วันศุกร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
พลิกตำราเถ้าแก่มือโปร!! 'วิลเลี่ยม อี. ไฮเนคกี้' เจ้าพ่ออาณาจักรฟาสต์ฟู้ดอันดับหนึ่งเอเชีย

พลิกตำราเถ้าแก่มือโปร!! 'วิลเลี่ยม อี. ไฮเนคกี้' เจ้าพ่ออาณาจักรฟาสต์ฟู้ดอันดับหนึ่งเอเชีย

  • Share:



ในแวดวงยุทธจักรอาหารฟาสต์ฟู้ด, โรงแรม และอสังหาริมทรัพย์ของภูมิภาคเอเชีย คงไม่มีใครไม่รู้จัก “มร.วิลเลี่ยม อี. ไฮเนคกี้” ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทในเครือไมเนอร์ กรุ๊ป วัย 63 ปี ซึ่งสร้างตำนานความมั่งคั่งจากถังพลาสติกและม็อบถูพื้นราคาถูก กระทั่งกลายเป็นอภิมหาเศรษฐีชั้นแนวหน้าของภูมิภาค ได้รับการจัดอันดับจากนิตยสารฟอร์บส์ให้เป็นบุคคลร่ำรวยที่สุดเป็นอันดับ 23 ของเมืองไทย ด้วยสินทรัพย์ในครอบครองมากกว่า 425 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ตำนานการสร้างเนื้อสร้างตัวของ “วิลเลี่ยม ไฮเนคกี้” นักธุรกิจต่างชาติที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในเมืองไทย และได้รับการยกย่องให้เป็นนักการตลาดวิสัยทัศน์เฉียบคมที่สุดคนหนึ่งของเอเชีย ช่าง คล้ายคลึงกับการสร้างตัวของเจ้าสัวในยุคเสื่อผืนหมอนใบ เพียงแต่เป็นเวอร์ชั่นอเมริกันแท้ๆ!! ย้อนกลับไปเมื่อปี 1963 หนุ่มน้อยชาวเวอร์จิเนียรูปร่างสูงใหญ่ วัย 14 ปี ได้ติดตามบิดาและมารดาเดินทางมาเมืองไทย โดยคุณพ่อของเขาเป็นอดีตนาวิกโยธินอเมริกัน ซึ่งผันตัวมาเป็นนักเขียนประจำสำนักข่าวสารอเมริกัน สังกัดสถานกงสุลสหรัฐอเมริกา และถูก ส่งตัวมาปฏิบัติหน้าที่ในภูมิ-ภาคเอเชีย ช่วงสงครามเวียดนาม

ตั้งแต่ยังเรียนไฮสกูลที่โรงเรียนนานาชาติ กรุงเทพฯ “วิลเลี่ยม ไฮเนคกี้” เริ่มหารายได้พิเศษ ด้วยการขายโฆษณาและเขียนคอลัมน์เกี่ยวกับรถในหนังสือพิมพ์บางกอกเวิลด์ พอเรียนจบมัธยมปลาย ก็คิดการใหญ่อยากเป็นเถ้าแก่น้อย เขากำเงินออมก้อนแรกในชีวิต จำนวน 1,000  ดอลลาร์ บุกไปยังสำนักงานทนายความแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เพื่อจดทะเบียนตั้งบริษัทพร้อมกัน 2 แห่ง คือ บริษัทอินเตอร์-เอเชียน เอนเทอร์ไพรซ์ และ อินเตอร์-เอเชียน พับลิซิตี้ ชื่อบริษัทฟังดูอลังการมาก แต่เจ้าของไม่มีเงินติดกระเป๋าแม้แต่ดอลลาร์เดียว จึงจำเป็นต้องกู้เงินก้อนแรกในชีวิต นำมาลงทุนซื้อถังพลาสติก ม็อบถูพื้น และเวลาโฆษณา 2-3 นาที จากสถานีวิทยุท้องถิ่น เพื่อรับจ้างทำความสะอาดและเขียนโฆษณา นับเป็นจุดเริ่มต้นของการเปิดโลกธุรกิจใบใหญ่  สู่การสร้างอาณาจักรเดอะ  ไมเนอร์  กรุ๊ป และไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ผงาดขึ้นเป็นเจ้าแห่งธุรกิจอาหารฟาสต์ฟู้ด, โรงแรมและรีสอร์ต ตลอดจนผู้นำแฟชั่นเสื้อผ้าและเครื่องสำอางแห่งภูมิภาคเอเชีย

