เปิดบันทึกลับ กับพระพักตร์ที่แท้ของพระเยซู

ข่าว

    เปิดบันทึกลับ กับพระพักตร์ที่แท้ของพระเยซู

    ทีมงาน นิตยสาร ต่วย'ตูน

      17 ก.ค. 2554 00:00 น.

      หนังสือโลหะที่มีการขึ้นรูปอย่างสวยงาม

      พระเยซู...บุรุษที่สำคัญที่สุดท่านหนึ่งของโลก...บุตรของพระเจ้าผู้ไถ่บาปเพื่อมวลมนุษย์ ...ว่ากันว่า ภาพของพระองค์มีมากมายหลายล้านทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นภาพวาด รูปปั้น รูปแกะสลัก ฯลฯ ซึ่งแน่นอนว่าทุกภาพนั้นมาจากจินตนาการของศิลปินล้วนๆ

      แต่องค์พระเยซูที่แท้ มีพระพักตร์เป็นอย่างไร กัน...ไทยรัฐ ซันเดย์ สเปเชียล โดยทีมงานนิตยสารต่วย’ตูน จะพาท่านไปพบกับข้อมูลใหม่ล่าสุด กับหนังสือโบราณที่เคยถูกซ่อนไว้ในถ้ำแห่งหนึ่งที่จอร์แดนมาตั้งแต่ 2 สหัสวรรษก่อน หนังสือที่นักโบราณคดีหลายคนบอกว่า ภาพที่ปรากฏอยู่ บนหน้าปกนั้นคือ The first portrait of Jesus หรือ “ภาพเหมือนภาพแรกของพระเยซู”

      ผู้ครอบครองหนังสือโบราณอันเป็นที่ฮือฮานี้คือ หนุ่มเชื้อสายเบดูอิน นามว่า ฮัสซัน ไซดา (Hassan Saida)

      ไซดาซึ่งมีบ้านเรือนเป็นหลักแหล่งในอิสราเอล อ้างว่าเป็นเจ้าของหนังสือเก่าแก่หลายเล่ม หนังสือเหล่านี้สร้างขึ้นจากโลหะหลากหลายขนาด ตั้งแต่ที่เล็กกว่า 2×3 นิ้ว ไปจนถึงขนาดใหญ่ 8×10 นิ้ว แต่ละเล่มมีเนื้อหาไม่มากนัก คือมีเพียงประมาณ 8-9 หน้า ผลิตด้วยกรรมวิธีการหล่อโลหะ ทำให้เกิดภาพจากการหล่อแบบพิมพ์ทั้ง 2 ด้าน



      อันที่จริง หากดึงโลหะเหล่านี้ออกมาเป็นแผ่นๆก็อาจจะเรียกได้ว่าเป็นจารึก หรือแผ่นโลหะเขียนข้อความ แต่ที่เราต้องเรียกว่าหนังสือก็เพราะโลหะเหล่านี้ถูกจัดรวมเป็นเล่ม แต่ละแผ่นถูกเจาะรู และร้อยกันไว้ด้วยห่วงที่ทำจากตะกั่ว จนเกิดเป็นลักษณะรูปเล่มคล้ายหนังสือ ซึ่งถึงขณะนี้หนังสือโลหะหลายเล่มเกิดสนิมกินจนอยู่ในสภาพที่น่าจะเรียกได้ว่าเสียหายหนัก แต่รวมๆแล้ว ก็ยังพอจะมองออกว่าส่วนใหญ่เป็นหนังสือภาพ มีตัวอักษรไม่มากนัก

      ส่วนหนังสือเล่มที่สำคัญที่สุด เป็นหนังสือขนาดเล็ก แค่ 2-3 นิ้ว ทำจากตะกั่ว น่าจะสร้างมาได้ประมาณ 2,000 ปีแล้ว สิ่งที่ทำให้ตื่นตะลึงกันมากคือ หน้าปกของหนังสือเก่าเล่มนี้ ซึ่งเป็นภาพของใบหน้าผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งตอนนี้มีหลายคนปักใจเชื่อว่า นี่แหละภาพพระเยซูเจ้า ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง  ภาพนี้จะเป็นภาพเหมือนภาพแรกของพระเยซู  ภาพพระพักตร์ที่แท้จริงซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อน!!!

