ไลฟ์สไตล์
100 year

จาก "เอสเอ็มอี" สู่ยักษ์สหพัฒน์

ไทยรัฐออนไลน์
13 ส.ค. 2552 06:30 น.
SHARE

บุญยสิทธิ์ โชควัฒนา

เจ้าสัวบุณยสิทธิ์ แห่ง เครือสหพัฒน์ ปาฐกถา ถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิตการทำงาน และ ย้อนตำนานอาณาจักรแสนล้าน เผย เติบโต มาจากเอสเอ็มอี เมื่อ 40 ปีก่อน เริ่มด้วยทุนจดทะเบียนเพียง 100,000 บาท  ...

นายบุญยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ ได้กล่าวปาฐกถาในหัวข้อ "จากธุรกิจ SMEs สู่อาณาจักรแสนล้าน" ในงานดินเนอร์ทอล์กที่มูลนิธิสัมมาชีพจัดขึ้นที่อิมแพค อารีนา เมืองทองธานี เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยได้ถ่ายทอดประสบการณ์เกือบทั้งชีวิตของการทำงานและการ สร้างอาณาจักรในเครือสหพัฒน์ ที่มีบริษัทในเครืออยู่มากกว่า 300 บริษัท ซึ่งทุกอย่างเริ่มต้นมาจากธุรกิจที่เรียกว่า "เอสเอ็มอี"

นายบุญยสิทธิ์กล่าวถึงความรู้สึกในการขึ้นเวทีดังกล่าวว่า ยอมรับว่ารู้สึกเขินกับการพูดครั้งนี้ เพราะที่ผ่านมาไม่เคยขึ้นมาพูดบนเวทีแบบนี้มาเลยในชีวิต แต่เมื่อนายสมคิด (สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง) ขอให้พูดเรื่องการทำงานของสหพัฒน์หลังจากปฏิเสธมาแล้วหลายปี ปีนี้อายุก็ครบ 72 แล้ว คงไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้อีก แต่ขอเป็นการพูดครั้งแรกและครั้งสุดท้ายเท่านั้น

ย้อนตำนานอาณาจักรแสนล้าน

นายบุญยสิทธิ์กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของเครือสหพัฒน์มาจากคุณปู่และคุณพ่อ (นายเทียม โชควัฒนา) ที่ส่งมอบเทคนิคและความรู้ต่างๆของการทำธุรกิจมาให้เป็นมรดก ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะสหพัฒน์ เติบโตมาจากเอสเอ็มอีเมื่อ 40 ปีที่แล้ว โดยบริษัทไอซีซีก่อตั้งด้วยทุนจดทะเบียนเพียง 100,000 บาท ชำระค่าหุ้นก็ไม่ครบ จ่ายจริงไม่ถึง 100,000 บาท ส่วนบริษัทวาโก้ ไทย จำกัด ร่วมทุนกับญี่ปุ่น มีทุนจดทะเบียน 4 ล้านบาท สหพัฒน์ 2 ล้านบาท ญี่ปุ่นอีก 2 ล้านบาท กระทั่งมาถึงบริษัทไลอ้อนจำกัด จำหน่ายผงซักฟอก ก็มีทุนจดทะเบียนเพียง 200,000 เหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 5 ล้านบาท (25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ)