ตอนนั้นฝันอะไรไว้ จึงตัดสินใจทิ้งการเรียน แล้วออกมาเป็นเถ้าแก่น้อย


บอกตรงๆว่าผมไม่ได้คิดถึงเรื่องธุรกิจหรือความมั่งคั่ง แต่คิดถึงสิ่งที่ชอบและอยากทำ ผมชอบรถโกคาร์ทและรถมอเตอร์ไซค์มาก แต่ในเมื่อไม่มีเงินจะซื้อ และไม่ได้เกิดในครอบครัวร่ำรวย จึง ต้องหาวิธีทำเงินด้วยตัวเอง ผมทำงานตั้งแต่อายุน้อยๆ โดยเริ่มจากงานหนังสือพิมพ์ เขียนคอลัมน์เกี่ยวกับรถ และช่วยหาโฆษณาด้วย กระทั่งได้เป็นผู้จัดการฝ่ายโฆษณาของบางกอกเวิลด์ ขณะอายุ 17 ปี จึงตัดสินใจทิ้งการเรียน แล้วออกมาทำธุรกิจของตัวเอง

พ่อแม่คัดค้านไหมคะที่ลูกชายเลิกเรียนหนังสือกลางคัน

พวกท่านไม่พอใจมาก!! เพราะอยากให้กลับไปเรียนมหาวิทยาลัยที่อเมริกา ถือเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต ผมต้องตัดสินใจเลือกระหว่างการอยู่เมืองไทยลำพัง กับการเดินทางไปอเมริกาเพื่อเรียนต่อ ซึ่งต้องใช้เวลาราว 5 ปี ผมบอกตัวเองว่า ถ้าทิ้งโอกาสนี้ไปเมื่อถึงเวลานั้น ผมอาจจะไม่ได้กลับมาเมืองไทยอีกแล้ว  และทุกอย่างคงเปลี่ยนแปลงไปหมดแล้ว ถ้าก้าวขาออกไปจากตรงนี้ ตอนนั้นครอบครัว ผมกำลังจะย้ายออกจากเมืองไทย ผมจึงตัดสินใจขอพ่อแม่อยู่ที่นี่ตามลำพังเพื่อตามหาความฝัน

เล็งเห็นโอกาสทองอะไรใน เมืองไทย

ตอนที่ผมตั้งบริษัท ไมเนอร์ โฮลดิ้งส์ (ไทย) จำกัด ในปี 1970 ผมเชื่อว่า ตลาดเมืองไทยพร้อมแล้วสำหรับอาหารจานด่วนแบบตะวันตก ในขณะที่คนส่วนใหญ่มองว่า คนไทยไม่มีทางกินพิซซ่าหรอก ผมกลับมองมุมต่าง และเห็นโอกาสว่า นี่คือเวลาเหมาะเจาะที่คนไทยจะเริ่มเปิดรับวัฒนธรรมต่างๆของตะวันตก โดยเมื่อปี 1975 ผมชิมลางเปิดมิสเตอร์ โดนัท ซึ่งเป็นแฟรนไชส์อาหารจานด่วนแห่งแรกในเมืองไทย ต่อมา ในปี 1980 ก็เปิดพิซซ่า ฮัท สาขาแรกที่พัทยา ผมเป็นคนชักนำคนไทย ซึ่งชอบกินเครื่องเทศเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ให้หันมาทานพิซซ่าอย่างคึกคัก ปรากฏว่าประสบความสำเร็จมาก “พิซซ่า  ฮัท” ขยายสาขาถึงสองร้อยแห่ง ภายในเวลา 18 ปี กระทั่งเกิดคดีความกับบริษัทไทรคอน ในปี 2000 ทำให้ต้องสร้างแบรนด์ใหม่คือ “เดอะพิซซ่า คอมปะนี” ส่วนร้านไอศกรีมสเวนเซ่นส์แห่งแรกเปิดบริการในปี 1986 และขยายสาขาไปทั่วประเทศอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับไอศกรีมแดรี่ควีน, ซิซซ์เลอร์ และเบอร์เกอร์ คิง ต่อมาในปี 1991 เราได้นำบริษัทเดอะพิซซ่า จำกัด, บริษัท ไมเนอร์ คอร์ปอเรชั่น และรอยัล การ์เด้น รีสอร์ท เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศ ไทย โดยภายใต้อาณาจักรไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ปัจจุบันมีร้านอาหารในเครือมากกว่า 1,200 สาขา ใน 18 ประเทศทั่วเอเชีย และน้องใหม่ล่าสุดก็คือ “เดอะ คอฟฟี่ คลับ” นอกจากธุรกิจอาหารแล้ว ผมยังลงทุนทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และขยายแฟรน-ไชส์โรงแรมร่วมกับกลุ่มแมริออท โดยขณะนี้มีโรงแรมในเครือมากกว่า 70 แห่ง ใน  10 ประเทศทั่วโลก อยู่ภายใต้เครื่องหมายการค้าอนันตรา, แมริออท, โฟร์ซีซั่น, เอเลวาน่า และโอคส์