      ทำไมถึงมีคนเชื่อว่า นี่คือภาพพระเยซู นั่นก็เพราะหากดูจากเวลาในการผลิตหนังสือเล่มนี้ บวกกับหลักฐานอื่นๆที่จะเผยให้ท่านผู้อ่านได้ทราบทีละข้อสองข้อ ก็ทำให้น่าจะพอคาดเดาได้ว่า คนที่ผลิตหนังสือเล่มนี้อยู่ร่วมสมัยกับพระองค์ และน่าจะเคยได้เห็นพระองค์จริงของพระเยซูมาก่อน



      หลักฐานที่ว่า “เด็ด” ที่สุด คือสิ่งที่เราเห็นได้ในภาพนี้  ซึ่งแม้กาลเวลาที่ผ่านมานานจะทำให้เห็นไม่ชัดนัก  แต่ก็พอจะเห็นเค้าโครงใบหน้าของชาย ผู้สวมมงกุฎหนาม...อาฮ้า...แค่นี้ก็ชักตื่นเต้นแล้ว ก็ใครกันล่ะ ที่เป็นผู้ชายจาก 2 สหัสวรรษก่อน แล้วสวมมงกุฎหนาม!!!

      ไซดา เจ้าของผู้ครอบครองของสำคัญนี้บอกว่า เป็นมรดกตกทอดมาจากรุ่นปู่  อยู่กับครอบครัวของเขานานานนับร้อยปีแล้ว แต่ถึงแม้ไซดาจะยืนยันแบบนี้ ก็ไม่ค่อยจะมีใครเชื่อ เพราะก่อนหน้านี้ไม่นานนัก ได้มีการเปิดเผยว่า มีการค้นพบหนังสือเก่าแก่เหล่านี้ที่หมู่บ้านซาแฮม (Saham) ในจอร์แดน เมื่อราวๆ 5 ปีก่อนที่ผ่านมานี่เอง

      การค้นพบหนังสืออันน่าอัศจรรย์เหล่านี้ ก็เป็นเพราะโชคช่วย บวกกับความช่างสังเกต คือในตอนที่นํ้าลดหลังจากท่วมมาระยะหนึ่ง ดินโคลนในย่านภูเขาแถบนั้นก็หลุดล่อนออกไป จนมีคนเห็นว่า ที่หน้าผาแห่งหนึ่งมีลักษณะเหมือนถํ้า แต่มีหินก้อนใหญ่ปิดอยู่ พอช่วยกันผลักก้อนหินออกไป ก็พบว่าในนั้นเป็นถํ้าที่เต็มไปด้วยซอกหลืบเล็กๆมากมาย และในหลืบเหล่านี้นี่เอง ที่หนังสือเก่าแก่ประมาณ 70 เล่ม ถูกวางเอาไว้รวมกับสิ่งของอื่นๆ เช่น แผ่นโลหะ แผ่นตะกั่วที่มีลักษณะเป็นม้วนกลมๆ



      อันว่าหมู่บ้านซาแฮมแห่งนี้ เป็นเขตอพยพของชาวยิวโบราณที่ต่อสู้กับจักรวรรดิโรมันในช่วง ค.ศ.1-2 ยุคนั้นเป็นยุคที่ดินแดนแถบนี้เคยได้ชื่อว่าเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ และหนังสือที่สร้างขึ้นนี้ หลายเล่มก็ถูกสร้างขึ้นในรูปแบบที่น่าจะตีความได้ว่า เป็น “หนังสือศักดิ์สิทธิ์” ด้วยเช่นกัน เพราะมีลักษณะเป็น “หนังสือปิด” นั่นคือมีห่วงร้อยอยู่ทั้ง 4 ด้าน ทำให้เชื่อกันว่า หนังสือเหล่านี้ถูกผลิตขึ้นมาเพื่อ “ไม่ให้ใครเปิดอ่าน”

      ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น

      เหตุผลที่พอจะเป็นไปได้ก็คือ เนื้อหาในหนังสือ ไม่ได้มีไว้เพื่อการอ่าน แต่เป็นถ้อยคำ หรือตัวอักษรศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้สร้างคงจะอยากจารึกไว้เพื่อการบูชา และไม่ควรจะเปิดออกมาอ่านกันเล่นๆ

      หนังสือที่มีเค้าโครงใบหน้าของชายหนุ่มปริศนา ก็เป็นหนึ่งใน “หนังสือปิด” เหล่านี้ ดังนั้น จึงมีการตีความว่าหนังสือเล่มนี้ เป็นหนึ่งในหนังสือศักดิ์สิทธิ์ด้วย ซึ่งก็เป็นการยืนยันยํ้าอีกทีว่า ชายในแผ่นโลหะหล่อนี้ต้องเป็นคนสำคัญที่ไม่ธรรมดา ไม่งั้นจะมาเป็นปกหนังสือศักดิ์สิทธิ์ได้ยังไงกัน

