วันอังคารที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
โดย
15 ก.ค. 2554 09:00 น.
บัตรประชาชนเด็ก ดอกไม้และก้อนอิฐ

บัตรประชาชนเด็ก ดอกไม้และก้อนอิฐ

โดย
15 ก.ค. 2554 09:00 น.
  • Share:

มงคล - สมพงษ์

บรรยากาศเด็กๆเข้าทำบัตรประจำตัวประชาชนในกรุงเทพมหานครและต่าง จังหวัด บางแห่งคึกคัก ขณะที่บางแห่งก็เงียบเหงา ทั้งนี้ เนื่องจากเหตุปัจจัยต่างๆกันไป

“เด็กๆ เขาดีใจมาก ตื่นเต้นที่ได้บัตรประชาชนกัน ส่วนที่ยังไม่ได้มาทำ เราก็พยายามประชาสัมพันธ์ให้เห็นคุณค่า เพราะแท้จริงแล้วบัตรมีค่ามหาศาล ไม่ว่าจะเป็นตัวเด็กเองและความมั่นคงของชาติ”

นายมงคล สุระสัจจะ ชี้แจงหลังจากเปิดทำบัตรประจำตัวประชาชนเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 7 ขวบบริบูรณ์ ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ เรื่องเครื่องมือไม่พร้อม ระบบการติดต่อสื่อสารล่ม และเรื่องความรับผิดชอบของเด็กต่อบัตรที่ได้รับ

การทำ บัตรประจำตัวประชาชนเด็กนี้ เป็นไปตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2554 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 10 พ.ค. 2554 ที่ผ่านมา และมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ.2554 เป็นต้นไป

เนื้อหา ใน พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน ฉบับนี้บัญญัติให้เด็กที่มีอายุตั้งแต่ 7 ปี บริบูรณ์ ยื่นคำขอมีบัตรต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายใน 60 วัน โดยการขอมีบัตรของผู้ที่อายุไม่ถึง 15 ปีนี้ ให้เป็นหน้าที่ของบิดา มารดา ผู้ปกครอง หรือบุคคลซึ่งรับดูแลผู้นั้นอยู่เป็นผู้ยื่นคำขอแทน

จำนวน เด็กที่มีสิทธิ์ทำบัตรประจำตัวประชาชนทั่วประเทศ รวมแล้วประมาณ 8,000,000 คน ในจำนวนนี้ เป็นเด็กในกรุงเทพฯถึง 600,000 คน

บัตรประจำตัวประชาชนของเด็กนี้จะมีอายุใช้ถึง 8 ปี เพิ่มขึ้นจากเดิมที่มีอายุของบัตรเพียง 6 ปี

ทำไม เด็ก 7 ขวบต้องมีบัตรประชาชนด้วย คำตอบในเรื่องนี้ นายมงคล สุระสัจจะ อธิบดีกรมการปกครอง บอกว่า บัตรมีความสำคัญมาก ทั้งเกี่ยวกับตัวเด็กเอง และความมั่นคงของชาติ

เพราะใน บัตรจะเก็บข้อมูลของตัวเด็กไว้ ทั้งสถานภาพของบุคคล ชื่อ ที่อยู่ วัน เดือน ปีเกิด หมู่เลือด ศาสนา และยังมีหน่วยความจำที่มีลายนิ้วมือ ข้อมูลเหล่านี้สามารถพิสูจน์ได้ด้วยเครื่องอ่านบัตร ป้องกันการสวมตัวเด็กในการไปทำทุจริตใดๆ

อธิบดีกรมการ ปกครองบอกว่า บัตรจะช่วยคุ้มครองสิทธิของบุคคล โดยหลักการแล้ว ถ้าหน่วยงานของรัฐสามารถเก็บข้อมูลทันสมัยไว้ก็จะเป็นการ ยืนยันตัวบุคคลได้ชัดเจน คนอื่นจะมาอาศัยชื่อรับสิทธิแทนไม่ได้ ตัวอย่างเช่น เมื่อเด็กมีบัตรประจำตัวไปโรงพยาบาล ก็จะได้รับการบริการได้ทันที ไม่เหมือนก่อนที่ต้องใช้สูติบัตรที่มีแต่ชื่อ แต่ไม่มีรูปภาพ

ส่วน หน่วยงานอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นตรวจคนเข้าเมือง ศุลกากร สถานศึกษา ก็สามารถนำบัตรไปเข้าเครื่องอ่านได้เลย ไม่จำเป็นต้องเอาคนไปรับรองอีก