ดูเหมือนจะหยิบจับอะไรก็เป็นเงินเป็นทองไปหมด

ผมเจอความล้มเหลวมามาก...แต่ ไม่ เคยกลัว!! เพราะคิดเสมอว่า หากยังมีชีวิตอยู่...คุณสามารถ เรียนรู้จากข้อบกพร่องและความผิดพลาดได้ ชีวิตผมผ่านฝันร้ายมาเยอะ การทำธุรกิจ ไม่ว่าคุณ จะมีโชคหรือมีความสามารถแค่ไหน มันก็มีวันที่จะพลาดได้ บทเรียนสำคัญที่สุดคือ เมื่อพลาดแล้วต้องไม่ย่อท้อ ต้องสู้ต่อไป  หรือหาสิ่งใหม่ๆ ที่เรามีโอกาสจะทำให้สำเร็จได้ ถ้าคุณยอมรับความล้มเหลว ก็จะพัฒนาขึ้นได้ และไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ชีวิตต้องเดินต่อไปข้างหน้า

ตั้งแต่บุกเบิกธุรกิจมา วิกฤตการณ์ไหน หนักหนาสาหัสที่สุด

สำหรับผม เหตุการณ์ร้ายแรงที่สุดในชีวิตคือ โศกนาฏกรรมสึนามิ เมื่อปี 1997 ตอนนั้น โรงแรมอนันตราของเรา ซึ่งอยู่ที่เขาหลัก จังหวัดพังงา พังพินาศหมด มีคนตายจำนวนมาก ทั้งพนักงานและลูกค้า มันเป็นเหตุการณ์ที่น่ากลัวมาก เหมือนอยู่ในสภาวะสงคราม ผมแทบไม่เห็นหนทางว่าจะกอบกู้โรงแรมคืนมาอย่างไร แต่ด้วยหัวใจที่แกร่งของคนไทย พวกเราสามารถลืมเลือนฝันร้ายนี้ในเวลารวดเร็ว แล้วกลับมาสู้กันใหม่  สิ่งที่ผมค้นพบจากวิกฤตการณ์หลายๆครั้งก็คือ คุณล้มได้ แต่ต้องรีบแก้ไขปัญหาเร็วที่สุด!! พยายามพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส ผมไม่เคยได้ยินคำว่า “คุณลงมือเร็วเกินไป” ได้ยินแต่คำว่า “ลงมือช้าเกินไป” ผู้นำที่ดีมักจะแสดงความเป็นผู้นำในยามคับขัน ที่สำคัญก็คือ การมีทีมเวิร์กเข้มแข็ง พร้อมเติบโตและพัฒนาไปกับองค์กร ดูอย่างวิกฤติการเงินยุโรปที่ยืดเยื้อมาถึงปัจจุบัน ก็เพราะรัฐบาลไม่ลงมือทำอะไรสักอย่างและปล่อยให้เหตุการณ์เลวร้ายขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุดก็จะสายเกินเยียวยา

ในฐานะนักการตลาดมือทอง ควรนำเสนออะไรเป็นจุดขายเพื่อโปรโมตเมืองไทย

เมืองไทยมีจุดแข็งอยู่ที่เรื่องการท่องเที่ยวและบริการระดับเวิลด์คลาส ยากที่ใครจะแข่งขันได้ ด้วยเหตุนี้เราจึงมีโรงแรมที่ดีที่สุดในโลก มีสายการบินยอดเยี่ยมอันดับต้นๆ จุดขายของเมืองไทยไม่ใช่เรื่องโอกาสทางธุรกิจอย่างเดียว แต่ยังมีเสน่ห์ดึงดูดผู้คนจากทั่วโลก เพราะบริการที่มาจากหัวใจ ใครก็ตามที่มาเยือนเมืองไทย ผมท้าได้เลยว่า ไม่ว่าเขาจะเป็นใครมาจากไหน ก็ได้รับการดูแลเอาใจใส่เหมือนกัน เรื่องนี้ไม่มีชาติใดในโลก สู้อัธยาศัยไมตรีจิตของคนไทยได้ ศักยภาพของเมืองไทยยังอยู่ที่ “คุณภาพของคน” ซึ่งอ่อนหวานนุ่มนวลและมีเอกลักษณ์มาก

