ต้นกัลปพฤกษ์ : ต้นคริสต์มาสของสมเด็จฯ

ข่าว

    ต้นกัลปพฤกษ์ : ต้นคริสต์มาสของสมเด็จฯ

    เผ่าทอง ทองเจือ

    29 ธ.ค. 2554 05:30 น.

    บรรยากาศในช่วงนี้อบอวลด้วยกลิ่นอายของความรื่นเริงของช่วงคริสต์มาสและปีใหม่ ด้านหน้าของห้างสรรพสินค้าและอาคารใหญ่ๆ หลายแห่งล้วนตกแต่งประดับประดากวางและล้อเลื่อน หิมะ รวมไปถึงเครื่องห้อยที่ใช้ตกแต่งบริเวณต้นคริสต์มาส สิ่งที่เรียกกันว่า “ต้นคริสต์มาส” นั้น ความจริงแล้วไม่ใช่ชื่อของต้นไม้หรอกนะครับ แต่เป็นต้นสน สืบเนื่องจากนำมาใช้ประดับประดาตกแต่งจัดวางในช่วงเทศกาลเฉลิมฉลองวันประสูติของพระเยซู ซึ่งแต่เดิมจะเรียกเทศกาล “Christes Maesse” อันมีความหมายว่า “บูชามิสซาของพระคริสตเจ้า” จึงนิยมเรียกต้นสนนี้ว่า “ต้นคริสต์มาส”

    เมื่อประมาณพันกว่าปีมาแล้ว ราวประมาณ ค.ศ.1000 เศษๆ หรือถ้าเทียบเป็น พ.ศ.ก็จะราวๆ พ.ศ.1500 ในช่วงเดือนธันวาคม ซึ่งถือเป็นเดือนแรกแห่งการเฉลิมฉลองเทศกาลคริสต์มาสนั้น จะมีการนำต้นสนขนาดใหญ่ ตัดมาปักที่กลางลานวัดในคริสตศาสนา เพื่อเป็นสัญญลักษณ์แทนต้นไม้ศักดิ์สิทธ์บนสรวงสวรรค์ที่อาดัมและเอวาล่วงละเมิดคำสั่งของพระผู้เป็นเจ้า ที่สั่งไม่ให้ยุ่งกับผลของต้นไม้นี้ แต่เมื่อทั้งสองคนไม่เชื่อฟังคำสั่ง และไปปลิดผลของต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์นี้เข้า จึงต้องถูกลงโทษ (ปฐก. 3:1-6) และโดยรอบของต้นสนที่ใช้แทนต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ บนสรวงสวรรค์นั้น ก็จัดให้มีการแสดงสอนใจคริสตศาสนิกชน ให้รู้จักบาปและกำเนิดอาดัมกับเอวาและเรื่องราวต่างๆ ของพระเจ้าผู้เป็นเจ้า การแสดงรอบต้นสนที่ปักอยู่กลางหน้าลานวัดดำเนินต่อมาพร้อมกับพัฒนารูปแบบการแสดงมากยิ่งขึ้น จนถึงมีการสอดแทรกบทตลกขบขันเข้าไปมากยิ่งขึ้นทุกที รวมไปถึงการแสดงล้อเลียน ผู้คนในชุมชน ผู้ปกครองบ้านเมืองและลามปามไปจนถึงการล้อเลียนนักบวชและศาสนา จนถึงราวปี ค.ศ.1400 เศษ หรือประมาณปี พ.ศ.1950 เศษ พระคาร์ดินัลหลายรูปได้สั่งห้ามและยกเลิกการแสดงหรือการละเล่นนี้ เพราะจากการแสดงที่เคยคลาสสิกกลับกลายเป็นเหมือนเล่นปาหี่ ส่วนประชาชนทั้งหลายต่างก็พากันเสียใจที่จู่ๆ ก็ขาดความสนุกสนานบันเทิงเริงใจในเทศกาลอันน่าฉลองเช่นนี้ จึงนำต้นสนขนาดย่อมๆ ไปตั้งไว้ในบ้านของตนเพื่อเล่นสนุกกันเอง แทนที่จะต้องไปที่ลานวัดซึ่งถูกคำสั่งยกเลิกไปแล้ว จากนั้นก็นำลูกแอปเปิ้ลสดมาแขวนประดับไว้ตามกิ่งสน ในวาระต่อๆ มาก็พัฒนาเป็นการเพิ่มขนมปังขิง ขนมน้ำตาลและจุดเทียนเพิ่มขึ้น จนกลายเป็นการประดับประดาต้นสนที่พากันเรียกว่า “ต้นคริสต์มาส”ไปซะแล้ว และความหมายของต้นคริสต์มาสในปัจจุบันคือหมายถึงพระเยซูผู้เปรียบเสมือน ต้นไม้แห่งชีวิต (ปฐก. 2 : 9) ที่คงความเขียวขจีอยู่ทุกฤดูกาล ไม่มีเปลี่ยนแปลงเสมือนใบของต้นสนที่นำมาทำต้นคริสต์มาส อันหมายถึงนิรันดรภาพของพระเยซูเจ้า และหมายถึงแสงเทียนที่ส่องสว่างในความมืดมิดทั้งปวง ทั้งยังหมายถึงความชื่นชมยินดีความรัก ความสามัคคีที่พระเยซูเจ้าทานให้ เพราะต้นคริสต์มาสเปรียบเหมือนศูนย์รวมจิตใจของทุกคนในครอบครัวในเทศกาลนี้

