วันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
มาปลูกต้นไม้มงคลกันเถอะครับ

มาปลูกต้นไม้มงคลกันเถอะครับ

  • Share:

คนไทยเรามีความผูกพันกับต้นไม้มานานแสนนานแล้วนะครับ อย่าว่าแต่คนไทยเราเลย เพราะจากเรื่องราวในอดีตที่ผมได้มีโอกาสเรียนรู้มา ทำให้เข้าใจถ่องแท้ได้ว่ามนุษย์เรานี้เอง ล้วนแต่มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์มั่นเหนี่ยว อยู่กับธรรมชาติและต้นไม้มาโดยตลอด ลองย้อนกลับไปดูสมัยก่อนพุทธกาล เมื่อมนุษย์ยังนับถืออำนาจเหนือธรรมชาติที่ไม่อาจพิสูจน์ได้ในขณะนั้น มนุษย์มีความเกรงกลัวต่อสายฟ้า ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า ลม ฝน ไฟ รวมไปถึงสัตว์ร้ายนานา เช่น งู เสือ สิงห์ ช้าง และต้นไม้ใหญ่ต่างๆ ที่เชื่อกันว่ามีวิญญาณหรือผีสิงสถิตย์อยู่ มนุษย์จึงได้มีการเซ่นสรวงบูชา เพื่อเอาอกเอาใจ อ้อนวอนขอพร ขอความปกปักพิทักษ์รักษา และขอให้ช่วยบำบัดปัดเป่าเพื่อให้พ้นจากเหตุเพทภัยทั้งหลายเหล่านี้

ดูง่ายๆ ว่าเมื่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะทรงประกาศพระพุทธศาสนา แก่หมู่ชนชาวอินเดียเมื่อกว่า 2500 ปีมาแล้วนั้น พระองค์ต้องทรงต่อสู้กับคติความเชื่อโบราณดั้งเดิม ของผู้คนที่ยังเชื่อมั่นอยู่กับภูตผีปีศาจและจิตวิญญาณทั้งหลาย เพื่อให้เกิดการยอมรับนับถือพุทธศาสนาได้โดยไม่ตะขิดตะขวงใจนัก ดังนั้นในพุทธประวัติของพระองค์ จึงเห็นได้อย่างชัดเจนว่ามีการนำเอาสิ่งที่เป็นความเชื่อตามคติดั้งเดิมของผู้คนในยุคสมัยนั้น ผูกแฝงเข้ามาอยู่ในตอนต่างๆ ของพุทธประวัติด้วยเสมอๆ เช่น การลอยถาดเสี่ยงทายก่อนการตรัสรู้ หรือเรื่องที่เสด็จไปประทับที่ริมสระน้ำมุจลินทร์โบกขรณีเพื่อเสวยวิมุติสุข หลังการตรัสรู้ ในสัปดาห์ที่ 6 ทั้งสองเหตุการณ์นี้ มีเรื่องของพระยานาคเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยทั้งคู่ ซึ่งน่าจะหมายถึงงูใหญ่ ที่อาศัยอยู่ตามป่าเขาธรรมชาติในสมัยนั้น และมักจะเป็นอันตรายแก่ผู้คนและสัตว์ต่างๆ จนเป็นที่เกรงกลัวของคนทั่วไป ทำให้ต้องมีการเซ่นสรวงบูชา เอาอกเอาใจเพื่อร้องขอให้ละเว้นจากการทำลายล้าง เรื่องของงูใหญ่ในสมัยนั้น คงเป็นเรื่องสำคัญที่ถูกให้ความยำเกรงกันมาก สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงนำเข้ามามีส่วนร่วมไว้ในพุทธประวัติด้วย  

