ข่าว
100 year

"อดุลย์"ออกโรงเอง ลุยมาเฟียท่องเที่ยว ทุกแห่งต้องปลอดภัย!

ไทยรัฐออนไลน์9 ธ.ค. 2555 05:00 น.
SHARE

ต้องยอมรับว่ารายได้หลักของประเทศไทยขึ้นอยู่กับการท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศขับเคลื่อนนโยบายสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว 2 ล้านล้านบาทให้ทันภายในช่วงปี 2558

จากสรุปสถิตินักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทย ปี 2553  จำนวน  15,841,638 คน ปี 2554 จำนวน 19,230,470 คน รายได้จากการท่องเที่ยวปี 2553 จำนวน 585,961 ล้านบาท ปี 2554 จำนวน  734,591  ล้านบาท และช่วงปี  2555 ประมาณการ 830,000 ล้านบาท

ตัวเลขมหาศาลที่เป็นรายได้หลักเข้าประเทศจากนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ

หลายปีที่ผ่านมามีคดีอาชญากรรมที่เกิดขึ้นกับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ

เป็นเรื่องที่มีผลกระทบโดยตรงต่อธุรกิจการท่องเที่ยวซึ่งเป็นรายได้หลักของประเทศ

ความเสียหายที่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ได้รับผลกระทบทั้งชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สิน แม้จะเป็นคดีที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก แต่ทันทีที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นย่อมสร้างผลกระทบใหญ่หลวงกับภาพลักษณ์ของการท่องเที่ยวไทย

คดีฆ่าชิงทรัพย์เจ้าของบริษัทนำเที่ยวใหญ่ของเมืองเพิร์ธ ประเทศออสเตรเลีย จ.ภูเก็ต คดีข่มขืนนางแบบสาวชาวฮอลแลนด์ที่อ่าวพระนาง จ.กระบี่  คดีนักท่องเที่ยวชาวออสเตรเลียร้องเรียนสื่อต่างประเทศว่าถูกตำรวจไทยยัดเยียดข้อหาและเรียกรับสินบน

คดีล่าสุดที่นักท่องเที่ยวชาวออสเตรเลียเช่ารถ จยย.ประสบอุบัติเหตุถูกคนไทยชนท้ายทำให้นักท่องเที่ยวเสียชีวิตในพื้นที่เกาะสมุย จ.ภูเก็ต พนักงานสอบสวนไม่แจ้งข้อหาคนไทยที่ขับชน แต่แจ้งข้อหานักท่องเที่ยวที่ถูกชนได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิต

เป็นข่าวที่มีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของนักท่องเที่ยว

ที่ผ่านมาหลายฝ่ายอาจจะมองว่าเป็นเรื่องเล็กๆ ไม่ได้คิดหาทางแก้ไขอย่างเป็นเรื่องเป็นราว

แต่ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. กลับมองตรงกันข้าม เนื่องจากเข้าใจความรู้สึกของนักท่องเที่ยว ที่มีความอ่อนไหวต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศ  ย่อมไม่ส่งผลดีต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทย

คุณภาพของการท่องเที่ยวขึ้นอยู่กับความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว

ตำรวจไม่ได้มีหน้าที่ดูแลในเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของคนไทยเท่านั้น แต่มีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของชาวต่างชาติที่เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรไทยทุกคน

สถานที่แหล่งท่องเที่ยวสำคัญจะต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษทั้งชีวิตและทรัพย์สินของนักท่องเที่ยว

การป้องกันปราบปรามต้องเข้มแข็งเอาจริงเอาจัง การตัดสินคดีที่เกิดกับนักท่องเที่ยวต้องเป็นธรรม โปร่งใส เพื่อทำให้ชาวต่างชาติที่ต้องการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวเกิดความเชื่อมั่นในมาตรการทางกฎหมายของประเทศไทย

เป็นนโยบายเร่งด่วนของ พล.ต.อ.อดุลย์ ที่มีคำสั่งมอบหมาย พล.ต.อ.ปานศิริ ประภาวัต รอง ผบ.ตร. พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง รอง ผบ.ตร. พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน ที่ปรึกษา (สบ 10) เทียบเท่า รอง ผบ.ตร. เข้ามารับผิดชอบภาพรวมการแก้ไขปัญหาให้กับนักท่องเที่ยว