    กลับมาเข้าเรื่องของเราดีกว่าครับ ผมขอเล่าย้อนเวลาไป 12 ปีครับ ตอนนั้นเป็นปลายปี พ.ศ.2542 ซึ่งกำลังจะก้าวเข้าสู่ปี พ.ศ.2543 หรือปี ค.ศ.2000 ผมได้รับแจ้งจากท่านผู้หญิงสุภรณ์เพ็ญ หลวงเทพรักษา ว่าสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ต้องพระราชประสงค์ให้ผมคิดทำต้นคริสต์มาสแบบไทยๆ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในงานพระราชทานเลี้ยงปีใหม่เป็นการส่วนพระองค์พระราชทานแก่ข้าราชบริพารผู้รับใช้ทั้งหมด เนื่องในเทศกาลปีใหม่ พ.ศ.2543 หรือ ค.ศ.2000 ด้วยไม่โปรดให้ใช้ต้นสนตามแบบต้นคริสต์มาสแบบฝรั่ง รวมทั้งเครื่องประดับตกแต่ง ก็ให้เป็นอย่างไทยทั้งสิ้น

    เมื่อได้รับโจทย์ “ยาก” มาแล้ว ผมก็มานั่งนึกถึงเรื่องราวและวรรณคดีที่เกี่ยวข้องกับต้นไม้ นึกอยู่หลายตรลบก็มาลงตัวเอาที่ “ต้นกัลปพฤกษ์” เพราะเคยเห็นภาพของต้นไม้นี้ในจิตรกรรมลายลดน้ำที่เคยประดิษฐานอยู่บนพระฉากของพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท และปัจจุบันเชิญไปรักษาและจัดแสดงไว้ที่อาคารพิพิธภัณฑ์วัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดย ศ.มจ.สุภัทรดิศ ดิศกุล หรือ “ท่านอาจารย์” ได้ทรงประทานวิชาความรู้ให้ ถึงตรงนี้ต้องขอกราบแทบเท้า “...บูรพคณาจารย์ ผู้ก่อเกิดประโยชน์ศึกษา อีกทั้งท่านผู้ประสาทวิชา อบรมจริยา...” อย่างงามๆ หลายๆ ครั้งเลยครับ เพราะตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานที่แปลไว้ “ตามคติโบราณเชื่อกันว่า ต้นกัลปพฤกษ์มีอยู่ในแดนสวรรค์ หากผู้ใดปรารถนาสิ่งใด ก็อาจจะไปนึกเอาจากต้นไม้นี้ได้...”