"การทำให้บริษัทญี่ปุ่นตัดสินใจร่วมลงทุนกับสหพัฒน์ไม่ใช่ เรื่องง่าย แต่ที่ตัดสินใจมาลงทุนร่วมกัน เพราะสหพัฒน์มีความน่าเชื่อถือในสายตาของนักธุรกิจ หากไปถามใครแล้วบอกว่าร่วมลงทุนกับสหพัฒน์ ทุกคนจะตอบตกลงทันที ซึ่งเรื่องนี้ไม่ได้สร้างกันได้แค่ปีสองปี แต่ความน่าเชื่อถือเป็นเรื่องของเครดิตที่สืบทอดมาจากคุณพ่อของผม คุณพ่อไม่ได้ให้เงินผมเลย แต่ให้เครดิตผมในเรื่องของความซื่อสัตย์ ยุติธรรม ผมได้อานิสงส์จากคุณพ่อในเรื่องของการสร้างชื่อเสียงและความซื่อสัตย์ สิ่งพวกนี้เงินซื้อไม่ได้ ซึ่งตอนนั้นเศรษฐกิจไทยกำลังขยายตัว ผมและคุณพ่อก็มองว่า    ต้องมีการผลิตสินค้าในไทยเพื่อทดแทนการนำเข้าจากต่างประเทศที่มีราคาแพงมาก"

ดังนั้น สหพัฒน์จึงเริ่มต้นปรับเปลี่ยนธุรกิจ โดยหันมาเป็นผู้ผลิตสินค้าเพื่อจำหน่ายในประเทศมากขึ้น ซึ่งสมัยนั้นการทำธุรกิจเอสเอ็มอียากกว่าสมัยนี้มาก ผิดกับบริษัทต่างชาติที่มีการพัฒนาอุตสาหกรรมมาเป็นร้อยปี เราต้องเริ่มต้นจากธุรกิจเล็กๆก่อนจึงค่อยขยับไปทำเรื่องใหญ่ๆ แต่ยอมรับว่าเอสเอ็มอีไทยมักจะเสียเปรียบหลายเรื่องเมื่อเทียบกับเอสเอ็มอีข้ามชาติ เสียเปรียบในเรื่องบุคลากร ด้านเทคนิคก็ไม่ค่อยมี ทำให้เอสเอ็มอีไทยมีโอกาสผิดพลาดสูง

ความเป็นหนึ่งคือหัวใจธุรกิจ

การทำธุรกิจก็ต้องให้เครดิตแก่ลูกค้า ขณะที่สหพัฒน์ก็ต้องกู้เงินจากธนาคารเพื่อมาเป็นทุนหมุนเวียน เท่ากับว่าเป็นทั้งนายเงินหมุนและนายอุตสาหกรรมไปพร้อมๆกัน

"ในปัจจุบันสหพัฒน์มีบริษัทอยู่ในเครือมากกว่า 300 บริษัท มีรายได้จากการขายสินค้ากว่า 100,000 ล้านบาทต่อปี และมีพนักงานประมาณ 100,000 คน มีคนถามว่ามีบริษัทที่ขาดทุนและปิดกิจการหรือไม่ บอกได้ว่ามี แต่จำไม่ได้ว่ามีจำนวนเท่าไร ส่วนบริษัทในเครือที่ยังยืนอยู่ได้ทุกวันนี้ เพราะเราเอาแต่ ที่เป็นที่หนึ่งมาร่วมในการทำธุรกิจ บริษัทใหญ่หรือเล็กไม่สำคัญ แต่ขอให้บริษัทนั้นมีของที่เป็นที่หนึ่งก็อยู่รอดได้แล้ว"

นายบุญยสิทธิ์กล่าวต่อว่า ในการทำธุรกิจนั้นมีหลักเพียง 3 ประการคือ 1.ตามไปดู หมายความว่าเราไม่มีความรู้ ไม่มีประสบการณ์ ก็ขอตามไปดูก่อนที่ตัดสินใจดำเนินธุรกิจ อาจจะลงทุนด้วยก็ได้แต่ด้วยเงินจำนวนน้อย 2.เราตามให้เขานำ หมายความว่าพันธมิตรมีความรู้และประสบการณ์ในเรื่องนี้มาก เราก็ขอเป็นผู้ตาม และ 3.เรานำเขาตาม หมายถึง เราเป็นผู้ ถือหุ้นใหญ่ ส่วนคนอื่นเป็นผู้ตาม ซึ่งทั้งหมดนี้จะขึ้นอยู่กับความเหมาะสมและสภาพเศรษฐกิจด้วย