      อย่างไรก็ตาม ที่มาของหนังสือเหล่านี้ยังถือว่าค่อนข้างคลุมเครือ จู่ๆ ก็โผล่มาจากซอกหลืบของประวัติศาสตร์ซะอย่างนั้น ก็เลยมีคนไม่เชื่อถืออยู่บ้าง แต่คนที่สนับสนุนก็มีเหมือนกัน เช่น มาร์กาเร็ต บาร์เกอร์ (Margaret Barker) อดีตประธานชมรมศึกษาพระคัมภีร์เก่า ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านคริสต์ศาสนาในยุคต้น

      บาร์เกอร์บอกว่า การที่หนังสือมีภาพใบหน้าบุคคล ทำให้เราสามารถตัดความคิดที่ว่า นี่เป็นหนังสือของพวกยิวออกไปได้เลย เพราะชนเผ่ายิวโบราณนั้น ห้ามการวาด หรือการผลิตภาพเหมือน และหากมีการพิสูจน์ว่า หนังสือเหล่านี้เป็นของเก่าแก่แท้ๆ ก็น่าจะเป็นหนังสือที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยกลุ่ม  Messianic jewish กลุ่มยิวที่นับถือพระเยซู และเป็นพันธมิตรสำคัญกับโบสถ์คริสต์ในยุคต้นๆ จึงทำให้น่าจะเชื่อได้ว่านี่คือภาพของพระเยซูที่ชาวยิวกลุ่มนี้สร้างขึ้นเพื่อการเคารพบูชา



      นอกจากนั้น ในบรรดาหนังสือที่พบนี้ บางเล่มยังมีรูปหล่อในลักษณะเป็นภาพไม้กางเขน จึงน่าจะเป็นสมบัติของชาวคริสต์ค่อนข้างแน่

      เมื่อมีคนสนับสนุน ก็มีคนไม่เห็นด้วย โรเบิร์ต ฟีเธอร์ (Robert Feather) ผู้เขียนหนังสือ Mystery  of The  Copper Scroll of Qumran บอกว่า ลักษณะการผลิตของหนังสือพวกนี้ น่าจะมาจากช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 2 อันเป็นยุคหลังพระเยซูนานกว่าร้อยปี จึงไม่น่าจะสนับสนุนทฤษฎีที่ว่า ผู้หล่อหนังสือนี้ “เคย” เห็นองค์จริงของพระเยซูมาก่อน

      ด้านกระทาชายนายไซดานั้น ก็ทำให้นักโบราณคดีไม่ สบายใจมาก  เพราะแม้ไซดาจะเป็นเจ้าของหนังสือล้ำค่าหลายเล่ม แต่ก็ไม่ได้ดูแลรักษาอย่างถูกต้อง และยังไม่มีนักโบราณคดีคนไหนได้ศึกษาหนังสือเหล่านี้อย่างจริงจังเป็นเรื่องเป็นราว  แม้ว่าไซดาจะเคยประสานงานไปที่ผู้เชี่ยวชาญในลอนดอนให้ช่วยตรวจสอบ แต่ก็ได้รับการปฏิเสธ เพราะแหล่งที่มาอันไม่ชัดเจน ทำให้นักโบราณคดีเก่งๆ หลายคนไม่อยากเอาตัวมาพัวพันกับสิ่งที่อาจจะผิดกฎหมาย

      แต่ในที่สุด ดร.ปีเตอร์ นอร์ธโฮเวอร์ (Peter Northover) นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์โลหะโบราณ ก็ทนต่อแรงดึงดูดของหนังสือเหล่านี้ไม่ได้ จึงลงมือทดสอบพร้อมๆกับการศึกษาหนังสืออีกเล่มหนึ่ง โดยห้องปฏิบัติการโลหะแห่งชาติของสวิตเซอร์แลนด์ ผลที่ออกมาถือว่าน่าประทับใจ เพราะสามารถฟันธงได้ว่า โลหะที่ใช้ทำหนังสือพวกนี้เป็นตะกั่วที่ผลิตในยุคโรมันโบราณ  ถลุงมาจากแร่ที่ได้มาจากแถบเมดิเตอร์เรเนียน  และลักษณะการกัดกร่อน แสดงให้เห็นชัดเจนว่า ไม่ใช่ของใหม่ หรือของทำเทียมแหงๆ

      หากภาพของชายหนุ่มบนหน้าปกหนังสือศักดิ์สิทธิ์ได้รับการรับรองว่าเป็นพระพักตร์ของพระเยซู ก็ย่อมเป็นความปีติ และเป็นการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ที่สุด แต่ถึงแม้จะไม่สามารถพิสูจน์ หรือพิสูจน์แล้วพบว่าไม่ใช่ หนังสืออีก 70 เล่มที่เหลือ ก็ควรค่าแก่การที่เราจะบอกว่า เป็นที่สุดแห่งการค้นพบทางโบราณคดีในโลกยุคใหม่นี้แล้ว



