ รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และ กรมอุทยานแห่งชาติฯ โดยนายดำรงค์ พิเดช เดินหน้าปราบปรามกลุ่มนายทุนอิทธิพลบุกรุกป่าอย่างเข้มข้นถึงลูกถึงคน ทั้งที่วังน้ำเขียว-ทับลาน จ.นครราชสีมา-ปราจีนบุรี อุทยานฯเขาแหลมหญ้า-เกาะเสม็ด จ.ระยอง อุทยานฯสิรินาถ จ.ภูเก็ต เป็นต้น  รวมถึงการปราบปรามการลักลอบตัดไม้พะยูง ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นต้น

โดยหากพบมีการกระทำความผิดบุกรุกป่าไม้อุทยานแห่งชาติและป่าสงวนแห่งชาติที่ไหน ก็จะมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเฉียบขาดทุกกรณี

แต่นับจากการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร 3 และการพ้นจากตำแหน่งของนายดำรงค์ ตั้งแต่เดือน ต.ค. เป็นต้นมา นโยบาย ป่าไม้ของรัฐบาลออกอาการ ผิดเพี้ยนไปไม่เหมือนเดิม

นายปรีชาสั่งให้ชะลอ การจับกุมผู้บุกรุกป่าสงวนแห่งชาติและอุทยานแห่งชาติไปก่อนจนกว่าการตรวจสอบเขตป่าสงวนและป่าอนุรักษ์ทั่วประเทศจะเสร็จสมบูรณ์ โดยอ้างเหตุผลว่าแนวเขตป่าสงวน ป่าอนุรักษ์กับพื้นที่ทำกินของราษฎรไม่ชัดเจน และเพื่อให้ความเป็นธรรมกับประชาชนที่เข้า ไปทำกินก่อนประกาศเขตป่าสงวนแห่งชาติและอุทยานแห่งชาติอย่างเป็นทางการ


แน่นอน ทันทีที่มีการประกาศนโยบายดังกล่าว ทำให้บรรดารีสอร์ต บ้านพักหรู ที่บุกรุกอุทยานฯ บุกรุกป่าสงวนฯ โดยเฉพาะที่วังน้ำเขียว ที่เคยล้มฟุบ ได้รับอานิสงส์ถ้วนหน้า และเริ่มกลับมาเปิดรับนักท่องเที่ยวกันอย่างคึกคัก

พร้อมๆ กับที่นายปรีชา ในฐานะเจ้ากระทรวงทรัพยากรฯ ออกมาระบุว่า ถ้าพบผู้กระทำผิดบุกรุกป่า ต้องเสนอขอความเห็นชอบจากปลัดกระทรวงทรัพยากรฯ ก่อนจับกุมดำเนินคดีและห้ามเจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ หรือกรมป่าไม้เข้าไปรื้อถอนสิ่งก่อสร้างที่บุกรุกพื้นที่ป่าไม้โดยพลการ จนกว่าจะได้รับไฟเขียวจากรัฐมนตรีหรือปลัดกระทรวง ทำให้การปราบปรามนายทุนรุกป่าต้องหยุดชะงักกลางคัน

ตามมาติดๆด้วยการยุบหน่วยป้องกันรักษาป่าทั้งประเทศ 491 หน่วย เพื่อจัดตั้งเป็นหน่วยบริหารป่าสงวนแห่งชาติแทน พร้อมกับเปลี่ยนวิธี การทำงานใหม่ “ไม่เน้นการป้องกัน” แต่เน้นบริหารจัดการพื้นที่ป่าโดยให้ประชาชนช่วยดูแล

ถามว่า เกิดอะไรขึ้นกับป่าไม้ของชาติ

เพราะขนาดมีหน่วยป้องกันรักษาป่า 491 หน่วย ดูแลรักษาป่าตลอด 24 ชั่วโมง ป่าไม้ของประเทศยังโดนบุกรุกกันโครมๆ

และตอกย้ำซ้ำเติมการปู้ยี่ปู้ยำป่ากันอีก 1 ระลอก กับนโยบายที่สำคัญสุดยอด คือ การเอาป่าสงวนแห่งชาติทั่วประเทศ 2.5 ล้านไร่ ไปแจกเอกสารสิทธิทำกิน (สทก.) ให้ประชาชน โดยแจกฟรีปีละ 1 ล้านไร่ ให้ครบ 2.5 ล้านไร่ใน 3 ปี โดยเฉพาะที่ จ.เลย ซึ่งเป็นฐานเสียงของนายปรีชา จะได้รับแจกถึงแสนกว่าไร่