หรือตอนที่สำคัญที่สุดตอนหนึ่ง คือการตรัสรู้ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสรู้ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ดังนั้นจึงอาจเข้าใจได้ว่า ต้นไม้ใหญ่ๆ ในสมัยนั้น จะเป็นต้นไม้ที่คนทั่วไปให้ความเคารพบูชา ด้วยเชื่อกันว่ามีภูตผีิวิญญาณสิงสถิตย์อยู่ ต่อมาเมื่อพุทธศาสนารับเรื่องต้นไม้ใหญ่ เข้ามาผูกรวมไว้ในคติความเชื่อด้วย แล้วก็ได้เปลี่ยนจากผีจากวิญญาณ มาเป็นเทพารักษ์หรือรุกขเทวดาแทน นอกจากนั้นแล้วชาวฮินดู ยังนับถือว่าต้นโพธิ์เป็นต้นไม้บนสรวงสวรรค์ หรือบางตำราก็ว่าเป็นพระวิษณุหรือพระนารายณ์อวตาร ลงมาเป็นต้นโพธิ์เลยด้วยซ้ำไป สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมีจิตวิทยาที่ดีเยี่ยม จึงทรงผูกคติความเชื่อในอำนาจเหนือธรรมชาติดั้งเดิมของต้นโพธิ์และต้นไม้ใหญ่อื่นๆ เข้ากับการตรัสรู้ อันเป็นเหตุการณ์ตอนที่สำคัญที่สุดตอนหนึ่ง ในพุทธประวัติของพระองค์เองเลยทีเดียว

นอกจากนั้น ในพุทธประวัติยังมีเรื่องของต้นไม้ต่างๆ เข้ามาเกี่ยวพันอีกมากมาย เช่น ดอกบัว ซึ่งเป็นดอกไม้ที่นิยมในการใช้สักการบูชา ทั้งเทพ เทพี และพระมหากษัตริย์ มาตั้งแต่สมัยอียิปต์โบราณ จนถึงสมัยกรีก โรมัน ผ่านต่อมายังอินเดีย และมาถึงประเทศไทยในที่สุด พระพุทธองค์ก็ได้ทรงนำมาผูกไว้กับพุทธศาสนา ด้วยการกำหนดบุคคลต่างๆ ออกเป็น 4 เหล่า ตามความเบ่งบานของดอกบัว หรือในบางตอนของพุทธประวัติ ก็ได้ใช้เป็นดอกไม้ เพื่อรองรับพระบาทของเจ้าชายสิทธัตถะ เมื่อแรกประสูติจากพระนางสิริมหามายา ณ ป่าลุมพินีวัน และแสดงมหาปาฏิหาริย์ก้าวเดิน 7 ก้าว

ส่วนต้นสาละก็จะนำเข้ามาผูกให้เป็นต้นไม้ที่เบ่งบานผลิดอก ในเวลาที่ประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน รวมทั้งดอกมณฑารพอีกด้วย แม้แต่หญ้าคาที่ปัจจุบันถือว่าเป็นวัชพืชนั้น ในสมัยนั้นคงต้องมีบทบาทในสังคมอินเดียและมีประโยชน์มาก เช่น ในการใช้มุงหลังคา ในการถักสานแปรรูปให้เป็นข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ทั้งยังเป็นพืชที่เกี่ยวข้องกับศาสนาฮินดูโดยตรง บางตำนานกล่าวว่า เมื่อพระนารายณ์ขว้างจักรไปตัดลำตัวของพระราหู ตามคำชี้แนะของพระอาทิตย์และพระจันทร์แล้ว น้ำอมฤตที่ผ่านเข้าไปในปากของพระราหู แต่ยังไม่ทันได้กลืนลงท้องไปนั้น ได้ร่วงหล่นลงมายังโลกมนุษย์ และได้ตกลงบนกอหญ้าคา ทำให้กลายเป็นหญ้าอมตะที่ปราบไม่สิ้นมาจนทุกวันนี้

เมื่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประกาศพระพุทธศาสนา จึงได้ทรงนำเอาหญ้าคาอันเป็นที่นับถือของชาวฮินดู เข้ามาผูกเกี่ยวเข้าไว้ในพระพุทธประวัติด้วย เช่นตอนที่โสตถิยะพราหมณ์ ถวายฟ่อนหญ้าคาก่อนตรัสรู้ และพระพุทธองค์ได้ทรงนำไปปูลาด เป็นอาสนะหรือพุทธบัลลังก์ที่ประทับ ณ โคนต้นโพธิ์ จนกระทั่งได้ตรัสรู้เหนือบัลลังก์หญ้าคานั้น ก็แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะกลมกลืนในเรื่องของคติความเชื่อดั้งเดิมของคนอินเดียโบราณกับพระพุทธศาสนา ซึ่งถือว่าเป็นของแปลกใหม่มากในสมัยนั้นได้อย่างแนบเนียน