    เพียงแค่นี้แหละครับ ที่นำมาตีโจทย์ “ยาก” ให้แตกลงได้ และได้นำมาต่อยอดรวมบเรื่องของต้นมะม่วงที่ปรากฏอยู่ในพระราชนิพนธ์เรื่อง “พระมหาชนก” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอีกด้วย ทำให้ต้นศริสต์มาสแบบไทยๆ ตามพระราชเสาวนีย์ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถใกล้ความเป็นจริงมากยิ่งขึ้น

    เบื้องต้นผมได้ขอเจ้าหน้าที่กองราชอุทยานที่ทำหน้าที่ดูแลสวนของพระที่นั่งวิมานเมฆ ให้ช่วยเก็บใบไม้แห้งขนาดและรูปทรงต่างๆ กัน โดยใบไม้ที่เก็บนั้นคือใบไม้ร่วงที่จะต้องกวาดทิ้ง ในครั้งนั้นมีใบไม้หลายชนิดครับ เท่าที่จำได้คือในสาเกแห้ง จะมีสีเหลืองๆ และใบกระท้อนแห้ง ซึ่งมีทุกสีทุกเฉดของเอิร์ธโทน กับทั้งใบเข้มและมันวาวงดงามมาก รวมทั้งใบหูกวางที่มีหลายเฉดสีเช่นเดียวกัน โดยผมขอให้ช่วยมัดเป็นกำๆ จัดใบให้เหมือนกับกลีบดอกไม้ เรียงขนาดของใบให้เป็นระเบียบ

     

     

    จากนั้นผมจึงโทรไปขอต้นลั่นทมที่เป็นตอแห้งตายเองจากเพื่อนที่ดูแลเขาวังเพชรบุรี โดยเลือกกิ่งตอที่คดงอบิดไปมาอย่างมีชั้นมีเชิงศิลปะ มา 2 ต้น ปักทั้งด้านซ้ายและขวามือของบันไดทางขึ้นพระที่นั่งวิมานเมฆอันเป็นสถานที่จัดงานพระราชทานเลี้ยงในค่ำคืนวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ.2542 ต่อจนถึงรุ่งเช้าวันที่ 1 มกราคม  พ.ศ.2543 หรือ ค.ศ.2000 ต้นขวาของบันไดเวลาขึ้น จะนำใบไม้แห้งมามัดติดเป็นช่อๆ ทั้งต้น และขอรากหญ้าแฝกแห้งจากโครงการหลวงมาทำเป็นสายเถาวัลย์แห้งประดับ สมมติให้เป็นต้นมะม่วงในเรื่องพระมหาชนกที่ถูกทิ้งจนกิ่งหักสะบั้นยับเยิน และยืนต้นตายไปในที่สุด ซึ่งต้องถือว่าเป็นเรื่องยากมากครับ ที่ต้องทำต้นไม้นี้ให้ทั้งดู “ถูกทึ้งจนยืนต้นตาย” และต้องดูสวยงามในค่ำคืนวันนั้นอีกด้วย ส่วนอีกต้นทางซ้ายมือนั้น ผมเอาใบไม้สดรูปทรงต่างๆ จากปากคลองตลาดมาจับมัดเป็นกำเป็นช่อติดเข้ากับต้น และขอให้นักเรียนศิลปาชีพช่วยกันทำใบและดอกโลหะ โดยไปซื้อสังกะสีบางๆ ชุบสีทอง สีนาก และสีเงิน มีถึง 5 ขนาดของดอกตั้งแต่ตูมน้อยๆ จนถึงบานเบิกขนาดใหญ่โตเส้นผ่าศูนย์กลางเกือบศอก เมื่อนำดอกและใบของพุดตานโลหะชุบสีทอง นาก เงิน ขึ้นประดับบนตอแห้งของต้นลั่นทมเจือกับใบสดสีเขียวแล้ว กลายเป็นต้นไม้แปลกตาที่งดงามมากจริงๆ