ถามจริงๆนะคะ อะไรเป็นอุปสรรคใหญ่ขวางการพัฒนาประเทศไทย


ไม่ใช่เรื่องการเมืองหรือการแบ่งสีในสังคมไทย!! แต่อุปสรรคสำคัญคือ “สื่อ” ซึ่งมักนำเสนอภาพความขัดแย้งที่ดูรุนแรงเกินจริง!! สำหรับผมแล้ว เมืองไทยปลอดภัยที่สุดในโลก ตอนที่มีการก่อม็อบราชประสงค์ ผมไม่เคยคิดจะส่งลูกๆกลับอเมริกา เพราะรู้ว่าเมืองไทยปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์  แต่ซีเอ็นเอ็น กับบีบีซี ฉายภาพเมืองไทยไปทั่วโลก ราวกับว่า เรากำลังตกอยู่ในภาวะสงครามกลางเมือง ในความคิดของผม ถ้าไปอยู่นิวยอร์ก อาจถูกจี้ปล้นง่ายกว่าอยู่เมืองไทยซะอีก หรืออย่างช่วงที่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปลายปีที่แล้ว “สื่อ” ก็นำเสนอภาพเสมือนว่า เมืองไทยจมอยู่ใต้บาดาลทั้งประเทศ ทั้งๆที่มีเพียงบางส่วนเท่านั้นที่ถูกน้ำท่วม แต่พอประโคมข่าวออก ไปแบบนี้ นักท่องเที่ยวก็หนีกระเจิงหมด ทำให้โรงแรมร้างไม่มีคนพัก ทั้งๆที่เชียงใหม่ ภูเก็ต และสมุย ยังเป็นปกติทุกอย่าง

จนถึงขณะนี้ “เจ้าพ่อไมเนอร์ กรุ๊ป” มีความเป็นไทยกี่เปอร์เซ็นต์

ผมโอนสัญชาติเป็นพลเมืองไทยเมื่อปี 1991 ผมอยู่เมืองไทยมาตั้งแต่อายุ 14 ปี จนทุกวันนี้อายุ 63 ปีแล้ว เรียกว่าใช้ชีวิตและทำงานอยู่เมืองไทยเกือบ 5 ทศวรรษ ภรรยาของผมเป็นอเมริกัน แต่ก็พูดภาษาไทยคล่องแคล่วมาก เช่นเดียวกับลูกชายทั้งสองคน เพราะพวกเขาเกิดและโตในเมืองไทย สำหรับครอบครัวเรา เมืองไทยคือบ้านแสนอบอุ่น

จนถึงวินาทีนี้ อะไรคือความท้าทายใหม่ที่อยากทำ


ผมตอบไม่ได้จริงๆ รู้แต่ว่า เมื่อโอกาสมาถึง เราก็คว้าไว้เท่านั้นเอง ผมทำทุกอย่างด้วยแพสชั่น คือต้องรู้สึกว่ารักและอยากทำก่อน จึงจะสามารถทำงานออกมาได้ดี ถ้ามองแต่เรื่องเงินอย่างเดียว คงประสบความสำเร็จไม่ได้

ชีวิตนี้มีวันเกษียณไหมคะ

ผมมีแผนจะหยุด และจะหยุดเมื่อไม่สามารถทำประโยชน์ได้แล้ว!! ผมคิดว่าเมื่อคุณไม่เรียนรู้แล้ว คุณควรหยุดและลงจากตำแหน่ง ผมชอบเดินทางเพราะได้เห็นสิ่งใหม่ๆ จากนี้ไปผมคงใช้เวลามากขึ้นกับสิ่งที่รัก เช่น การสะสมรถเก่า, ขับรถแข่ง, ขับเครื่องบินส่วนตัว และดำน้ำ.

 

 


ทีมข่าวหน้าสตรี

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้