“ประเทศที่เจริญแล้วจะ เก็บข้อมูลประชากรด้วยระบบที่ทันสมัย ยิ่งเก็บครอบคลุมมากเท่าไร ยิ่งดีต่อการคุ้มครองสิทธิ์ได้แน่นอนมากเท่านั้น” อธิบดีบอก

สำหรับ ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องไปทำบัตรไม่ทัน จะผิดกฎหมายหรือไม่ อย่างไรนั้น นายมงคลบอกว่า เด็กมีกฎหมายคุ้มครองอยู่แล้ว การกระทำผิด พ.ร.บ. ของเด็กในเรื่องนี้ จะมีโทษถึงผู้ปกครองบ้างก็แต่เพียงค่าปรับเล็กน้อย และถ้าเด็กไปยื่นทำบัตรเอง ผู้ปกครองก็ไม่ต้องรับโทษ

การ บริการที่เอื้อให้เด็กทำบัตรได้ทั่วถึง นายมงคลบอกว่า กรมการปกครองต้องการแบ่งเบาภาระ โดยให้สถานศึกษาร่วมกับสำนักงานทะเบียนได้ โดยจัดชุดเคลื่อนที่ไปทำบัตรให้นักเรียนในสถานศึกษา ส่วนโรงเรียนที่อยู่ใกล้สำนักทะเบียน ก็ให้ทางสถาบันการศึกษาพาเด็กนักเรียนไปทำที่สำนักงานได้

เมื่อ ได้บัตรแล้ว เด็กจะรักษาได้มากน้อยเพียงใดนั้น อธิบดีบอกว่า พ่อแม่ และผู้ปกครองจะช่วยในเรื่องนี้ได้ แต่ถ้ามีการสูญหายก็ทำบัตรใหม่ได้ มีค่าใช้จ่ายบ้างตามระเบียบของการทำบัตรใหม่ ส่วนเรื่องตัวบัตรที่นำมาทำให้เด็กนั้น นายมงคลยืนยันว่า เป็นบัตรสมาร์ทการ์ด กรมการปกครองเตรียมไว้แล้วทั้งสิ้น 26 ล้านใบ เพียงพอสำหรับทำให้เด็กและประชาชนทั่วไป

สำหรับเสียงครหา เรื่องความไม่เหมาะสมกับความรับผิดชอบของเด็กนั้น และอื่นๆนั้น นายมงคลบอกว่า “เรื่องนี้ทำก่อนที่ผมจะมา และสภาได้พิจารณาออกมาอย่างชัดเจนแล้ว จะเป็นสิ่งที่เป็นคุณประโยชน์ต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม มีคนมองกันไปหลายอย่าง เรารับดอกไม้ก็ต้องรับก้อนอิฐด้วยเป็นธรรมดา”

บัตรประจำตัวประชาชนเด็ก เอื้อประโยชน์ให้กับผู้เกี่ยวข้องกับเด็กด้านต่างๆอย่างไรบ้าง นั้น ในมุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ด.ต.สมพงษ์ มิ่งขวัญ ผบ.หมู่ (ป.) ทำหน้าที่หัวหน้าสายตรวจ สน.ประชาสำราญ เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร บอกว่า ถ้าถามถึงความจำเป็น น่าจะยังไม่จำเป็นมากนัก เพราะเด็กอายุตั้งแต่ 7 ขวบ ไปไหนมาไหนยังไปกับผู้ปกครองอยู่

“ในมุมของการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ ผมว่าผู้ก่ออาชญากรรมเดี๋ยวนี้มีอายุน้อยลงเรื่อยๆ การมีเลข 13 หลัก หรือบัตรประจำตัวประชาชนติดตัว จะช่วยให้ตรวจสอบได้ง่ายขึ้น การออกบัตรนี้มา อาจจะให้สอดคล้องกับกฎหมายใหม่ เรื่องการดำเนินคดีกับเด็กและเยาวชนก็ได้ เพราะเมื่อก่อนจะดำเนินการอะไรกับเด็กเป็นเรื่องยากมาก ทำให้เสียเวลากันทั้งผู้ต้องสงสัยและเจ้าหน้าที่”

สิ่งที่ ต้องตระหนักไว้ก็คือ “ใบหน้าของเด็กเปลี่ยนเร็วมาก เมื่อเราทำบัตรอายุเด็กแค่ 7 ขวบ อายุบัตรใช้ไปถึง 8 ปี ตรงนี้จะเกิดปัญหาใบหน้าเด็กไม่เหมือนกับใบหน้าในบัตรเกิดขึ้น”