จนถูกสังคมต่อต้านอย่างหนัก เพราะมองว่านโยบาย “แจกป่าหรือแจก สทก.” จะสร้างความ เสียหายกับป่าไม้ของชาติอย่างร้ายแรง

แถมล่าสุด นายปรีชาได้เสนอให้ ครม. แต่งตั้ง นายมโนพัศ หัวเมืองแก้ว รองอธิบดีกรมอุทยานฯ ขึ้นเป็นอธิบดีกรมอุทยานฯ หลังจากที่ปล่อยให้เก้าอี้สำคัญตัวนี้ว่างอยู่นานเกือบ 3 เดือน ซึ่งทันทีที่ได้รับตำแหน่ง นายมโนพัศ ก็ประกาศนโยบายชัดเจนว่า จะเลิกรื้อถอนบ้านพักและรีสอร์ตที่บุกรุกอุทยานฯ เพราะสถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว

ผลที่จะตามมาคือ งานปราบปรามนาย ทุนบุกรุกป่าที่ทำมาตลอด 1 ปีของกระทรวงทรัพยากรฯ ที่เปรียบเสมือนก่ออิฐสร้างกำแพงล้อมป่าที่ละชั้นๆ ต้องพังทลายลงอย่างสิ้นเชิง

และนั่นคงไม่ต่างจากการส่งสัญญาณกลายๆ ว่า คดีบุกรุกอุทยานแห่งชาติวังน้ำเขียว–ทับลาน เอาไปสร้างโรงแรม รีสอร์ต บ้านพักตากอากาศ 372 แปลง ก็สามารถเปิดบริการต่อไปได้

รีสอร์ต 3 แห่งที่สร้างกลางทะเล บุกรุกอุทยานเขาแหลมหญ้า–เกาะเสม็ด ซึ่งตามกำหนดเดิมจะต้องรื้อถอนภายในสิ้นเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ก็ไม่ต้องรื้อ

กลุ่มนายทุนที่บุกรุกอุทยานสิรินาถ จ.ภูเก็ต กว่า 3,500 ไร่ สร้างโรงแรมห้าดาว สร้าง รีสอร์ตมูลค่านับหมื่นล้านบาท ก็เดินหน้าโครงการต่อไปได้

เมื่อท่าทีของกระทรวงทรัพยากรฯ ณ วันนี้ ไม่เน้นการปราบปรามกลุ่มทุนบุกรุกป่าอย่างจริงจัง ไม่มีการรื้อถอนสิ่งก่อสร้าง ไม่บังคับใช้กฎหมาย เพราะฉะนั้น ก็จะไม่มีใครเกรงกลัวกฎหมายอีกต่อไป

เมื่อกฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์ การบุกรุกป่าไม้ของชาติ ก็จะรุนแรงยิ่งขึ้นกว่าเดิม

ส่วนที่มีการบุกรุกอยู่แล้วก็เป็นไปได้ว่าอาจมีการให้เช่าป่าสงวนฯ ป่าอุทยานฯ เพื่อทำประโยชน์ต่อไป

“ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม” มองว่า หากวันใดที่กฎหมายและการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการดูแลรักษาป่าไร้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์

จะเกิดอะไรขึ้นกับอนาคตป่าไม้ไทย ซึ่งเปรียบเสมือนแม่ที่คอยให้ชีวิต ให้ลมหายใจกับลูก หากแม่หรือป่าถูกทำร้าย-ทำลาย ลูกหรือประชาชนในประเทศนี้จะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร

สิ่งที่เราอยากฝากไว้กับรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ นายปรีชา และกระทรวงทรัพยากรฯ คือ วันนี้เดินมาถึงทาง 2 แพร่งแล้ว ระหว่าง “อนุรักษ์” หรือ “ทำลาย” จะเลือกเส้นทางไหน

ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่ทุกคนจะต้องร่วมมือช่วยกันดูแลปกป้องรักษาผืนป่าที่มีเหลืออยู่ไม่กี่เปอร์เซ็นต์ให้อยู่รอดตราบนานเท่านานที่สุด

เพราะคงไม่มีใครอยากเห็นป่าไม้ต้อง หมดไปจากประเทศไทย เหลือไว้แค่เพียงตำนานและแผนที่ในอดีตไว้เล่าขานให้ลูกหลานได้ฟังเท่านั้น.

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

ข่าวแนะนำ

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ข่าวแนะนำ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันอังคารที่ 22 มิถุนายน 2564 เวลา 08:09 น.