      นั่นก็เพราะว่า จากการส่งหนังสือบางเล่มไป ให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ ก็ทำเอาผู้เชี่ยวชาญตะลึงงัน และฟันธงกันแล้วว่า หนังสือเหล่านี้เป็นเอกสารทางคริสต์ศาสนาที่เก่าแก่ที่สุดในโลก และข้อความในหนังสือก็เป็นสิ่งสำคัญในการบ่งชี้ถึงการถูกตรึงกางเขน และการฟื้นคืนชีพของพระเยซู

      ไซอัด อัลซาอัด (Ziad al-Saad) ผู้อำนวยการกรมวัตถุโบราณแห่งจอร์แดน บอกว่า หนังสือเหล่านี้น่าจะถูกสร้างขึ้นโดยกลุ่มผู้ติดตามพระเยซูซึ่งหลบหนีไป และแอบหล่อหนังสือขึ้นหลังจากพระเยซูถูกตรึงกางเขนได้ไม่นานนัก แต่ก็คงจะต้องมีการตรวจสอบอายุให้ชัดๆเสียก่อนที่จะฟันธงให้แน่

      เดวิด เอลคิงตัน (David Elkingtom) ผู้เชี่ยวชาญด้านศาสนาโบราณ บอกว่า นี่คือการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ ที่สุดในประวัติศาสตร์ศาสนาคริสต์ และจะยิ่งใหญ่มากขึ้นหากเราจินตนาการว่า ครั้งหนึ่งในอดีตอันไกลโพ้น หนังสือเหล่านี้อาจจะเคยอยู่ในพระหัตถ์ของพระเยซู  พระผู้เคยเปิดอ่านหนังสือศักดิ์สิทธิ์นี้มาก่อน!!!

      ฟิลลิป ดาวี่ส์ (Philip Davies) ศาสตราจารย์ ด้านการศึกษาพระคัมภีร์เก่าบอกว่า แค่ได้เห็นภาพในหนังสือโลหะพวกนี้ ก็ถึงกับตะลึง เพราะเห็นชัดว่า เป็นหลักฐานของเหล่าผู้ก่อตั้งศาสนาคริสต์แน่ๆ ด้วยภาพแผนที่เมืองเยรูซาเล็ม และ ไม้กางเขนที่แสดงให้เห็นถึงการตรึงกางเขนนอกกำแพงเมือง ซึ่งเป็นการบ่งชี้ว่า ไม่ใช่ทรัพย์สินของพวกยิวแน่ๆ

      ที่สำคัญที่สุด หนึ่งในข้อความภาษาฮีบรูที่ถอดความออกมาได้บางส่วนคือ คำว่า “ฉันจะเดินตัวตรง” ก็อาจจะสื่อความหมายถึงการฟื้นคืนชีพของพระเยซู นี่จึงเป็นหลักฐานสำคัญในการก่อกำเนิดศาสนาคริสต์

      แต่ถึงตอนนี้ ทั้งข้อโต้แย้งเรื่องการครอบครอง  ปัญหาด้านกฎหมาย  และแหล่งที่มาอันคลุมเครือก็ทำให้หนังสือโลหะเก่าแก่ที่น่าจะได้เปิดปมประวัติศาสตร์อันน่าสนใจยังคงถูกเก็บไว้ในซอกหลืบ ที่แม้จะไม่ใช่ซอกหลืบในถ้ำที่ปิดตายมา 2 พันปี แต่ก็ยังคงเป็นซอกหลืบแห่งปริศนา ที่เราไม่รู้เลยว่าเมื่อไหร่จะได้คำตอบ.

      ทีมงานนิตยสารต่วย'ตูน

      อ่านเพิ่มเติม...

      วิดีโอแนะนำ

      เตือนจอดรถหน้า "ศาลพระกาฬ" เจอเจ้าจ๋อ รื้อ งัด แงะ หาของกินในรถ
      01:24

      เตือนจอดรถหน้า "ศาลพระกาฬ" เจอเจ้าจ๋อ รื้อ งัด แงะ หาของกินในรถ

      แท็กที่เกี่ยวข้อง

      คุณอาจสนใจข่าวนี้

      thairath-logo

      ApplicationMy Thairath

      ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
      วันอังคารที่ 18 มกราคม 2565 เวลา 13:49 น.
      ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
      เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์