และ “สิ่งที่อยากฝากไว้ก็คือ เรื่องการตรวจสอบบัตร ไม่ว่าจะเป็นเด็กและผู้ใหญ่ ควรมีทะเบียนประวัติที่ชัดเจน และควรให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมีเครื่องมือในการตรวจสอบอย่างทั่วถึง ด้วย เพราะจะได้ไม่ต้องเสียเวลากันทั้งผู้ถูกตรวจสอบและผู้ตรวจสอบ” ด.ต.สมพงษ์บอก

มุมผู้ปกครอง ธีรภาพ โลหิตกุล นักเขียนสารคดี ในฐานะพ่อที่ต้องพาลูกไปทำบัตร บอกว่า ผลดีอย่างน้อยก็เรื่องขบวนการค้ามนุษย์ เพราะเทคโนโลยีปัจจุบันมีมากเหลือเกิน ทั้งสื่อออนไลน์ เกมอินเตอร์เน็ต เด็กง่ายที่จะเข้าไปสู่วงจรเหล่านั้น การมีบัตรในมุมของผู้ปกครอง แม้จะไม่ช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องการค้ามนุษย์ได้มากนัก แต่ในระดับหนึ่งก็สามารถที่จะระบุได้ว่าใครเป็นใคร อย่างน้อยที่สุด พ่อ แม่ หรือผู้ปกครองก็สามารถแสดงตนได้

“สมัย ก่อนเด็กอายุ 12 ปี 13 ปีไม่มีปัญหาอะไร เพราะมันไม่มีความซับซ้อนของสังคม แต่ปัจจุบันมันมีความซับซ้อนมากขึ้น การมีบัตรแม้จะแก้ไขไม่ได้ทั้งหมด แต่ก็เชื่อว่าช่วยได้ในระดับหนึ่ง”

เพื่อสะดวกในการทำ บัตร “ผมขอเสนอว่า เจ้าหน้าที่ควรไปทำบัตรประชาชนเด็กที่โรงเรียนเลย ไม่จำเป็นต้องให้ผู้ปกครองพาเด็กไปทำที่เขต หรือที่หน่วยงานของราชการ เพราะเด็กวัยนี้อยู่ที่โรงเรียนอยู่แล้ว ก่อนไปเพียงแต่บอกคุณครูให้เด็กเตรียมตัวไว้” นายธีรภาพบอก

เด็ก อายุ 7 ขวบ ส่วนใหญ่อยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เด็กวัยนี้มีความพร้อมทางด้านร่างกาย และการช่วยเหลือตนเองได้แค่ไหน คุณครูไพรวัน ลิมปิกาญจนโกวิท ครูประจำชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเปรมฤทัย ต.พยอม อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา บอกว่า พัฒนาการของเด็กอายุ 7 ขวบ น่าจะยังไม่พร้อมที่จะมีบัตร เพราะเขายังช่วยเหลือตัวเองไม่ค่อยได้ ไปไหนก็ยังต้องไปกับผู้ปกครอง

ดังนั้น “ปัญหาที่จะตามมาก็คือ บัตรหาย เด็กคงต้องทำบัตรหลายครั้ง จะทำให้เสียงบประมาณแผ่นดิน และผู้ปกครองคงต้องเสียเงินไปกับเรื่องนี้ไม่น้อย”

ประโยชน์ ทางการศึกษา ครูไพรวันบอกว่า ประการแรกช่วยเรื่องทะเบียนประวัติเด็ก เมื่อต้องการใช้ก็ไม่ต้องไปหาที่ฝ่ายธุรการเหมือนก่อนๆ นอกจากนั้น ก็คงช่วยในเรื่องการฝึกการจำวัน เดือน ปีเกิดของตัวเด็กเอง แต่ถ้ามองในภาพรวมแล้ว “คิดว่า น่าจะเอางบประมาณส่วนนี้ไปใช้พัฒนาส่วนอื่นๆมากกว่า เพราะเด็กยังไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ การให้เก็บรักษาบัตรจะต้องมีหาย ทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณทั้งของรัฐบาลและของผู้ปกครอง”

การทำบัตรประจำตัวประชาชนเด็ก ใครจะเห็นเป็นดอกไม้หรือก้อนอิฐมากกว่ากัน ย่อมอยู่ที่จุดยืนของแต่ละคนโดยแท้.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้