อาศัยเหตุดังกล่าวมาแล้วนี้ จึงสรุปได้ว่าคนไทยกับพันธุ์ไม้ต่างๆ นั้น มีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดมาก จนอาจกล่าวได้ว่าในชีวิตประจำวันของคนไทยเรา จะต้องมีพันธุ์ไม้เข้ามาเกี่ยวข้องอยู่ด้วยเสมอๆ และมักเรียกพืชพันธุ์ไม้เหล่านั้นว่า ไม้มงคล สามารถจำแนกแจกแจงที่มาของความเป็นมงคลได้หลายประเภทคือ

ประเภทแรก-มงคล นาม หมายถึง พืชพันธุ์อันมีนาม หรือออกเสียงเป็นมงคล เช่น ต้นพุทธรักษา ต้นธรรมรักษา ต้นใบทอง ต้นใบเงิน ต้นใบนาก ต้นทับทิม ต้นขนุน ต้นทรงบันดาน เป็นต้น

ประเภทที่สอง-มีความหมาย หรือออกเสียงพ้องอันเป็นมงคล เช่น ต้นมะขาม ต้นยอ ต้นมะยม ต้นกันเกรา ต้นสัก ต้นพะยูง ต้นชัยพฤกษ์ ต้นสีสุก เป็นต้น

ประเภทที่สาม-มีประวัติความเป็นมาที่เป็นมงคล ต้นไม้สำคัญที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนา เช่น ต้นโพธิ์ ต้นสาละ ต้นบัว หรือเกี่ยวกับศาสนาฮินดู เช่น ต้นมะตูม ต้นมะม่วง ต้นหญ้าคา เป็นต้น

ประเภท ที่สี่-มีสรรพคุณและคุณสมบัติที่เป็นประโยชน์ (1) มงคลแห่งความเจริญงอกงาม เช่น ถั่ว งา มะเขือ ข้าวเปลือก กล้วย อ้อย มะพร้าว เป็นต้น (2) มงคลแห่งการรักษาพยาบาล เช่น พลับพลึง ส้มป่อย บอระเพ็ด สะเดา สมอ มะกรูด เป็นต้น (3) มงคลในความหอม เช่น มะลิ กุหลาบ ดอกพุด จันทน์ ชมนาด พิกุล เป็นต้น (4) มงคลแห่งสีสันอันเป็นต้นไม้ที่ให้ดอกที่มีสีตรงตามสีประจำองค์เทพหรือตรง ตามสีประจำวัน เช่น ดอกบัวแดง ดอกบัวสีขาบ ดอกดาวเรืองสีเหลือง ดอกกุหลาบสีแดง เป็นต้น

นอกจากนั้นแล้ว ตามตำราพรหมชาติ ยังได้กล่าวถึงคตินิยมในการปลูกต้นไม้มงคลตามทิศทางต่างๆ โดยรอบบริเวณบ้านด้วย คือ
-ทิศเหนือหรือทิศอุดร ให้ปลูกไม้มงคล คือ ส้มป่อย ส้มซ่า มะเดื่อ
-ทิศตะวันออกเฉียงเหนือหรือทิศอีสาน ให้ปลูก ทุเรียน ไม้รวก มะตูม
-ทิศตะวันออกหรือทิศบูรพา ให้ปลูก ไผ่สีสุก กุ่ม มะพร้าว
-ทิศตะวันออกเฉียงใต้หรือทิศอาคเนย์ ให้ปลูก สารภี ยอ กระถิน
-ทิศใต้หรือทิศทักษิณ ให้ปลูก มะม่วง มะพลับ ตะโก
-ทิศตะวันตกเฉียงใต้หรือทิศหรดี ให้ปลูก ขนุน พิกุล ราชพฤกษ์ สะเดา
-ทิศตะวันตกหรือทิศประจิม ให้ปลูก มะขาม มะยม พุทรา
-ทิศตะวันตกเฉียงเหนือหรือทิศพายัพ ให้ปลูก มะพูด มะนาว มะกรูด

ส่วนต้นไม้มงคลประจำปีเกิดหรือปีนักษัตรต่างๆ นั้น ก็ได้มีการกำหนดเอาไว้อย่างชัดเจน บางครั้งก็เรียกว่า "ไม้มิ่ง" แทนคำว่าไม้มงคล กล่าวคือ คนเกิดปีชวดให้ปลูกต้นมะพร้าวหรือต้นกล้วย ปีฉลูให้ปลูกต้นตาล ปีขาลปลูกต้นรังหรือต้นขนุนสำปะลอ ปีเถาะปลูกต้นงิ้วหรือมะพร้าว ปีมะโรงปลูกต้นกัลปพฤกษ์หรือต้นงิ้วและต้นไผ่ ปีมะเส็งปลูกต้นโพธิ์ใบหรือต้นไผ่หรือต้นรัง ปีมะเมียปลูกต้นกล้วยหรือต้นตะเคียน ปีมะแมปลูกต้นทองหลางหรือต้นไผ่ป่า ปีวอกปลูกต้นขนุน ปีระกาปลูกต้นไผ่ หรือต้นยางและต้นฝ้ายเทศ ปีจอปลูกต้นบัวบกหรือต้นสำโรงและบัวหลวง และปีกุนปลูกต้นบัวหลวง