นำร่องด้วย “ภูเก็ตโมเดล” ซึ่งมอบหมาย พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ได้นำระบบความร่วมมือของภาคเอกชน ผู้ประกอบการในพื้นที่ จ.ภูเก็ต ทำขึ้นเป็นระบบป้องกันเทคโนโลยีที่ทันสมัย งานสายตรวจ และความร่วมมือของภาคเอกชนเข้าร่วมเป็นอาสาสมัครดูแลความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ

เพื่อปรับปรุงคุณภาพการท่องเที่ยวไทยให้ทัดเทียมมาตรฐานสากลของต่างประเทศ

โดยเฉพาะการขจัดสิ่งที่เป็นตัวทำลายการท่องเที่ยวของไทยโดยไม่รู้ตัว ทั้งการเอารัดเอาเปรียบนักท่องเที่ยวของผู้ประกอบธุรกิจการท่องเที่ยว ทั้งรถแท็กซี่ป้ายดำ เจ็ตสกี ขายสินค้าปลอมหรือเทียม หลอกลวงนักท่องเที่ยว มัคคุเทศก์หรือไกด์เถื่อน กลุ่มมิจฉาชีพ และพ่อค้ายาเสพติด

พล.ต.อ.อดุลย์ได้ใช้ ศปก.ตร.มาเป็นเครื่องมือในการประสานวิเคราะห์ข้อมูลและสั่งบูรณาการตำรวจทุกหน่วยเพื่อพัฒนาระบบการอำนวยความปลอดภัยและการบริการนักท่องเที่ยว

โดยเน้นในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวสำคัญ 10 จังหวัด ได้แก่ กทม. ชลบุรี ภูเก็ต เชียงใหม่ พระนครศรีอยุธยา กระบี่ สุราษฎร์ธานี สงขลา สมุทรปราการ พังงา

จะเน้นนโยบายสร้างความเชื่อมั่นซึ่งเป็นภารกิจหลักของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการดูแลความปลอดภัย การช่วยเหลือนักท่องเที่ยว การหลอกลวงนักท่องเที่ยว และการให้บริการ อำนวยความสะดวกในหน้าที่ ตม.

โดยนำ ผลการวิจัยความต้องการของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมาเป็นกลไกในการวางระบบ ซึ่งอันดับแรกที่นักท่องเที่ยวคาดหวังคือ ความปลอดภัย ณ สถานที่ท่องเที่ยว ความปลอดภัยด้านกายภาพ ความปลอดภัยด้านการเงิน ความปลอดภัยด้านการเมือง ความปลอดภัยด้านพฤติกรรมตนเอง

ได้นำสภาพที่เป็นปัญหาที่เป็นผลกระทบภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทย กลุ่มรถแท็กซี่ป้ายดำในพื้นที่ จ.ภูเก็ต เมืองพัทยา และเกาะสมุย เรียกค่าบริการแพงเกินจริง ข่มขู่ หน่วงเหนี่ยว ทำร้าย กลุ่มอิทธิพล ผู้ประกอบการเจ็ตสกี การหลอกลวงซื้ออัญมณีราคาแพง ในพื้นที่ กทม. การลักทรัพย์บนรถประจำทาง การประทุษร้ายต่อชีวิตและทรัพย์สิน การประกอบกิจการขนส่งไม่ได้คุณภาพ ทำให้นักท่องเที่ยวเสียชีวิตและบาดเจ็บ ความไร้ระเบียบของแหล่งท่องเที่ยว

ภารกิจหลักของเจ้าหน้าที่ตำรวจคือ การดูแลความปลอดภัยชีวิตและทรัพย์สินนักท่องเที่ยว

การให้บริการและอำนวยความสะดวกเป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานตรวจคนเข้าเมือง รวมทั้งการให้บริการที่สนามบินนานาชาติ 5 แห่ง สุวรรณภูมิ ดอนเมือง ภูเก็ต หาดใหญ่ และเชียงใหม่

การแก้ไขปัญหารถรับจ้างผิดกฎหมาย หรือแท็กซี่ป้ายดำ มอบให้กรมการขนส่งทางบกเป็นเจ้าภาพ

การแก้ไขปัญหาเจ็ตสกี มอบให้กรมเจ้าท่าเป็นเจ้าภาพ ซึ่งเป็น คำสั่งของรัฐบาล

กำหนดพื้นที่เป้าหมายยุทธศาสตร์หลัก 5 แห่ง ได้แก่ กรุงเทพฯ พัทยา เชียงใหม่ ภูเก็ต และสุราษฎร์ธานี และพื้นที่ยุทธศาสตร์ระยะเร่งด่วน 13 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย สุโขทัย แม่ฮ่องสอน ตราด กาญจนบุรี นครราชสีมา พระนครศรีอยุธยา ระยอง สมุทรสงคราม  ราชบุรี  เพชรบุรี  ประจวบคีรีขันธ์  กระบี่