"ช่วงลำบากที่สุดของสหพัฒน์คือปี 2540 ที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ผมยึดคำสอนของคุณพ่อมาเป็นแนวทางในการดำเนินธุรกิจและยังใช้กับการแก้ไขปัญหาด้วย มีเพียง 4 คำง่ายๆ คือ เร็ว ช้า หนัก เบา ซึ่งในตอนที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ สหพัฒน์ก็ได้รับผลกระทบด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ที่อยู่รอดได้ทุกวันนี้ เพราะสั่งให้บริษัทในเครือทั้งหมดเร่งคืนหนี้เงินกู้จากต่างประเทศให้เร็วที่สุด และหันจากเป็นผู้ผลิตภายในประเทศมาเป็นผู้ส่งออก ที่ได้เปรียบเนื่องจากเงินบาทอ่อนค่าลงทำให้ได้เงินบาทจากการค้าขายกับต่างประเทศมากขึ้น"

นายบุญยสิทธิ์กล่าวว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดขององค์กรคือบุคลากร ซึ่งในช่วงที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจมีหลายบริษัทต้องปิดกิจการและไล่พนักงานออก แต่บริษัทในเครือสหพัฒน์ไม่ได้ ไล่พนักงานออก ทุกคนต้องมีส่วนร่วม อาจจะลดเงินเดือน 10-20% เพื่อช่วยเหลือบริษัท แต่เมื่อทุกอย่างผ่านพ้นไป ทุกอย่างก็กลับมาเป็นปกติ หากมีความจำเป็นต้องปิดบริษัทจริงๆ ก็จะมีบริษัทอีกแห่งมาตั้งโต๊ะรับพนักงานให้กลับเข้าทำงานใหม่ทันที

เร่งปรับตัวก่อนบุกตลาดอาเซียน

สำหรับช่วงที่ดีที่สุดของสหพัฒน์ตลอดกว่า 50 ปีที่ผ่านมาคือ ช่วงที่เศรษฐกิจมีอัตราการขยายตัว อย่างต่อเนื่อง ในสมัยของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ป๋าเปรม (พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์) และในสมัยของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่พลิกฟื้นเศรษฐกิจและพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง แต่ถึงยุคปัจจุบัน ผู้ประกอบการไทยต้องปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เมื่อ 2 ปีก่อน อัตราแลกเปลี่ยนของค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯอยู่ที่ 40 บาท แต่ขณะนี้อยู่ที่ 32-34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ นั่นหมายถึงรายได้จากการส่งออกหดหายไปถึง 20%

ขณะที่รัฐบาลให้ความสำคัญและดูแลภาคเกษตรอย่างมาก เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว 2 ปีก่อนรัฐบาลจำนำข้าวในราคาตันละ 14,000 บาท ในวันนี้ก็ยังอยู่ที่ 14,000 บาท ทำให้เอกชนในภาคอุตสาห-กรรมขาดทุนจากการผลิตสินค้าเพื่อส่งออก ก็ได้แต่ ทนทำกันไป จึงต้องการให้ภาครัฐเข้ามาดูแลในสิ่งเหล่านี้ เพราะเราไม่สามารถดูแลตัวเองได้ ลำพังแค่ การปรับตัวเพื่อความอยู่รอดก็ยากแล้ว

นายบุญยสิทธิ์กล่าวว่า ในอนาคตที่จะต้องก้าวเดินไปข้างหน้า มองว่าประเทศไทยในขณะนี้เล็กไปแล้ว ดังนั้นตลาดที่ใหญ่กว่าก็คือ อาเซียน น่าจะเป็นลู่ทางการลงทุนใหม่ของสหพัฒน์.

ข่าวแนะนำ

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ข่าวแนะนำ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันเสาร์ที่ 15 พฤษภาคม 2564 เวลา 14:24 น.