ส่วนไม้มงคลที่เกี่ยวกับองค์พระมหากษัตริย์และพระราชพิธีต่างๆ นั้นมีมากมาย แต่ที่เพิ่งผ่านพ้นพระราชพิธีสำคัญที่มีการนำไม้มงคลมาถวาย เพื่อทรงใช้ประกอบในการพระราชพิธี คือ งานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษา เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2554 ที่เพิ่งผ่านมา โดยภายหลังจากที่ได้เสด็จฯออกมหาสมาคมที่มุขหน้าพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวังแล้ว พระมหาราชครูวามเทพมุนีได้ทูลเกล้าฯถวายใบไม้มงคล3ชนิด เพื่อให้ทรงใช้ปัดพระองค์เพื่อขจัดเสนียดจัญไรและอันตรายทั้งปวง เมื่อทรงปัดแล้วก็ได้พระราชทานคืนกลับไป เพื่อให้คณะพราหมณ์นำไปประกอบพิธีศาสตร์ปุณยาชุบโหมเพลิง ณ โรงพิธีพราหมณ์ พูดง่ายๆ คือ นำไปเผาเสียให้สิ้นพระเสนียดทั้งปวงนั่นเอง โดยใบไม้ทั้ง 3 ชนิดนี้ จะนำมารวมมัดเป็นกำๆ เรียกว่า"ใบสมิทธิ์" ประกอบด้วย

-ใบมะม่วง 25 ใบ หมายถึง ภยันตรายต่างๆ 25 ประเภท
-ใบทอง 32 ใบ หมายถึง อุปัทวันตราย 32 ประการ
-ใบตะขบ 96 ใบ หมายถึง โรคอันตรายหรือโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ที่ในสมัยโบราณนับรวมกันได้ 96 โรค

หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับถวาย "ใบสมิทธิ์" แล้ว จะทรงนำมาปัดพระองค์โดยการปัดลง 3 ครั้ง ในหมายกำหนดการพระราชพิธีเก่าๆ ที่ผมค้นเจอจะไม่ได้ใช้คำว่า "ปัดพระองค์" หากแต่จะใช้คำที่มีความหมายชัดเจนกว่ามาก คือ "ฟาดพระองค์" ผมได้กราบเรียนถามท่านผู้ใหญ่หลายท่าน ว่าทำไมจึงไม่ออกหมายในสมัยปัจจุบัน ตามหมายเก่าๆ ที่เคยมีมา ก็ได้รับคำตอบว่า คำว่า "ฟาด" พระองค์นั้น ฟังดูค่อนข้างรุนแรงกว่า "ปัด" พระองค์กว่ามาก แต่สำหรับผมเองนั้น ยังคิดว่าควรออกหมายตามโบราณดั้งเดิม จะเหมาะแก่เหตุการณ์และกาลสมัยมากกว่า

คติเรื่องไม้มงคลในวัฒนธรรมไทย ยังมีอีกมากมายหลายเรื่อง ผมจะขอยกไว้เพื่อนำมากล่าวถึงในโอกาสต่อไป สำหรับสัปดาห์นี้คงได้เเต่เพียงเชิญชวนให้ทุกท่านช่วยกันปลูกต้นไม้ โดยไม่จำเป็นว่าต้องเป็นไม้มงคลหรือไม่ เพราะในภาวะที่สภาพอากาศแปรปรวนจากการตัดไม้ทำลายป่ามากมายขนาดนี้แล้ว ต้นไม้ทุกชนิดล้วนเป็นมงคลทั้งสิ้น และจะช่วยปรับสภาพอากาศให้ฟื้นคืนคงตามเดิมได้ อันจะช่วยให้ประเทศและโลกของเราเป็นปกติสุขครับ

 

 

เผ่าทอง ทองเจือ
www.facebook.com/paothong.pan
www.facebook.com/paothong.thongchua

 

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้