เป็นนโยบายที่ชัดเจนของ พล.ต.อ.อดุลย์ เพื่อพัฒนาคุณภาพการท่องเที่ยวไทย

“การดูแลนักท่องเที่ยวเป็นหน้าที่ของตำรวจจะต้องบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด บช.ก.มีตำรวจน้ำ ตำรวจรถไฟ ตำรวจทางหลวง ตำรวจท่องเที่ยว ทุกหน่วยมีศักยภาพในการดูแลความปลอดภัย และการให้บริการนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ รวมทั้งตำรวจพื้นที่และตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ที่ผ่านมาไม่ได้สนธิกำลังเข้า แผนป้องกันและบริการนักท่องเที่ยวจะต้องพัฒนาสถานีตำรวจในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวให้เป็นมาตรฐานสากล สอดคล้องการท่องเที่ยว ทั้งการบริการประชาชน ล่ามประจำสถานีตำรวจ การบริการที่รวดเร็ว จุดตรวจ ป้อมยามตำรวจให้เป็นแบบสากล โดยเฉพาะงานสายตรวจที่มีประสิทธิภาพ จะทำให้เกิดความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวรวมทั้งงานสอบสวนจะต้องให้ความเป็นธรรมอย่างเต็มที่ โดยต้องอาศัยการบูรณาการร่วมกันของหน่วยงานของรัฐ และแสวงหาความร่วมมือภาคเอกชน จะต้องใช้กลไกทุกภาคส่วนเข้ามาทำงานเชิงบูรณาการ ทั้งเรื่องกำหนดพื้นที่ปลอดภัย “เซฟตี้โซน” อาสาสมัครดูแลนักท่องเที่ยว ชุมชน ไกด์ สนามบิน ผู้ประกอบการ โรงแรม รถเช่า เจ็ตสกี รถโดยสาร เครื่องมือเทคโนโลยีที่ทันสมัย ทุกอย่างต้องเดินไปในทิศทางดียวกัน คำนึงถึงภาพลักษณ์ของการท่องเที่ยว ไม่เอารัดเอาเปรียบนักท่องเที่ยว”

“นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวประเทศไหน ย่อมต้องการความสะดวก ความปลอดภัย เป็นมิตร เป็นหน้าที่ของตำรวจจะต้องดูแลในเรื่องความปลอดภัยนักท่องเที่ยว ช่วยเหลือทำให้เกิดความมั่นใจ เป็นนโยบาย ที่ได้เน้นย้ำระดับ ผบช.และ ผบก.ทุกหน่วย เพราะการท่องเที่ยวเป็นรายได้หลักของประเทศเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล ทุกหน่วยต้องเข้ามาดูแลในเรื่องนี้เป็นพิเศษ ไม่ใช่นิิ่งดูดายปล่อยให้มีคดีเกิดซ้ำซ้อนกับนักท่องเที่ยว เพราะหากมีคดีเกิดขึ้นต้องรับผิดชอบร่วมกัน แต่อีกด้านที่ตำรวจต้องเข้มข้นคือ การตรวจประวัตินักท่องเที่ยว ที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศได้กำชับ
สตม.ให้วางระบบตรวจสอบการเดินทางเข้าออกประเทศและประสานโรงแรม  เพื่อให้มีข้อมูลนักท่องเที่ยวที่เข้าพัก เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบประวัติกรณีที่มีปัญหาเกิดขึ้น”

พล.ต.อ.อดุลย์ได้ออกมาเดินเครื่องเรื่องการท่องเที่ยวด้วยตัวเอง โดยใช้ศักยภาพของ ศปก.ตร.เป็นเครื่องมือประสานความร่วมมือทุกภาคส่วน บูรณาการตำรวจพื้นที่ ตำรวจท่องเที่ยว ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ฝ่ายปกครองส่วนท้องถิ่น วางแนวทางรักษาความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยว

เป็นการเดินหน้าอย่างตั้งใจของ พล.ต.อ.อดุลย์

เพื่อทำให้ตำรวจเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายการท่องเที่ยวไทย.

 

ทีมข่าวอาชญากรรม

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ข่าวแนะนำ

MOST VIEWED

คุณอาจสนใจข่าวนี้