    ส่วนเครื่องประดับประดาต้นกัลปพฤกษ์ต้นนี้ ผมใช้เครื่องละครของ “ครูหวาน” มาแขวนห้อยย้อยระย้าระโยงระยางไปทั้งต้น ทั้งชฎา กระบังหน้า รัดเกล้าต่างๆ เกี้ยว ปิ่น ปะวะหล่ำ กำไล สายสร้อยตัว ทับทรวง ตาบทิศ เข็มขัด ปั้นเหน่ง สร้อย แหวน กำไลมือ กำไลเท้า รวมทั้งใช้แก้วน้ำทรงกลมกระปุกใบขนาดลูกปิงปองบวมนิดๆ มาใส่เทียนแขวนทั่วต้น ให้เปลวแสงเทียนเปล่งประกายวับวับแวมแวม งดงามมาก กลายเป็นต้นคริสต์มาสแบบไทยๆ สมตามที่สมเด็จฯ ได้ทรงมีพระราชเสาวนีย์และพระราชดำริไว้ไม่มีผิดเพี้ยนในทันที และจากนั้นสมเด็จฯ ก็โปรดให้นำของขวัญพระราชทานมาวางแต่งประดับไว้รอบโคนต้นตามแบบเทศกาลคริสต์มาสของฝรั่งจริงๆ เมื่อทั้งสองพระองค์เสด็จฯ มาถึง ผมได้มีโอกาสกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า “นี้สมมุติให้เป็นต้นมะม่วงต้นที่ผลิดอกออกผลที่พระมหาชนกทอดพระเนตรเห็นที่ปากทางเข้าอุทยานหลวง...พระพุทธเจ้าข้า...” และ “...ส่วนอีกต้นที่เป็นใบไม้แห้งและดูยับเยิน (แต่ความจริงสวย) นั้น หมายถึงหลังจากที่ถูกข้าราชบริพาธที่ตามเสด็จรุมทึ้งยืนตายไป แล้ว...พระพุทธเจ้าข้า...”

    ในคืนนั้นหลังจากพระราชทานปีใหม่แก่ข้าราชบริพาธ เมื่อเวลา 24.00 น. แล้ว ก็ได้เสด็จขึ้นประทับพักผ่อนอิริยาบท ก่อนที่จะเสด็จลงทรงดนตรีต่อ ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีฃะระ ได้เรียกผมให้ขึ้นไปรอเฝ้าที่หน้าห้องประทับตามที่มีรับสั่งลงมา เพื่อรับพระราชทานพรปีใหม่ส่วนพระองค์อีกครั้งเฉพาะตัวกับผม จำได้ว่าเมื่อพระสุรเสียงพระราชทานพรของทั้งสองพระองค์เริ่มขึ้นผมก็สะอื้น ฮักๆ ไปแล้ว น้ำหูน้ำตาช่างพร้อมใจกันมาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทด้วยโดยไม่ต้องเชิญเลย เมื่อกลับออกมาจากเฝ้ามาแล้ว ท่านผู้ใหญ่หลายท่านต่างพากันถามว่ารับสั่งพระราชทานพรอย่างไรบ้าง ผมกราบเรียนว่าจำไม่ได้จริงๆ ทราบแต่ว่าพรที่พระราชทานในค่ำคืนวันนั้นยังดังก้องและอื้ออึงอยู่ในแก้วหู จนไม่อาจแยกข้อแยกประเด็นได้แต่อย่างไรเลย และในเวลารุ่งเช้าประมาณ 6 โมงเศษเมื่อเสด็จพระราชดำเนินกลับ ท่านผู้หญิงให้ผมไปรอเฝ้าส่งเสด็จที่เชิงบันไดใต้ต้นกัลปพฤกษ์ไทยนั้น เมื่อเสด็จพระราชดำเนินผ่านได้ทรงหยุดตรงผม ซึ่งขณะนั้นได้ก้มลงกราบแทบพระบาทโดยไม่ได้เงยศีรษะมาสบพระพักตร์แต่อย่างใด หากแต่ได้ยินพระราชดำรัสเบาๆ ว่า “ขอบใจนะ” ...

    พรที่ได้รับพระราชทานเมื่อวันปีใหม่พ.ศ.2543นั้น ยังคงเป็นพรอันประเสริฐยิ่งที่สุดในชีวิตของผมตราบจนปัจจุบันนี้ครับ

     

     

    เผ่าทอง ทองเจือ
    www.facebook.com/เผ่าทอง

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันพุธที่ 1 ธันวาคม 2564 เวลา 12:56 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์